ดาวดวงใหม่แห่งสปอร์ติ้ง
จากการเดินทางด้วยรถบัสอันยาวนานระหว่างเมืองอัลการ์ฟกับกรุงลิสบอน สู่ความฝันที่เป็นจริงในอัลวาลาด ซึ่ง ชูเอา ซีโมส เป็นหนึ่งในแข้งดาวเด่นของเจนเนอเรชั่นใหม่ของโปรตุเกส
เขาเกิดที่ปอร์ตีเมาและเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ สปอร์ติ้ง ลิสบอน ตั้งแต่ฤดูกาล 2018-2019 ก่อนมิดฟิลด์วัย 19 ปีจะเผยเกี่ยวกับเส้นทางชีวิต การเสียสละ ความผูกพันกับครอบครัว และความทะเยอทะยานที่จะก้าวไปสู่ทีมชุดใหญ่
ชูเอา ซีโมส พูดถึงการเดินทางด้วยรถบัสจากอัลการ์ฟสู่อะคาเดมี่ของ สปอร์ติ้ง ลิสบอน ว่า 'ผมอยู่ที่ที่ผมต้องการอยู่เสมอ'
'ผมเริ่มเล่นกับ ซิลเวส และจากนั้นก็ไป ปอร์ตีโมเนนเซ่ พวกเขาเรียกผมไปทดสอบฝีเท้า ครั้งแรกในปี 2014 ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี และหลังจากนั้นผมก็เริ่มเข้าร่วมกับการแข่งขันต่างๆ ในฤดูกาล 2018-2019 ผมเริ่มเดินทางกับ กาเบรียล ซิลวา ทุกวันเสาร์ด้วยรถบัสจากปอร์ตีเมาไปลิสบอน'
มันเป็นการเดินทางที่ค่อนข้างไกลใช่ไหม?
'ใช่ เราทั้งสองคนเดินทางเพียงลำพัง เราจะขึ้นรถบัสตอน 8.30 น. ที่ อัลบูเฟยร่า หรือ ปอร์ตีเมา เราจะมาถึงที่นี่ เล่นตอน 15.00 น. และตอนเวลา 18.30 น.และถึงบ้านประมาณ 22.00 น. หรือ 22.30 น.'
'เป็นแบบนี้อยู่ 3 ปี จนกระทั่งเราได้เข้าอะคาเดมี่ระดับยู-14 ที่ที่ผมเริ่มใช้ชีวิตและสร้างเส้นทางของตัวเอง'
คุณพบการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างเมื่อคุณออกจาก ปอร์ตีโมเนนเซ่ ไปอยู่กับสโมสรอย่าง สปอร์ติ้ง ลิสบอน?
'ผมได้พบกับนักเตะที่มีคุณภาพและพรสวรรค์มากมาย วิธีการทำงานแตกต่างออกไปมาก อยู่ในระดับที่สูงกว่า มันเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจในทางที่ดีและมีความสุขอย่างยิ่ง เพราะผมอยากมาที่นี่จริงๆ'

คุณเป็นแฟน สปอร์ติ้ง ลิสบอน มาตั้งแต่เด็กหรือไม่?
'ใช่ ผมเป็นมาตลอด'
ดังนั้นคุณกำลังทำความฝันให้เป็นจริง?
'การมา สปอร์ติ้ง เป็นความฝันของผมเสมอ แน่นอนว่ามันต้องใช้เวลาในการปรับตัวและเสียสละอย่างมาก การอยู่ห่างจากครอบครัวเป็นเรื่องยาก แต่ความฝันนั้นสำคัญกว่าสิ่งใด ผมบอกกับพ่อแม่เสมอว่าผมต้องการมาที่นี่ และนั่นทำให้ผมไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก'
'ผมรู้ว่าผมกำลังต่อสู้เพื่อความฝันของผมและของพวกเขาด้วย เพราะความสุขของผมคือความสุขของพวกเขา ดังนั้นผมจึงมาที่นี่ด้วยความคิดที่แน่วแน่ โดยรู้ว่าทุกอย่างที่ผมทำจะคุ้มค่า'
และมันก็คุ้มค่า คุณเล่นในระดับที่สูงกว่าอายุของคุณมาตลอดใช่หรือไม่?
