รำลึกอดีตกับโปเยต์

วันอังคารที่ 20 มกราคม 2569 คอลัมน์ ลูกหนังนอกกรอบ โดย JOKE
156
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
กุสตาโว่ โปเยต์ บอกเล่าเรื่องราวในอดีตของเขานับตั้งแต่ค้าแข้งกับ เรอัล ซาราโกซ่า มาจนถึง เชลซี ทีมดังกรุงลอนดอน

กุสตาโว่ โปเยต์ อดีตมิดฟิลด์วัย 58 ปีซึ่งเคยค้าแข้งกับ เชลซี ในช่วงปี 1997-2001 ได้พูดถึงช่วงเวลาของเขากับทัพสิงห์น้ำเงิน โดยเฉพาะการทำหนึ่งในประตูสำคัญสุดของเขาในเกมเชือด เรอัล มาดริด 1-0 คว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ คัพ เมื่อปี 1998

คุณยังจำเกมระหว่าง เชลซี กับ เรอัล มาดริด ได้หรือไม่ว่าเป็นหนึ่งในวันสำคัญที่สุดในอาชีพค้าแข้งของคุณ?

'โดยส่วนตัวแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลย การโค่นแชมป์ยุโรปและทำประตูได้นั้นเป็นเรื่องราวที่ลืมไม่ลง เชลซี ในตอนนั้นยังไม่ใช่สโมสรอย่างทุกวันนี้ และชัยชนะครั้งนั้นเป็นผลมาสจากการเตรียมตัวอย่างดีเยี่ยม'

'และคุณรู้ไหมว่าผมฝึกซ้อมกับใคร? กับ อันโตนิโอ ปินตุส ที่ตอนนี้อยู่กับ เรอัล มาดริด ผมฝึกซ้อมกับเขาในช่วงซัมเมอร์ที่อังกฤษ แต่ตอนนั้นเป็นหน้าหนาวในอุรุกวัย! ผมฝึกซ้อมอย่างหนักจริงๆ'

ในวันนั้นที่ม้านั่งสำรองยังมีกองหน้าชื่อดังอย่าง จานลูก้า วิอัลลี่...

'เป็นคนที่ไม่ธรรมดา ผมจำได้ว่าตอนที่ผมมาถึง เชลซี ผู้จัดการทีมคือ (รุด) กุลลิท และผมมักจะเปลี่ยนเสื้อผ้าข้างๆเขาในห้องแต่งตัว'

'ตอนนั้นผมยังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ดังนั้นผมจึงสนิทกับเขา จานฟรังโก โซล่า และ โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ และยังมี แดน เปเตรสคู แข้งชาวโรมาเนียนแต่พูดเหมือนคนอิตาเลียน ดังนั้นผมจึงพูดภาษาอิตาเลียนผสมสเปนกับพวกเขา และเราก็สนิทกันมาก แม้แต่ภรรยาของเราก็ยังเป็นเพื่อนกัน'

จากนั้น จานลูก้า ก็ก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการทีม...

'มันเป็นเรื่องแปลกและยากมาก โดยเฉพาะสำหรับเขา เพราะตอนที่เราฝึกซ้อม เราคุยกันทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องเจ้านาย (หัวเราะ) และเขาก็จำได้หมดทุกอย่าง'

'ตอนแรกๆ ผมคิดว่าผมจะได้เป็นตัวจริง แต่ผมบาดเจ็บและต้องเริ่มต้นใหม่หมด ผมใช้เวลาหลายเดือนในการเรียนภาษาอังกฤษ ซึ่งช่วยได้มาก เพราะ จานลูก้า ให้คำแนะนำด้านแท็คติกเป็นภาษาอังกฤษ'

คุณรับมือกับการจากไปของเขาอย่างไร หลัง วิอัลลี่ เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในเดือนมกราคม 2023?

'เราในฐานะมนุษย์ที่ไม่รู้หรอกว่าเราโชคดีแค่ไหนที่มีสุขภาพแข็งแรง มีชีวิตอยู่ มีความสุขกับชีวิต จนกว่าจะมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้น ส่วนตัวผม ผมให้ความสำคัญกับเกมฟุตบอลราวกับเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ'

'มันรู้สึกเหมือนโลกกำลังจะแตกสลาย แต่มันก็เป็นแค่เกมฟุตบอล ไม่มีอะไรผิดปกติจริงๆ การเสียชีวิตของ ลูก้า เป็นเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจอย่างมาก ผมยังคงระลึกถึงเขาด้วยความรัก เพราะเราแบ่งปันอะไรหลายๆอย่างด้วยกัน'

'เหนือสิ่งอื่นใด การคว้าชัยชนะทำให้เราสนิทกันมากขึ้น การคว้าชัยชนะสร้างความแตกต่างเสมอ'


คุณย้ายมาค้าแข้งกับ เชลซี หลังการคว้าแชมป์ คัพวินเนอร์ส คัพ ร่วมกับ เรอัล ซาราโกซ่า ที่สยบ อาร์เซน่อล สองปีก่อนหน้านั้น?

