ผลลัพธ์บอกทุกอย่าง
โจน ลาปอร์ต้า ประธานสโมสรวัย 63 ปีของ บาร์เซโลน่า อ้างว่าการแยกทางกับ ลีโอเนล เมสซี่ ในช่วงซัมเมอร์ปี 2021 นั้นได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องจากผลการเลือกตั้งที่เขาเป็นฝ่ายชนะคู่แข่งอย่างท่วมท้นในการดำรงค์ตำแหน่งสมัยที่ 4
ลาปอร์ต้า เคยให้คำมั่นว่าจะขยายสัญญากับ เมสซี่ เพื่อรั้งกองหน้าดาวดังชาวอาร์เจนไตน์อยู่กับสโมสรต่อไป แต่พอถึงช่วงเดือนสิงหาคมปีนั้น เขากลับบอกกับนักเตะว่าเขาไม่มีสัญญาฉบับใหม่สำหรับ เมสซี่ เนื่องจากปัญหาทางการเงินของสโมสร
ประธานวัย 63 ปีได้เปิดเผยเหตุผลในการตัดสินใจของเขาในหลายๆด้าน ขณะเดียวกันยังมีรายงานอ้างว่า ชาบี เอร์นานเดซ อดีตเพื่อนร่วมทีมและอดีตเทรนเนอร์ทัพอาซูลกราน่าเผยในอีก 2 ปีถัดมาว่า ลาปอร์ต้า จงใจขัดขวางการกลับมาของ เมสซี่
อย่างไรก็ตาม ลาปอร์ต้า เชื่อว่าการตัดสินใจครั้งนั้นของเขาถูกต้องแล้ว ก่อน เมสซี่ จะย้ายไปเซ็นสัญญากับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง จนกระทั่งย้ายมาอยู่กับ อินเตอร์ ไมอามี่ ในปัจจุบัน
'ผมต้องตัดสินใจ และผมคิดว่าผมตัดสินใจถูกแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ก็บ่งบอกทุกอย่าง เราสามารถพลิกฟื้นสถานะทางการเงินของสโมสรได้ เราสร้างทีมที่แข็งแกร่ง และมันถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปลี่ยนเจนเนอเรชั่น'
'เลโอ ใกล้จะยุติอาชีพค้าแข้งแล้ว และเราจำเป็นต้องสร้างทีมใหม่ ผมอยากสร้างทีมใหม่โดยมี เลโอ ช่วยหรือไม่? ใช่, เราพยายามแล้ว แต่มันเป็นไปไม่ได้'

เมสซี่ เคยแสดงความปรารถนาที่จะกลับมายัง สปอติฟาย คัมป์ นู ในวันหนึ่งข้างหน้า แต่ดูเหมือนกองหน้าชาวอาร์เจนไตน์จะไม่ทำเช่นนั้นหาก ลาปอร์ต้า ยังคงนั่งเก้าอี้ประธานสโมสร
'ความสัมพันธ์ในอนาคตจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับว่า เลโอ และ บาร์เซโลน่า ต้องการอะไร ในวันหนึ่ง ผลประโยชน์ของพวกเขาอาจจะสอดคล้องกันอีกครั้ง เมสซี่ เป็นไอคอนแห่งยุค (ลาสซโล) กูบาล่า, (โยฮัน) ครัฟฟ์ และ เมสซี่ เขาคู่ควรกับรูปปั้นและ เทสติโมเนียล แมตช์, บาร์ซ่า คือบ้านของเขา' ลาปอร์ต้า กล่าว
นับตั้งแต่ก้าวขึ้นมาเล่นทีมชุดใหญ่ในปี 2004 เมสซี่ กลายเป็นนักเตะระดับประวัติศาสตร์ของสโมสร กองหน้าชาวอาร์เจนไตน์ลงเล่นทุกรายการรวมกัน 778 เกม ทำ 672 ประตู และคว้าแชมป์รวมกัน 34 รายการ ก่อนอำลาทีมอาซูลกราน่าในช่วงหน้าร้อนปี 2021
ประธานบาร์ซ่ายังพูดถึงอีกประเด็นสำคัญตลอดช่วงการดำรงค์ตำแหน่งของเขาคือคดีเนเกรยร่า ซึ่งเกี่ยวกับการตัดสินของกรรม โดยทั้ง เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า ต่างอ้างว่าพวกเขาเสียเปรียบจากการตัดสินของกรรมการในสเปน
