"ชัยชนะสักเกมสามารถเป็นจุดเปลี่ยนให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาได้" นั่นคือประโยคที่ ค็อบบี้ เมนู พูดก่อนเกมพบกับ โรม่า เมื่อวันอังคาร
ก่อนเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ค่ำคืนวันอังคาร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องการชัยชนะอย่างมากเพื่อปลดล็อก หลังผ่าน 13 เกมแรก (ทุกรายการ) ในซีซั่นนี้ แพ้ไปแล้วถึง 7 เกม
ชัยชนะเพียง 2 เกมที่ได้รับ เป็นการชนะ อิปสวิช ทาวน์ ทีมน้องใหม่ในพรีเมียร์ลีก และ ซาบาห์ สโมสรอาเซอร์ไบจัน ที่ผ่านเข้ามาเล่นลีกเฟส ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นครั้งแรก
เดิมที มีการคาดการณ์ว่า ไมเคิ่ล คาร์ริค จะถูกปลดออกจากตำแหน่งหลังจบเกมที่แพ้ โคโม่ 1-4 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม เป็นผลการแข่งขัน และฟอร์มการเล่นที่ไม่อาจยอมรับได้
แต่อาจเป็นเพราะโปรแกรมการแข่งขันที่อัดแน่น การเปลี่ยนแปลงเฮดโค้ชแบบฉุกละหุก จึงไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสม
เมื่อดูจากโปรแกรมถัดจากนั้น มีอีก 4 เกม ก่อนพักเบรคให้เกมทีมชาติเป็นเวลา 2 สัปดาห์ นั่นอาจเป็นช่วงเวลาสำหรับการเปลี่ยนแปลง หากผลการแข่งขันไม่เป็นไปในทางที่ดีขึ้น
4 วันหลังจากเกมที่ อิตาลี แทบไม่มีใครอยากเชื่อว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แพ้คา โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ต่อ บอร์นมัธ 0-3 เป็นเกมอัปยศซ้อนอัปยศ จนผู้บริหารต้องรีบประชุมด่วน
ภายหลังการหารือผ่านทางวีดีโอระหว่าง เซอร์ จิม แรทคลิฟฟ์, โอมาร์ เบอร์ราด้า และ เจสัน วิลค็อกซ์ มีมติให้ คาร์ริค ได้คุมทัพต่อในเกมสุดสัปดาห์ถัดไปที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์
ปฏิกริยาของแฟนบอลที่มีต่อ คาร์ริค เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ
หลายครั้งที่การปลดเฮดโค้ช เป็นเพราะการเสียการควบคุมในห้องแต่งตัว หรือพูดง่ายๆ คือลูกทีมไม่เอาแล้ว แต่ครั้งนี้ไม่ใช่กับ คาร์ริค
ดังนั้น สิ่งเดียวที่จะปลดล็อกทุกอย่างได้ นั่นก็คือ ชัยชนะ
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เล่นเกมรุกได้ดี มีโอกาสลุ้นประตูหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็บุกแพ้ เชลซี 0-2
จนมาถึงเกมกับ โรม่า ในช่วงกลางสัปดาห์ คาร์ริค ก็สามารถไขกุญแจเปิดประตูสู่ชัยชนะได้สำเร็จ แต่ปัญหาที่มองเห็นได้ชัดเจนคือการตื่นตัวช้า และเสียประตูก่อน
คาร์ริค รู้ดีว่าชัยชนะเหนือ โรม่า ไม่ได้ส่งผลต่อการรักษาเก้าอี้เฮดโค้ชโดยตรง เพราะยังมีอีกหนึ่งเกมสำคัญในบ้านพบกับ แอสตัน วิลล่า รออยู่วันอาทิตย์นี้
ชัยชนะอีกหนึ่งเกมที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด จะทำให้ คาร์ริค ได้ทำหน้าที่ต่อไปหลังผ่านสองสัปดาห์แห่งเกมทีมชาติ ซึ่งหลังจากนั้นมีเกมใหญ่ที่ แอนฟิลด์ รออยู่
ค่ำคืนแห่งชัยชนะเมื่อวันอังคารถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่อาจไม่มีความหมายอะไรเลย หากกลับมาพบความพ่ายแพ้อีกครั้งในเกมพรีเมียร์ลีก
และนั่นก็คงเป็นเกมสุดท้ายของ คาร์ริค จริงๆ แล้ว