'จริงๆแล้ว เรื่องตลกที่สุดคืออีกเรื่องหนึ่ง ในช่วงซัมเมอร์ปี 1997 สัญญาของผมกับ เรอัล ซาราโกซ่า กำลังจะสิ้นสุดลง และก่อนหน้านั้น พวกเขาขายรถมือสองให้ผมในราคาครึ่งหนึ่งของราคาปกติ พวกเขานำรถจากเยอรมนีมายังสเปน'

'ทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และคนกลางที่ส่งมอบรถบอกผมว่าเขามีเพื่อนที่มีเส้นสายดี วันหนึ่ง คนๆนั้นก็มาเคาะประตูบ้านผมและบอกว่า เชลซี ต้องการตัวผม และนั่นคือเหตุผลที่ผมมาอยู่ที่ลอนดอน'

สองปีก่อนหน้านั้นที่ ปารีส, เรอัล ซาราโกซ่า ของคุณโค่น อาร์เซน่อล ในรอบชิงชนะเลิศศึก คัพวินเนอร์ส คัพ ถือเป็นตำนานจากการทำประตูเกือบครึ่งสนามของ นาอิม...

'เหลือเวลาเพียงไม่กี่วินาทีในช่วงต่อเวลาพิเศษ และผมจำได้ว่าพวกเราทุกคนรู้สึกกดดันว่าอาจจะต้องตัดสินด้วยการยิงจุดโทษ'

'โดยเฉพาะผม เพราะถึงแม้ผมจะไม่ใช่คนยิงจุดโทษเป็นประจำก็ตาม แต่ผมเป็นหนึ่งในคนที่มีประสบการณ์มากที่สุด และรู้สึกว่าผมจะต้องถูกเรียกตัว'

แล้วก็มาถึงประตูสุดเหลือเชื่อนั้น...

'มันน่าเหลือเชื่อมาก แม้แต่ตอนนี้ ผมยังอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนั้นไม่ถูกเลย และลองคิดดูสิ ปกติ นาอิม เล่นทางฝั่งซ้าย แต่มีการเปลี่ยนตัวเกิดขึ้นเผื่อกรณีดวลจุดโทษ เขาเลยโยกมาเล่นฝั่งขวา'

'เคยมีประตูสุดสวยในรอบชิงชนะเลิศมาแล้ส อย่างเช่นประตูของ (ซีเนดีน) ซีดาน ที่ยิง เลเวอร์คูเซ่น แต่ตอนนั้นเหลือเวลาอีก 5 หรือ 10 วินาที ประตูนี้จึงไม่เหมือนใคร'


ในปีเดียวกันนั้น ในปี 1995 อุรุกวัย ยังคว้าแชมป์โกปา อเมริกา ด้วย

'นั่นเป็นเหตุผลที่ผมมักจะพูดว่ามันเป็นปีสำคัญที่สุดในอาชีพค้าแข้งของผม กับ เรอัล ซาราโกซ่า ทีมนั้น เรายังมีกลุ่ม WhatsApp และยังคงติดต่อกันอยู่เลย เราสร้างความผูกพันพิเศษขึ้นมา'

ใน โกปา อเมริกา ครั้งนั้น ซึ่ง อุรุกวัย เล่นในบ้านด้วยนักเตะดีที่สุดอย่าง เอ็นโซ่ ฟรานเชสโกลี่

'จนถึงตอนนั้น ผมคิดว่าไม่มีเพื่อนร่วมทีมคนไหนจะเก่งเท่าเขาอีกแล้ว'

แล้วหลังจากนั้นล่ะ?

'จากนั้นที่ เชลซี, ผมได้พบกับ จานฟรังโก้ โซล่า เขาคือจอมเวท ความแตกต่างเพียงอย่างเดียว และผมพูดแบบตรงไปตรงมา เพราะผมไม่ใช่คนที่ชอบประจบประแจง คือผมฝึกซ้อมกับ จานฟรังโก้ เป็นเวลา 4 ปี ในขณะที่กับ เอ็นโซ่ ผมเล่นด้วยกันแค่ 5 เกมใน โกปา อเมริกา ครั้งนั้น โซล่า ทำให้ผมเป็นนักเตะที่ดีขึ้น'

เชลซี ได้รับอิทธิพลมาจาก อิตาลี ในช่วงเวลานั้นถือเป็นการปฏิวัติวงการฟุตบอล และยังมี โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ ซึ่งนำทัพสิงห์น้ำเงินคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีกครั้งแรกในฐานะผู้จัดการทีมในเดือนพฤษภาคม 2012 

