ประเด็นลูกตั้งเตะ โดยเฉพาะลูกเตะมุม ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ฟุตบอลอังกฤษมีจุดเด่นในเรื่องนี้มาช้านาน แต่การเล่นในปัจจุบันเลยเถิดไปมาก
การเล่นที่ถูกมองว่าน่าเกลียด แต่ก็ยังคงอยู่ในกรอบของกติกา หลายคนอาจมองว่า นี่คือการใช้ช่องโหว่ของกฏเล่นงานคู่ต่อสู้ในการทำประตู
การที่ผู้เล่นฝ่ายรุกอัดเข้าไปรุมอยู่หน้าปากประตูในกรอบ 6 หลา ทำให้ผู้เล่นฝ่ายรับก็ต้องเข้ามาคุ้มกันผู้รักษาประตูให้แน่นหนามากขึ้น
จนกลายเป็นภาพที่ดูน่าตลก บางครั้งมีผู้เล่นรวมกันมากถึง 16 คนกระจุกตัวอยู่บริเวณพื้นที่แคบๆ บางคนก็ปลุกปล้ำ บางคนก็ยืดยุด บางคนก็ดึงเสื้อ สารพัดจะหามาเล่นงานคู่แข่ง
และที่น่าประหลาดใจคือ ผู้รักษาประตูฝ่ายรับ ไม่ได้รับการคุ้มครองจากผู้ตัดสินเหมือนเกมฟุตบอลยุคก่อน
ผู้รักษาประตูฝ่ายรับมักได้รับอภิสิทธิ์มากกว่าใครๆ หากโดนคู่แข่งสะกิดหรือขัดขวางการเล่น แม้แค่กำลังเตรียมตัวจะออกมาคว้าบอล แค่นี้ผู้ตัดสินก็เป่าให้ได้ฟาวล์แล้ว
แต่ปัจจุบันมีความแตกต่างออกไป
เห็นได้ตั้งแต่เกมแรกของฤดูกาลนี้แล้ว ผู้รักษาประตูที่ไม่เก๋าพออย่าง อัลทาย บายินเดียร์ กลายเป็นแพะรับบาป ทั้งที่ถูก วิลเลียม ซาลีบา เล่นงานจนเกินขอบเขต และกลายเป็นการตั้งมาตรฐานการตัดสินในซีซั่นนี้ไปเลย
อาร์เซน่อล กลายเป็นทีมต้นตำรับในการเล่นรูปแบบนี้ แต่ก็มีอีกหลายทีมที่เล่นตามแผนเดียวกัน
ในช่วงการแถลงข่าวถึงความพร้อมก่อนเกมพรีเมียร์ลีกตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา นี่คือหนึ่งในประเด็นที่ผู้จัดการทีมพรีเมียร์ลีกจะต้องตอบคำถาม
เดวิด มอยส์ กุนซือผู้มากประสบการณ์ในระดับพรีเมียร์ลีก ไม่ลังเลที่จะยกให้ เดอะ กันเนอร์ส เป็นเบอร์หนึ่ง
"การขัดขวางการเล่นกลายเป็นประเด็นใหญ่ของเกมไปแล้ว พูดตามตรง ทีมที่เก่งที่สุด แต่ก็ทำอย่างมีสไตล์คือ อาร์เซน่อล พวกเขาคือผู้บุกเบิกศาสตร์มืดนี้"
อดีตผู้ช่วยผู้ตัดสินระดับพรีเมียร์ลีก ดาร์เรน แคนน์ มองว่านี่คือฝันร้ายของทีมงานผู้ตัดสินในการรับมือกับจังหวะในลักษณะนี้ และองค์กรใหญ่จำเป็นต้องทำอะไรบางอย่าง
แต่จริงๆ แล้ว นี่คือฝันร้ายของผู้รักษาประตูฝ่ายรับมากกว่า
หลายต่อหลายครั้งที่เห็นคู่แข่งเจตนาเบียด ดัน ด้วยศอกหรือร่างกายส่วนต่างๆ จนผู้รักษาประตูฝ่ายรับหลุดข้ามเส้นประตูเข้าไปแล้ว แต่ก็ยังคงไม่ได้รับการปกป้องจากผู้ตัดสิน
หรือจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงกฏเกิดขึ้น?
เดิมที พรีเมียร์ลีก เป็นลีกที่ผู้ตัดสินเป่าฟาวล์ยากอยู่แล้ว เมื่อเทียบกับลีกอื่น โดยเฉพาะเซเรียอา ที่นกหวีดหวานมาก ดังนั้นการเจอแนวทางการเล่นในลักษณะนี้ จึงมีโอกาสที่จะปล่อยให้เกมไหลต่อไปสูง
กับจังหวะลูกเตะมุม การยื้อยุดฉุดกระชากมักเกิดขึ้นก่อนการเปิดเข้ามา ดังนั้นจึงไม่สามารถเป่าฟาวล์ได้ ในเมื่อยังเป็นจังหวะบอลตายอยู่
อาร์เตต้า ใช้แนวทางการเล่นในรูปแบบนี้ ทำให้ อาร์เซน่อล ทำประตูได้จากลูกเตะมุมมากที่สุดในฤดูกาลนี้ และเกมที่ชนะ เชลซี 2-1 ก็บวกเพิ่มทั้งสองประตู
"มันไม่ได้น่าเกลียดอะไรเลย คุณต้องเล่นเกมที่อยู่ตรงหน้าให้ได้ และเมื่อเราเจอกับ เชลซี คุณก็รู้ชัดเจนว่าคุณต้องเล่นเกมแบบไหน"
"สำหรับผม มันเป็นเกมที่สวยงาม เพราะมีคุณภาพเกิดขึ้นมากมาย"
"คุณต้องปรับตัวกับสิ่งที่พวกเขาทำ และพวกเขาก็ต้องทำแบบเดียวกัน ความแตกต่างจึงเล็กน้อย และการดวลกันในท้ายที่สุดจะเป็นตัวตัดสินเกมประเภทนี้"
ก่อนเกมเยือน ไบรท์ตัน ในช่วงกลางสัปดาห์ อาร์เตต้า ก็ยังต้องตอบประเด็นนี้อีกครั้ง
"ผมไม่พอใจที่เราทำประตู (จากลูกตั้งเตะ) ได้แค่นี้ และเราเองก็เสียประตู (จากลูกตั้งเตะ) ด้วยเช่นกัน"
"เราต้องการเป็นทีมที่ดีที่สุดและครองเกมได้มากที่สุดในทุกๆ ด้านของเกม นั่นคือทิศทางและเป้าหมายของทีมชุดนี้ ในฐานะสโมสรเราก็ต้องการเป็นแบบนั้นเช่นกัน ดังนั้นเราจะพยายามทำให้ได้"
ส่วนเรื่องเสียงวิจารณ์ที่กำลังถาโถมใส่ อาร์เซน่อล จากการวางแท็กติกเล่นลูกตั้งเตะในรูปแบบนี้ อาร์เตต้า ตอบสั้นๆ ว่า "มันเป็นส่วนหนึ่งของงาน"
ด้าน เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เฮดโค้ช แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คู่แข่งลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก ที่ใครๆ ต่างก็รู้ดีว่าไม่นิยมการทำประตูในลักษณะนี้อยู่แล้ว ยอมรับว่า เวลานี้เกมฟุตบอลกำลังเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาของมัน
"ลูกตั้งเตะเริ่มมีความสำคัญมากขึ้น แตกต่างจากตอนที่ผมเริ่มต้นเป็นผู้จัดการทีมใหม่ๆ"
"ตอนผมเด็กๆ เราพูดกันว่าในอังกฤษดีใจกับการได้ลูกเตะมุมหรือฟรีคิกเหมือนกับได้ประตู ผมจำได้ชัดเจน ในแง่นั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป"
"อาร์เซน่อล กำหนดแนวทางของพวกเขาเอง และเป็นแง่มุมที่สำคัญ"
"4 ปีก่อนใน เอ็นบีเอ การชู๊ตสามแต้ม ไม่นิยมเล่นมากนัก แต่ตอนนี้หลายคนกำลังจัดหนัก มันเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ"
"คุณจะมานั่งบนเรื่องนี้ก็ได้ แต่คุณต้องปรับตัว มันเป็นส่วนหนึ่งของเกม โดยเฉพาะต้องปรับให้เข้ากับแนวทางที่ดำเนินไปในพรีเมียร์ลีก"
"แต่ละประเทศมีวิธีเฉพาะของตัวเอง แต่ละสโมสรก็เช่นกัน ผมเข้าใจความเห็น (ของ อาร์เน่อ สล็อต) และในบางแง่มุม ผมก็เห็นด้วย"
ประเด็นนี้อาจต้องมีการเปลี่ยนแปลงกฏ แต่บางทีนี่อาจเป็นเพียงปัญหาของพรีเมียร์ลีกเท่านั้น ไม่ใช่ปัญหาส่วนร่วมของลีกฟุตบอลชาติอื่นๆ