ฟาเบียน เฮอร์เซเลอร์ และลูกทีม ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบียน กำลังสร้างปรากฏการณ์ในช่วงต้นฤดูกาล 2026-27
นี่คือฤดูกาลที่ 10 ของ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบียน นับตั้งแต่เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกปี 2017 ภายใต้ผู้จัดการทีมหรือเฮดโค้ช 4 คน คริส ฮิวจ์ตัน, แกรม พ็อตเตอร์, โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ และ ฟาเบียน เฮอร์เซเลอร์
พ็อตเตอร์ คุมทีม 3 ฤดูกาล ยกระดับพา ไบรท์ตัน จบอันดับเลขตัวเดียว (อันดับ 9) เป็นครั้งแรกของสโมสร ผลงานเข้าตาหลายสโมสรใหญ่ และเป็น เชลซี ที่คว้าตัวไปคุมทัพ
เด แซร์บี้ สองฤดูกาลที่ เอเม็กซ์ ก็ทำให้ ไบรท์ตัน บินสูงขึ้น จบอันดับ 6 พรีเมียร์ลีก (เป็นอันดับสูงที่สุดในลีกสูงสุดของอังกฤษจนถึงปัจจุบัน) คว้าตั๋วเล่นฟุตบอลยุโรปเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรด้วย
ฤดูกาล 2023-24 เป็นปีที่ เด แซร์บี้ ทำให้โลกฟุตบอลรู้จักชื่อ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบียน มากขึ้น
การเอาชนะคู่แข่งทั้ง โอลิมปิก มาร์กเซย, อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม และ เออีเค เอเธนส์ ในรอบแบ่งกลุ่ม ยูโรปา ลีก เป็นการเริ่มต้นฟุตบอลยุโรปที่น่าทึ่ง แม้จอดป้ายรอบ 16 ทีมสุดท้าย เพราะ โรม่า ก็ตาม
การเปลี่ยนแปลงสำคัญเกิดขึ้น เมื่อ เด แซร์บี้ ย้ายไปคุม มาร์กเซย ทำให้ ไบรท์ตัน ต้องมองหาเฮดโค้ชใหม่
ด้วยสายตาอันเฉียบคม และการตัดสินใจที่ถูกต้อง เฮอร์เซเลอร์ คือคนที่ถูกเลือก
ย้อนกลับไปดูประวัติของ เฮอร์เซเลอร์ กันสักนิดว่าเป็นใคร? มาจากไหน?
การเริ่มต้นเส้นทางสายฟุตบอลดูเหมือนจะมีอนาคตสดใสรออยู่ จากการเข้าสู่ศูนย์ฝึกเยาวชนของ บาเยิร์น มิวนิค ตั้งแต่อายุ 10 ขวบ
เฮอร์เซเลอร์ อยู่ในทีมเยาวชนทุกระดับชั้น เช่นเดียวกับทีมชาติเยอรมนี ที่ติดตั้งแต่ชุดยู-15 จนถึงยู-19 แต่กองกลางตัวรับรายนี้ก็ไม่ได้ไปต่อในทีมชุดใหญ่ของ บาเยิร์น
การเล่นเพียงทีมสำรองของ บาเยิร์น, ฮอฟเฟนไฮม์ และ 1860 มิวนิค ทำให้ เฮอร์เซเลอร์ จบเส้นทางฟุตบอลอาชีพตั้งแต่อายุ 22 ปี แต่ก็ยังไปต่อกับสโมสรระดับสมัครเล่น ในบทบาทผู้เล่น-โค้ช
ก้าวสำคัญของ เฮอร์เซเลอร์ เกิดขึ้นในปี 2020 เมื่อได้รับการทาบทามเป็นผู้ช่วย ตีโม ชูลซ์ เฮดโค้ชของ ซังต์ เพาลี
จากนั้นเมื่อ ชูลซ์ ถูกไล่ออกในอีก 2 ปีต่อมา เฮอร์เซเลอร์ ก็ไม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอย จากการพาทีมทำผลงานได้ดีในช่วงที่คุมทัพชั่วคราว
ในช่วงปลายปี 2022 เฮอร์เซเลอร์ ก็ได้รับสัญญาถาวร กลายเป็นเฮดโค้ชที่อายุน้อยสุดในบุนเดสลีกา 2 เพียง 29 ปี
หลังจากนั้นไม่กี่เดือน เฮอร์เซเลอร์ ในวัย 30 ปี ก็ได้รับใบอนุญาตผู้ฝึกสอนระดับ ยูฟ่า โปร ไลเซนซ์
เฮอร์เซเลอร์ ปลุก ซังต์ เพาลี ให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว จบซีซั่นแรกที่เข้ามาคุมทีมในเดือนธันวาคม จากอันดับ 16 จบสูงถึงอันดับ 5
จากนั้นการคุมทีมเต็มตัวซีซั่นแรก ฤดูกาล 2023-24 ก็พาทีมคว้าแชมป์บุนเดสลีกา 2 พร้อมเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุด
ถึงตอนนี้ เฮอร์เซเลอร์ ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิตว่าจะนำ ซังต์ เพาลี ลุยบุนเดสลีกา หรือเผชิญความท้าทายครั้งใหม่ในพรีเมียร์ลีก เมื่อได้รับข้อเสนอจาก ไบรท์ตัน
สุดท้ายแล้ว คำตอบของ เฮอร์เซเลอร์ คืออย่างหลัง
เฮอร์เซเลอร์ เซ็นสัญญา 3 ปีกับ ไบรท์ตัน กลายเป็นผู้จัดการทีมหรือเฮดโค้ชที่อายุน้อยสุดของพรีเมียร์ลีก จากวันที่เซ็นสัญญาคือ 31 ปี กับ 110 วัน และวันที่ประเดิมคุมทัพ 31 ปี กับ 180 วัน
เป็นการทำลายสถิติเดิมของ คริส โคลแมน ที่เซ็นสัญญากับ ฟูแล่ม ตอนอายุ 32 ปี กับ 313 วัน และประเดิมคุมทีม 33 ปี กับ 67 วัน เมื่อปี 2003
ซีซั่นแรกในพรีเมียร์ลีกของ เฮอร์เซเลอร์ ไม่ใช่งานง่าย โดยเฉพาะการมีลูกทีมที่อายุมากกว่าอย่าง เจมส์ มิลเนอร์, แดนนี่ เวลเบ็ค, ปาสกาล โกรสส์, ลูอิส ดังค์ เป็นต้น
ผลงานของ เฮอร์เซเลอร์ ถือว่าสม่ำเสมอ จบอันดับ 8 พรีเมียร์ลีกทั้งสองฤดูกาลแรก แต่มีโควต้า ยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ ในซีซั่นที่สอง
ชื่อของ เฮอร์เซเลอร์ จึงถูกโยงกับสโมสรใหญ่อีกครั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไบรท์ตัน เข้าใจสถานการณ์นี้ดี จากที่เคยเกิดขึ้นกับ พ็อตเตอร์ และ เด แซร์บี้ มาแล้ว
ส่วนหนึ่งที่ต้องยกย่องและชื่นชมคือทีมงานแมวมอง และฝ่ายสรรหาบุคลากรของสโมสร ที่มีสายตาแหลมคมมาก ทั้งเรื่องการแต่งตั้งเฮดโค้ช และการเสริมทัพที่ซื้อถูกขายแพงแทบทุกปี
ฤดูกาล 2026-27 ไบรท์ตัน จึงถูกจับตามองอย่างมากในฐานะทีมม้ามืดที่พร้อมสอดแทรกอยู่ในกลุ่มทีมใหญ่
จุดเด่นของ ไบรท์ตัน ที่เห็นได้ชัดในช่วงต้นซีซั่นคือเรื่องเกมรุกบุกแหลก และการทำประตูถล่มทลาย จาก 7 เกมแรกพรีเมียร์ลีก ยิงไป 23 ประตู
และเมื่อรวมคาราบาวคัพ กับยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ ลีก 11 เกม ยิงไปถึง 34 ประตูแล้ว เฉลี่ยแล้ว 3 ประตูต่อ 1 เกม
น่าสนใจตรงที่ 34 ประตูนี้มาจากผู้เล่นมากถึง 15 คน แสดงให้เห็นถึงการเล่นแบบทีมเวิร์ค ไม่มีดาวดังที่โดดเด่นกว่าเพื่อน ทุกคนพร้อมจ่ายให้เพื่อนทำประตู
คนที่โดดเด่นที่สุดคือ ปาสกาล โกรสส์ 4 ประตู กับ 4 แอสซิสต์, ชาราลัมปอส คอสตูลาส 5 ประตู กับ 3 แอสซิสต์, มักซิม เดอ ไคเปอร์ 4 ประตู กับ 3 แอสซิสต์
เกมรับของ ไบรท์ตัน ก็โดดเด่นเช่นกัน การเสียไปเพียง 5 ประตูจาก 7 เกมในพรีเมียร์ลีก และ 7 ประตูจาก 11 เกมรวมทุกรายการ
ผู้รักษาประตูมือหนึ่ง บาร์ท แฟร์บรู๊กเก้น เก็บไปแล้ว 5 คลีนชีต เป็นผู้นำอยู่ในเวลานี้ด้วย
และที่สะท้อนผลงานได้ดีที่สุดก็คือการกวาดรางวัลยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกเดือนกันยายน ทั้ง ฟาเบียน เฮอร์เซเลอร์, ปาสกาล โกรสส์ และรางวัลประตูสุดสวยที่เป็นของ ลูอิส ดังค์
ซึ่งรางวัลประตูยอดเยี่ยมในเดือนตุลาคมจะถูกจับจองโดย ไบรท์ตัน อีกครั้งอย่างไม่ต้องสงสัยจาก ดีเอโก้ โกเมซ
ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบียน กำลังแสดงให้เห็นความสำเร็จของสโมสร (วัดจากผลการแข่งขัน) ต้องมาจากการทำงานร่วมกันที่ยอดเยี่ยมของหน้าบ้านและหลังบ้าน
แม้ในอนาคต บางสโมสรใหญ่อาจสมหวังดึง เฮอร์เซเลอร์ ไปคุมทัพ ด้วยการจ่ายเงินชดเชยที่ไม่อาจปฏิเสธได้ (เหมือนตอนที่ ไบรท์ตัน ปล่อย พ็อตเตอร์ ในปี 2022)
แต่ เฮอร์เซเลอร์ ก็อาจไม่ประสบความสำเร็จเหมือนที่ ไบรท์ตัน หากการทำงานหลังบ้านของสโมสรนั้นๆ ไม่ดีพอ