'ผมรู้สึกมาตลอดว่าเราควรจะได้เปรียบมากกว่านี้ เพราะกรรมการไม่ได้เข้าข้างเรา ที่นี่ มันดูเหมือนว่าพวกเขาจะช่วยเหลือ เรอัล มาดริด เสมอ พวกเขามีอคติต่อ บาร์เซโลน่า อย่างเห็นได้ชัด'
ในกรณีของ เรอัล มาดริด พวกเขายังคงอ้างถึงข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตทางการกีฬาที่ บาร์เซโลน่า กำลังต่อสู้คดีอยู่ นั่นคือคดี 'เนเกรยร่า' ซึ่ง ลาปอร์ต้า ยืนยันมาตลอดว่าข้อกล่าวหานี้ไม่มีมูลความจริง
'นี่เป็นเหมือนการรณรงค์ใส่ร้ายป้ายสีในระดับสถาบัน ซึ่งโชคดีที่ไม่ประสบความสำเร็จ มันถูกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ในมาดริด ทุกครั้งที่คดีใกล้จะปิดลง พวกเขาก็จะนำเสนอหลักฐานที่ไม่ชัดเจน แต่ผู้พิพากษาจำเป็นต้องขยายเวลาการสอบสวนออกไปอีก 6 เดือน เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขาได้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง'

คดีนี้เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินจำนวน 7-8 ล้านยูโรให้กับ โฆเซ่ มาเรีย เอ็นรีเก้ เนเกรยร่า อดีตรองประธานคณะกรรมการผู้ตัดสิน ตลอดระยะเวลา 17 ปี
'พวกเขากำลังพยายามสร้างเรื่องโกหกว่ากรรมการเข้าข้าง บาร์เซโลน่า มากกว่า เรอัล มาดริด และด้วยเหตุนี้ พวกเขากำลังพยายามทำลายช่วงเวลาที่รุ่งเรืองที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร ซึ่งเริ่มต้นในยุคของ (แฟร้งค์) ไรจ์การ์ด และต่อเนื่องมาจนถึง (เป๊ป) กวาร์ดิโอล่า'
'ตอนนี้พวกเขากำลังวิจารณ์เราที่จ้างคนที่เคยเป็นรองประธาน ในขณะที่พวกเขามีประธานคณะกรรมการผู้ตัดสินที่เชื่อมโยงกับ เรอัล มาดริด พวกเขาวิจารณ์เราที่จ้างบริษัทที่ลูกชายของรองประธานทำงานอยู่ มันเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการคัดเลือกนักเตะและผู้ตัดสินอาชีพ'
ลาปอร์ต้า ยังวิจารณ์ บิคตอร์ ฟอนต์ คู่แข่งแย่งตำแหน่งประธานสโมสรในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาว่า 'มันเป็นการพ่ายแพ้แบบยับเยิน และพวกเขาสมควรได้รับมัน พวกเขาเล่นสกปรก พวกเขายื่นเรื่องร้องเรียนที่เต็มไปด้วยเรื่องเท็จ แล้วก็ออกมาแถลงการณ์ที่สร้างความสงสัย อย่างเช่นบอกว่าพวกเขาจะเซ็นสัญญากับ (เออร์ลิง) ฮาแลนด์'
สิ่งที่ ลาปอร์ต้า พูดถึงคือเรื่องร้องเรียนที่ยื่นฟ้องเขาและสมาชิกคณะกรรมการบริหารคนอื่นๆ ในข้อหาฟอกเงินและฉ้อโกง แม้เรื่องร้องเรียนดังกล่าวจะถูกยกเลิกไปแล้วก็ตาม แต่ ฟอนต์ ยืนยันว่าเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องร้องเรียนนั้น