'ฟังนะ, ในชีวิตของผม ผมเคยฉลองแชมป์กับทีมที่ผมเชียร์มาตั้งแต่เด็ก และการคว้าแชมป์กับ เรอัล ซาราโกซ่า นั้นพิเศษยิ่งกว่า'

'แต่ผมไม่เคยเชียร์มากเท่ากับตอนที่ เชลซี คว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีกภายใต้การคุมทีมของ โรแบร์โต้ แม้แต่ตอนนี้ เวลาที่เราพูดคุยกัน เรายังทักทายด้วยคำว่า 'ผู้จัดการทีมยอดเยี่ยม' ในภาษาอิตาเลียน'

หลังจากนั้นผู้จัดการทีมชาวอิตาเลียนคนอื่นๆก็เข้ามากุมบังเหียน เชลซี อย่างเช่น คาร์โล อันเชล็อตติ และ อันโตนิโอ คอนเต้ รวมถึงคนล่าสุดอย่าง เอ็นโซ่ มาเรสก้า


'เราทุกคนต่างรู้จักสองคนแรก และพวกเขาทำงานในยุคของ (โรมัน) อบราโมวิช ซึ่งหมายความว่าถ้าคุณไม่ชนะ คุณก็ต้องออกไป และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับทั้งสองคน'

'แต่ตอนนี้สถานการณ์แตกต่างออกไป และกับ มาเรสก้า บอกตามตรง สิ่งที่เกิดขึ้นมันดูแปลกและเข้าใจยาก'

คุณรู้จัก เชลซี เป็นอย่างดี คุณคิดว่ามันเกิดอะไรขึ้น?

'คนที่คว้าแชมป์คอนเฟอเรนซ์ลีก และ แชมป์สโมสรโลก แล้วถูกไล่ออก บอกตามตรงว่าผมอธิบายไม่ถูกจริงๆ'

'ผมคิดว่าคนที่อยู่บนสุดของสโมสร ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของทีมหรือซีอีโอ ควรระบุเป้าหมายของทีมให้ชัดเจน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจ ทั้งผู้จัดการทีมและแฟนๆ'

มาเรสก้า ต้องจ่ายค่าตอบแทนสำหรับความซื่อสัตย์ของเขาหรือไม่?

'โดยปกติแล้ว ผู้จัดการทีมจะเป็นคนรับผิดชอบ และหลังจากการเซ็นสัญญากับนักเตะดาวรุ่งมากมาย พวกเขาก็ต้องการความสำเร็จในทันที'

'แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้เป็นแบบนั้น โดยเฉพาะถ้าคุณซื้อนักเตะอายุน้อย ผู้จัดการทีมบางคนเก็บเงียบและเก็บทุกอย่างไว้ในใจ แต่ เอ็นโซ่ เป็นคนซื่อสัตย์และแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเขาเบื่อหน่ายแล้ว'

'สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าคุณจะพูดหรือไม่พูดก็ตาม คุณก็ถูกไล่ออกอยู่ดี!'

ที่ แมนฯยูไนเต็ด ในปัจจุบันสถานการณ์ดูแย่ลงไปอีก...

'ปัญหาของ ยูไนเต็ด คือพวกเขายังคงยึดติดอยู่กับอดีต ในขณะที่ เชลซี ไม่เป็นแบบนั้น เชลซี คว้าแชมป์ยุโรปและแชมป์สโมสรโลกมาแล้ว'

'นับตั้งแต่ (เซอร์ อเล็กซ์) เฟอร์กูสัน จากไป ทีมปีศาจแดงก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ถ้าผมเป็นนักเตะดาวรุ่งและมีตัวเลือกอื่น ผมคงไม่คิดถึง ยูไนเต็ด เหมือนที่เคยคิดในยุค 90'

ตอนนี้ศึกพรีเมียร์ลีกยังคงเป็นศูนย์กลางของโลกฟุตบอลหรือไม่?

'ขอพูดเลยว่าตอนที่ผมคุมทีม ซันเดอร์แลนด์ และเราเอาชนะ แมนฯซิตี้ ของ (มานูเอล หลุยส์) เปเยกรีนี่ 1-0 ในบ้านเมื่อกว่า 12 ปีที่แล้ว ผมได้รับข้อความแสดงความยินดีจาก ฮาวาย, จีน และ ออสเตรเลีย'

'เมื่อคุณชนะการแข่งขันในต่างประเทศ ไม่มีใครเขียนจดหมายมาหาคุณ หรือมีแต่คนจากประเทศนั้นเท่านั้นที่เขียน แต่พรีเมียร์ลีกเป็นลีกระดับโลก ดังนั้นผลกระทบไม่ว่าจะดีหรือร้ายก็เกิดขึ้นทั่วโลก'


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})