ทศวรรษเลสเตอร์จากแชมป์พรีเมียร์ฯร่วงสู่ด.3

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมฟุตบอลอาชีพอังกฤษที่มีเจ้าของเป็นคนไทยเคยหวือหวาเมื่อ 10 ปีก่อน แต่ตอนนี้กำลังจะร่วงหล่นสู่ ดิวิชั่น 3 ตามพีระมิดฟุตบอลเมืองผู้ดี

ย้อนเวลากลับไป 10 ปี แฟนฟุตบอลกำลังจะได้เห็นปาฏิหาริย์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ 

  เมื่อ ‘เดอะ ฟ็อกซ์’ ทีมรองบ่อนที่มีอัตราต่อ-รอง แชมป์ 5,000/1 กำลังเข้าใกล้สิ่งที่เหลือเชื่อสุด

ทีมของ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ก่อนเริ่มซีซั่น 2015-16 เป็นหนึ่งในทีมเต็งที่จะตกชั้น 

แต่หลังจากนั้นเก้าเดือน พวกเขากลับคว้าแชมป์ได้สำเร็จ ตำนานถือกำเนิดขึ้น เมื่อนักเตะอย่าง เจมี่ วาร์ดี้, ริยาด มาห์เรซ และ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ดึงดูดสายตา ความชื่นชมจากทั่วโลก


ในเวลานั้น บรรยากาศในสนาม คิง เพาเวอ ยังคงอบอวลไปด้วยความดีใจและความเหลือเชื่อ

น้อยคนนักที่จะคาดเดาได้ว่าอีกสิบปีต่อมา สโมสรแห่งนี้จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการตกชั้นไปอยู่ในลีกระดับสามของฟุตบอลอังกฤษ 

เลสเตอร์ ตกชั้นจากพรีเมียร์ ลีก อีกครั้งในฤดูกาลที่แล้วหลังจากกลับมาเล่นในลีกสูงสุดได้เพียงซีซั่นเดียว

พวกเขาถูกคาดหมายจะเป็นหนึ่งในทีมเต็งที่จะกลับขึ้นสู่ลีกสูงสุดได้ทันที 

อย่างไรก็ตาม เหลืออีกเพียง 5 นัดในฤดูกาล 2025-26 และหลังจากถูกหัก 6 คะแนนจากการละเมิดกฎทางการเงิน

‘เดอะ ฟ็อกซ์’ อยู่อันดับที่ 23 ในแชมเปี้ยนชิพ อังกฤษ ตามหลังโซนปลอดภัยอยู่ 5 คะแนน


เกิดอะไรขึ้นกับสโมสรที่เคยสร้างความตกตะลึงให้กับวงการฟุตบอลโลก 

เคยมีนโยบายการเสริมทัพที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง กลับตกต่ำลงอย่างรวดเร็วได้อย่างไร? 

เว็บไซต์ ทรานส์เฟอร์มาร์เก็ต ได้รวบรวมตัวเลขเพื่อพาคุณไปสำรวจเส้นทางและการตกต่ำของ เลสเตอร์ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา 

ตั้งแต่ความโกลาหลในการตัดสินใจในห้องประชุม การเซ็นสัญญานักเตะที่ย่ำแย่ ไปจนถึงการที่ทุกคนต่างดึงกันไปคนละทิศละทาง 

นี่คือสาเหตุที่แชมป์พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ปี 2016 จ่อตกชั้นไปเล่นในลีก วัน ในปี 2026

การปลด เคลาดิโอ รานิเอรี่ ออกจากตำแหน่งก่อนกำหนด คือจุดเริ่ม 

เมื่อพิจารณาถึงสิ่งที่ รานิเอรี่ ประสบความสำเร็จกับ เลสเตอร์ หลายคนรู้สึกว่าเขาควรจะออกจากสโมสรด้วยเงื่อนไขของตัวเองเท่านั้น 