'ใช่ เราเป็นแชมป์ยู-15 ปี จากนั้นผมก็เลื่อนขึ้นไปเล่นในชุดยู-17 ปี จากนั้นก็ชุดยู-19 ปี ต่อด้วยทีมสำรอง ปัจจุบันผมอยู่ในระดับที่ผมฝันมาตลอด'
ในช่วงวัยเด็กของคุณ ชีวิตประจำวันของคุณเป็นอย่างไรบ้างระหว่างการฝึกซ้อมและการเรียน? คุณได้รับการสนับสนุนอย่างไรบ้าง?
'สปอร์ติ้ง ให้การสนับสนุนเรามาตลอด ค่านิยมของสโมสรชัดเจน และการเรียนสำคัญที่สุด เราจะได้เล่นหรือฝึกซ้อมก็ต่อเมื่อได้เกรดดีเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่มีที่ว่างสำหรับการผ่อนปรน'
'การสนับสนุนจากคุณครู ไอดา ซึ่งเปรียบเสมือนแม่ของเรา และคนดูแลที่มีความสำคัญมาก พวกเขาเป็นเหมือนพ่อ เมื่อใดที่เราทำผิดพลาด พวกเขาคือคนที่กอดเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่เราขาดหายไปจากพ่อแม่ เจ้าหน้าที่ทุกคนในอะคาเดมี่ ไม่ว่าจะเป็นสตาฟ์ ผู้ฝึกสอน นักจิตวิทยา ต่างมีความสำคัญต่อความสำเร็จของเราทั้งในและนอกสนามฟุตบอล'
แต่มันก็ขึ้นอยู่กับคุณด้วยเช่นกัน
'แน่นอน แต่ถ้าไม่มีการช่วยเหลือจากพวกเขา เราคงไปไม่ถึงจุดที่เราต้องการ'

ในส่วนของเพื่อนร่วมทีม คุณเคยแชร์ห้องกับใครบ้าง?
'ใช่ ในปีแรกที่ทีมชุดยู-15 ผมอยู่ห้องเดียวกับ โตมาส เมนเดส เพื่อนรุ่นเดียวกัน เขากำลังไปได้สวยและยังอยู่ที่ สปอร์ติ้ง โชคดีมาก จากนั้นผมก็ไปอยู่ห้องเดียวกับเด็กจาก มาเดยร่า อย่าง โตมาส แซร์เกยร่า เพื่อช่วยเขาในการปรับตัว'
'ต่อมา ผมอยู่กับ มิเกล กูเวย่า เป็นเวลา 2 ปี และในปีสุดท้ายที่อะคาเดมี่ ผมอยู่กับ กอนซาโล่ เปเรกรีโน่ ซึ่งก็มาจากปอร์ตีเมาเหมือนกัน ผมเหมือนพ่อทูนหัวของเขาเลย เขามาที่ห้องผมเพื่อขอให้ช่วยเขา ผมมีเพื่อนร่วมห้องที่ดีเสมอ มันเป็นประสบการณ์ที่ดี'
พวกคุณช่วยเหลือกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มาจากที่ไกลๆหรือไม่?
'แน่นอน พวกเราเป็นเหมือนพี่น้อง เราสังสรรค์กัน ทานข้าวด้วยกัน มีพวกเราประมาณ 50 หรือ 60 คน ทุกคนต่างมีความฝันเดียวกันคือการได้เล่นกับทีมชุดใหญ่ เราพยายามช่วยเหลือกันและกัน เพราะนั่นเป็นหนทางเดียวที่เราจะไปถึงจุดนั้นได้'
คุณนิยาม อะคาเดมี่ ของ สปอร์ติ้ง ลิสบอน และงานที่ทำที่นี่อย่างไร?
