แอนโธนี่ กอร์ดอน กำลังยกระดับตัวเองกลายเป็นผู้เล่นแนวรุกที่ อังกฤษ จะขาดไม่ได้ เช่นเดียวกับ แฮร์รี่ เคน และ จู๊ด เบลลิงแฮม
4 ประตูจาก 11 เกมกับ อังกฤษ เฉพาะปี 2026 สะท้อนให้เห็นผลงานอันยอดเยี่ยม และการเป็นตัวหลักของ โธมัส ทูเคิ่ล ที่ใช้งาน กอร์ดอน ไปมากถึง 18 เกม นับตั้งแต่เข้ามาคุมทัพ ทรี ไลออนส์ เมื่อต้นปี 2025
กอร์ดอน ค่อยๆ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญในเกมรุกของ อังกฤษ ในศึกฟุตบอลโลก 2026
จาก 8 เกมตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม จนถึงรอบชิงอันดับ 3 กอร์ดอน ลงตัวจริง 5 เกม และลงสำรอง 1 เกม ทำไป 1 ประตู กับ 3 แอสซิสต์
หลังจากนั้น กอร์ดอน โดดเด่นขึ้นอีกใน ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก เอ ฤดูกาล 2026-27 ที่ยิงประตูได้ทั้งสองเกมแรกที่พบกับ สเปน และ สาธารณรัฐเช็ก
กอร์ดอน คือผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดของ อังกฤษ ในเกมที่แพ้ สเปน 2-3 และเป็น แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในเกมชนะ สาธารณรัฐเช็ก 2-0
ตลอดสองปีที่ผ่านมาจึงเป็นช่วงเวลาที่ก้าวกระโดดมากๆ ของ กอร์ดอน
ฤดูกาลสุดท้ายกับ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด คือซีซั่น 2025-26 กอร์ดอน ทำไปมากถึง 17 ประตูจาก 46 เกมรวมทุกรายการ มากที่สุดในอาชีพค้าแข้งของตัวเอง
ในจำนวนนั้นเป็นการยิงถึง 10 ประตูในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก
และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ บาร์เซโลน่า ปฏิเสธการซื้อขาด มาร์คัส แรชฟอร์ด และยอมจ่ายเงินมากกว่าสองเท่า เพื่อซื้อ กอร์ดอน ในราคาสูงถึง 80 ล้านยูโร
กอร์ดอน ลงสนามในฐานะตัวจริง 5 เกม และตัวสำรอง 2 เกม ให้กับ บาร์เซโลน่า ช่วงต้นฤดูกาล 2026-27 จัดไปแล้ว 4 แอสซิสต์ เป็นผลงานที่น่าพอใจ แม้ยังนับหนึ่งประตูของตัวเองไม่ได้ก็ตาม
การเล่นในทีมของ ฮันซี่ ฟลิค กับบรรดาแนวรุกอย่าง ลามีน ยามาล, ราฟินญ่า, เฟร์มิน โลเปซ ยิ่งช่วยทำให้ กอร์ดอน พัฒนาฝีเท้าได้รวดเร็วขึ้น
และผลประโยชน์ก็จะตกสู่ทีมชาติอังกฤษของ ทูเคิ่ล เช่นกัน
การประสานแนวรุกร่วมกับ แฮร์รี่ เคน และ จู๊ด เบลลิงแฮม ก็จะยิ่งทำให้ สิงโตคำราม ชุดนี้อันตรายยิ่งขึ้น
ถึงตอนนี้ ยังไม่ต้องคิดถึงความสำเร็จครั้งใหญ่อย่าง ยูโร 2028 หรือ เวิลด์คัพ 2030 แต่ อังกฤษ จะต้องเริ่มต้นจากความสำเร็จเล็กๆ อย่าง ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ให้ได้เสียก่อน