แต่กุนซือชาวอิตาเลี่ยนกลับกลายเป็นเหยื่อของความสำเร็จที่เขาสร้างขึ้น


เพียงเก้าเดือนหลังจากคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ แกก็ถูกปลดออกจากตำแหน่ง 

เลสเตอร์ ไม่ได้ถูกคาดหวังว่าจะรักษาแชมป์ไว้ได้ แต่พวกเขากลับพบว่าตัวเองกำลังเสี่ยงต่อการตกชั้น ซึ่งกระตุ้นให้ผู้บริหารของสโมสรต้องลงมือ 

เลือกแทนที่ รานิเอรี่ ด้วย เคร้ก เช็คสเปียร์ อดีตผู้ช่วยของเขา นี่คือการตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งแรกจากหลายๆ ครั้ง

เลสเตอร์ รอดพ้นจากการตกชั้นและจบอันดับที่ 12 

ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นการพิสูจน์ความถูกต้องของการตัดสินใจปลดบอสอิตาเลี่ยนออกจากตำแหน่ง 

แต่พวกเขาอาจจะรอดตกชั้นได้แม้จะยังมี รานิเอรี่ อยู่ต่อด้วย 

ซึ่งการสูญเสียผู้จัดการทีมที่พิเศษเช่นนี้ ผู้เคยสร้างช่วงเวลาที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร ย่อมทิ้งความรู้สึกที่ไม่ดีเอาไว้

โคล้ด ปูแอล ขงเบ้งชาวฝรั่งเศส เข้ามารับช่วงต่อจาก เช็คสเปียร์ ในเวลาต่อมา 

แต่แกใช้เวลาส่วนใหญ่ในสองปีที่คุมทีมอยู่กลางตาราง ก่อนจะถูกปลดออกจากตำแหน่งในปี 2019 

อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าสโมสรต้องเผชิญกับการสูญเสียครั้งใหญ่จากอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ของประธานสโมสร วิชัย ศรีวัฒนประภา ตกในปี 2018 ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อสโมสร 

ทั้งนี้การแต่งตั้งผู้จัดการทีมหลังยุคของ รานิเอรี่ ที่ถือได้ว่าเป็นความสำเร็จครั้งหนึ่งก็คือ การได้ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส มาคุมในปี 2019 

ผู้จัดการทีมชาวไอร์แลนด์เหนือคนนี้พาทีม เลสเตอร์ จบอันดับที่ 5 ในพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ สองฤดูกาลติดต่อกัน และคว้าแชมป์เอฟเอคัพในปี 2021 ด้วยการเอาชนะ เชลซี 1-0 ในรอบชิงชนะเลิศ 


ดังที่แสดงในกราฟด้านล่าง เขามีสถิติคะแนนเฉลี่ยต่อเกมสูงเป็นอันดับสอง (1.59 แต้ม) ในบรรดาผู้จัดการทีม เลสเตอร์หลังยุคของ รานิเอรี่ และสูงที่สุดในบรรดาผู้จัดการทีมที่คุมทีมในพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ 

อย่างไรก็ตาม การปลด ‘บี.ร็อด’ ดูเหมือนจะเกินเบอร์

มีแฟนบอลจำนวนมากที่เรียกร้องให้ปลดเขา ขณะที่ เลสเตอร์ กำลังดิ้นรนหนีการตกชั้น 

แต่การปลดเด้ง เบรนแดน เพื่อแทนที่ด้วย ดีน สมิธ บทสรุปก็ลาก เลสเตอร์ ลงสู่แชมเปี้ยนชิพ อังกฤษ อยู่ดี 

จนเปลี่ยนผ่านสู่มือ เอ็นโซ่ มาเรสก้า เข้ามาคุมทีมและพาทีมกลับขึ้นสู่พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ได้ทันที 


แต่การกลับมาสู่ลีกสูงสุดของ ‘เดอะ ฟ็อกซ์’ กลับกลายเป็นความยุ่งเหยิง เช่นเดียวกับผู้จัดการทีมมากมายที่พวกเขาเปลี่ยนตัวมาหลังจากที่ มาเรสก้า ออกจากทีมไปอยู่ เชลซี 