'มันเหลือเชื่อมาก อะคาเดมี่ มอบทุกอย่างที่เราต้องการเพื่อให้เราได้เล่นในทีมชุดใหญ่ ในทุกๆด้าน เราเข้าถึงทุกอย่างได้ ทั้งการฝึกซ้อม โรงยิม การให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาและการศึกษา อาหาร และทุกอย่าง'
'พื้นที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้คุณมีสมาธิ นั่นช่วยได้มากเลย โครงสร้างทั้งหมดถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อฝึกฝนนักเตะเยาวชนมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับทีมชุดใหญ่'
คุณลงเล่นกับทีมชาติโปรตุเกสชุดเยาวชนมากว่า 50 เกม การได้เป็นตัวแทนทีมชาติมีความหมายอย่างไรสำหรับคุณ?
'การเป็นตัวแทนทีมชาติคือจุดสูงสุด มันคือเกียรติสูงสุดสำหรับทุกคนที่เล่นให้กับประเทศของตนเอง มันเป็นความภาคภูมิใจและความรับผิดชอบอย่างใหญ่หลวง เพราะนอกจากจะเป็นตัวแทนของประเทศแล้ว ผมยังเป็นตัวแทนของพ่อแม่และเพื่อนๆด้วย เราทุกคนฝันจะไปถึงทีมชุดใหญ่ รู้ว่ามันยาก แต่ก็เป็นเป้าหมาย'

การเล่นกับทีมชาติชุดใหญ่เป็นหนึ่งในความฝันในอนาคตของคุณหรือไม่?
'แน่นอน ผมไม่รู้ว่าเมื่อไหร่หรือมันจะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่ผมกำลังทำงานเพื่อมัน โดยตระหนักถึงความยากลำบาก, ระดับและความรับผิดชอบที่มันเกี่ยวข้อง'
คุณลงเล่นกับทีมชุดยู-17 ปีครั้งแรกตอนอายุ 15 และลงเล่นกับทีมชุดยู-19 ตอนอายุ 16 ปี การเล่นในรุ่นที่สูงกว่าอายุมีผลกระทบอย่างไรบ้าง?
'มันเป็นธรรมชาติสำหรับผม ตอนเด็กๆผมเล่นฟุตบอลตามท้องถนนกับพี่ชายและผู้ใหญ่กว่า ผมเลยคุ้นเคยกับมัน ผมเล่นฟุตบอลด้วยความสนุกและเป็นธรรมชาติเหมือนทุกวันนี้ ผมพยายามนำจิตวิญญาณของฟุตบอลข้างถนนนั้นมาใช้ด้วย'
คุณเลื่อนชั้นจากทีมเยาวชนขึ้นทีมชุด เบ ทันที การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นอย่างไรบ้าง?
'มันเกิดขึ้นหลังจากการแข่งขันชิงแชมป์ยุโรป ผมลงเล่นประมาณ 9 เกมกับทีมชุด เบ แล้วโค้ช (รูเบน) อาโมริม ก็เรียกผมไปฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่ ตั้งแต่นั้นมา ขอบคุณพระเจ้า ผมได้อยู่กับทีมชุดใหญ่จนถึงวันนี้'
คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อคุณรู้ว่าคุณจะได้ฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่?
'มันเป็นเรื่องของความซาบซึ้งใจ แต่ก็มีความรับผิดชอบมากเช่นกัน บางครั้งคุณอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทีมชุดใหญ่คืออะไร มันเป็นความสุขมหาศาล การได้เห็นนักเตะอย่าง มอร์เทน (ฮูลมันด์), โมริตะ, ดานี่ (บรากานช่า), นูโน่ (ซานโตส), โปเต้ หรือ ตรินเกา ที่มีประวัติศาสตร์กับสโมสรแห่งนี้ เป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง'
'สำหรับพวกเราที่มองพวกเขาในฐานะแฟนบอล มันพิเศษมาก และมันเป็นเรื่องที่น่าตกใจที่ได้รู้ว่าพวกเขาเป็นคนธรรมดา และสักวันหนึ่งผมก็สามารถสร้างประวัติศาสตร์ให้ สปอร์ติ้ง ได้เช่นกัน'
คุณรู้สึกประหม่าหรือไม่เมื่อก้าวลงสนามครั้งแรก?
'ผมไม่สั่น แต่ผมรู้สึกประหม่าตามธรรมชาติ มันเป็นการผสมผสานระหว่างความสุขกับความรับผิดชอบ'
'ผมมักจะไปดูเกมของทีมชุดยู-13 และ ยู-14 และผมเห็นพรสวรรค์มากมาย'
รูเบน อาโมริม ช่วยทำให้ทุกคนรู้สึกสบายใจใช่ไหม?
'ใช่ กลุ่มต้อนรับผมเป็นอย่างดีตั้งแต่วันแรก มันเป็นเรื่องปกติที่นักเตะเยาวชนจะฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่ ซึ่งทำให้ปรับตัวง่ายขึ้นและทำให้ทั้งสองกลุ่มสนิทกันมากขึ้น?
เมื่อมองไปที่ทีม เบ และทีมระดับล่างลงมา คุณคิดว่ายังมีผู้เล่นอีกหลายคนที่สามารถก้าวไปถึงระดับเดียวกับคุณได้หรือไม่?
'แน่นอน ผมกับ เกนด้า ไปดูเกมของทีมชุดยู-13 และ ยู-14 บ่อยครั้ง และมีเด็กๆที่มีคุณภาพมากมายที่สามารถขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ มันเป็นเส้นทางยาวไกล แต่คุณจะได้เห็นพรสวรรค์มากมาย มันเหลือเชื่อจริงๆ'
คุณเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2023 คุณรู้สึกอย่างไรในตอนนั้น?
'มันคือความฝันที่เป็นจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าเส้นทางจะจบลง มันเป็นเส้นทางที่ยาวไกลและเต็มไปด้วยความยากลำบาก หลายคนพยายามจะไปให้ถึง แต่ไม่สำเร็จ คุณต้องรู้จักถ่อมตัว ใจเย็นๆ และฟังคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ การฟังคำแนะนำจากผู้ใหญ่เท่านั้นที่จะทำให้คุณไปได้'

ชูเอา เปเรยร่า มอบโอกาสให้คุณลงเล่นกับทีมชุดใหญ่ในเกม โปรตุกีส คัพ กับ อามารานเต้ คุณจำช่วงเวลานั้นได้อย่างไร?
'มันคือความฝันที่เป็นจริง ตั้งแต่ผมมาอยู่ สปอร์ติ้ง ผมอยากเล่นที่ อัลวาลาด มาตลอด นอกจากความพึงใจส่วนตัวแล้ว มันยังเป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่เพราะนักเตะรุ่นน้องในอะคาเดมี่มองเราเป็นแบบอย่าง'
คุณเคยคุยกับนักเตะรุ่นน้องบ้างไหม?
'ใช่, ทุกวัน ผมไปเยี่ยม ไอดา แม่ของผมและของ เกนด้า และผมมักจะคุยกับเด็กๆ ผมถามพวกเขาว่าสบายดีไหม เรียนเป็นอย่างไรบ้าง ผมให้คำแนะนำ และบางครั้ง ผมก็ดุพวกเขาบ้างเมื่อจำเป็น'
'มันสำคัญที่จะต้องจำไว้ว่าผมมาจากไหน และต้องอยู่เคียงข้างพวกเขา เราเป็นคนธรรมดาๆ และผมลองเอาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์เดียวกับพวกเขา ผมอยากให้ใครสักคนจากทีมชุดใหญ่มาคุยกับผม'
จิตวิญญาณแบบนั้นเป็นส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอ สปอร์ติ้ง หรือไม่?
'แน่นอน มีการสนับสนุนซึ่งกันและกันมากมาย เราทุกคนเป็นเหมือนพี่น้องกัน กลุ่มนี้มีความสามัคคีกันมาก และนั่นสะท้อนออกมาในสนาม ค่านิยมต่างๆถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน'
'ผมรู้สึกว่าผมยังมีอะไรให้เติบโตและพัฒนาอีกมาก ผมอายุแค่ 19 ปีและยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกมาก ผมจะตั้งใจทำงานหนักต่อไปและฟังคำแนะนำจากผู้ใหญ่เสมอ โดยตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะช่วย สปอร์ติ้ง อย่างเต็มที่'

