สองแอสซิสต์จากเกมแรก สองประตูจากเกมสอง หกคะแนนเต็มจากสองเกม นี่คือซีซั่นที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต้องฝากความหวังเอาไว้กับ รายาน แชร์กี้
การเปลี่ยนแปลงระบบการเล่น แท็กติกการเล่น และอีกหลายสิ่งหลายอย่างในเกม จากยุคทองของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า มาเริ่มต้นใหม่กับ เอ็นโซ่ มาเรสก้า ไม่ใช่เรื่องง่าย
และเรื่องแบบนี้ไม่เคยง่ายอยู่แล้ว เห็นได้จากตอนที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปลี่ยนผ่านจากยุค เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อาร์เซน่อล แยกทาง อาร์แซน เวนเกอร์ และ ลิเวอร์พูล หลังจาก เจอร์เก้น คล็อปป์
เกมเอฟเอ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ ส่งสัญญาณเตือนไปยัง มาเรสก้า แล้ว ว่าจะล้อเล่นกับการทดลองความแปลกใหม่ไม่ได้
และเกมแรกในพรีเมียร์ลีกก็เกือบเอาตัวไม่รอด ดีที่ยังกลับตัวทัน ส่ง แชร์กี้ ลงมายืนเพลย์เมคเกอร์ หรือจอมทัพหมายเลข 10 สามารถพลิกเกมสู่ชัยชนะได้ทันเวลากับสองแอสซิสต์ที่ต้องยกเครดิตให้
นั่นทำให้ มาเรสก้า ต้องมอบตำแหน่งตัวจริงให้ แชร์กี้ ในเกมสองที่บุกเยือน เซลเฮิร์สท์ พาร์ค ของ คริสตัล พาเลซ
และสองประตูสวยๆ โดยเฉพาะประตูแรก แทบจะเป็นการการันตีตำแหน่งตัวจริงในทีมของ มาเรสก้า ไปแล้ว
"มันเป็นสัญชาตญาณของผม" แชร์กี้ พูดถึงประตูแรกของตัวเอง เป็นประตู 2-0 ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในชัยชนะแบบไม่ยากเย็น 4-1
จริงๆ แล้ว แชร์กี้ ให้สัมภาษณ์ระหว่างถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ที่ไม่เหมือนใคร เขาไม่พอใจผลงานในครึ่งแรกของตัวเองที่ไม่สามารถเผยแพร่คำพูดได้
ถึงขนาด เออร์ลิง ฮาแลนด์ ที่ยืนอยู่ข้างๆ รอมอบรางวัล แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ให้ ทำได้เพียงแค่หัวเราะกับถ้อยคำสบถใส่ตัวเองของ แชร์กี้
แต่สิ่งสำคัญพอๆ กับการยิงประตู การทำแอสซิสต์ นั่นก็คือการสร้างสรรค์เกมรุก การบัญชาเกมรุกในฐานะจอมทัพของทีม ซึ่งจะต้องเล่นให้ดีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเอาชนะใจ มาเรสก้า ในทุกๆ สัปดาห์
"ฟอร์มการเล่นของเขาในสายตาของผมยอดเยี่ยมมาก ไม่ใช่แค่สองประตูที่ยิงได้ แต่แนวทางที่เขาเล่นตอนไม่มีบอลด้วย" มาเรสก้า พูดถึง แชร์กี้ พร้อมรอยยิ้ม
"ตอนที่ คริสตัล พาเลซ ได้ครองบอล เขาตามประกบ อดัม วอร์ตัน ผมคิดว่าเกมของเขาสมบูรณ์แบบ ทั้งตอนครองบอลและตอนไม่มีบอล"
นี่คือฤดูกาลที่ แชร์กี้ มีโอกาสพิสูจน์ตัวเองว่าสามารถเป็นซูเปอร์สตาร์ในพรีเมียร์ลีกได้
แต่เหมือนอย่างที่ทุกคนทราบดี ไม่มีใครปฏิเสธเรื่องคุณภาพฝีเท้า แต่เรื่องที่จะต้องรักษาเอาไว้ให้ได้ตลอดทั้งซีซั่นก็คือ 'ความสม่ำเสมอ'