ซึ่งไม่ใช่แค่ปัจจัยการแต่งตั้งผู้จัดการทีมที่ผิดพลาดเท่านั้นที่นำไปสู่ความตกต่ำของ ‘จิ้งจอกสยาม’

  สองการซื้อตัวนักเตะที่แพงที่สุดตลอดกาลของ เลสเตอร์ นั้นถือว่าประสบความสำเร็จ 

ยูริ ตีเลอมันส์ ย้ายมาจาก โมนาโก ด้วยค่าตัว 45 ล้านยูโร และเป็นกำลังสำคัญของสโมสร 

ไฮไลต์คือการทำประตูชัยในรอบชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ 

แต่เขากลับถูกปล่อยให้หมดสัญญาและย้ายไป แอสตัน วิลล่า แบบไม่มีค่าตัว ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอีกครั้งของสโมสร

ขณะเดียวกัน เวสเล่ย์ โฟฟาน่า เซ็นสัญญามาจาก แซงต์-เอเตียนด้วยค่าตัว 35 ล้านยูโร แล้วถูกขายต่อให้ เชลซี ในราคา 80.4 ล้านยูโรเพียงสองปีต่อมา 

อย่างไรก็ตาม หากเราดูการซื้อตัวนักเตะที่แพงที่สุด 10 อันดับแรกของ เลสเตอร์ นับตั้งแต่ฤดูกาล 2021-22 ซึ่งเป็นช่วงที่ปัญหาที่แท้จริงเริ่มปรากฏขึ้น ก็ยากที่จะหาความสำเร็จที่ชัดเจนได้

ประการแรก ต้องสังเกตว่าเมื่อเทียบกับสโมสรอื่นๆ ในพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ที่ใช้จ่ายในช่วงเวลาเดียวกัน 

ค่าตัวเสริมทัพของ เลสเตอร์ นั้นไม่สูงนัก แต่สิ่งที่จ่ายไปนั้นไม่ได้คุ้มค่า 

การย้ายทีมของ แพทสัน ดาก้า จาก เร้ด บูลล์ ซัลซ์บวร์ก ด้วยค่าตัว 30 ล้านยูโรในปี 2021 ไม่ได้ผลอย่างที่หวังไว้ 

แม้ว่าจะไม่สามารถทำประตูได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเขาก็ยังคงอยู่กับสโมสรต่อไปอีก 5 ปี 

หากมองดูรายชื่อ 10 อันดับแรก จะเห็นว่ามีเงินที่เสียไปอย่างเปล่าประโยชน์อีกหลายรายเช่น 24 ล้านยูโรกับ โอลิเวอร์ สคิพพ์ หรือ 18 ล้านยูโรกับ ยานนิค เวสเตอร์การ์ด วัย 29 ปี


อับดุล ฟาตาวูที่ซื้อมาด้วยค่าตัว 16 ล้านยูโร อาจเป็นการเซ็นสัญญาที่คุ้มค่าที่สุด – แต่เขาน่าจะย้ายออกจากสโมสรในฤดูร้อนนี้

วีรกรรมของ เลสเตอร์ ในปี 2016 จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษตลอดไป 

ยากที่จะปฏิเสธได้ว่ามันคือปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ เคยมีมา 

ความจริงที่ว่าสโมสรอยู่ในสถานการณ์ที่ใกล้จะตกชั้นไปอยู่ลีกวันในอีก 10 ปีต่อมา

เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้จากการตัดสินใจที่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าของสโมสร 

หากการสรรหานักเตะแย่ การแต่งตั้งผู้จัดการทีมไร้แบบแผน และทุกคนไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน สโมสรจะไม่เพียงแค่หยุดนิ่ง แต่จะถอยหลังลงอย่างรวดเร็ว

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด