ความท้าทายของชตีมาช

วันพฤหัสบดีที่ 09 เมษายน 2569 คอลัมน์ ลูกหนังนอกกรอบ โดย JOKE
99
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
อีกอร์ ชตีมาช อดีตกองหลังทีมชาติโครเอเชียกำลังไปได้สวยในฐานะเทรนเนอร์ของ ชรินสกี้ โมสตาร์ สโมสรบอสเนีย

อีกอร์ ชตีมาช เทรนเนอร์วัย 58 ปีของ ชรินสกี้ โมสตาร์ ไม่ปิดบังความรู้สึกใดๆ หลังการบุกคว้าชัยชนะเหนือคู่ปรับสำคัญอย่าง เวเลซ โมสตาร์ จากการทำประตูโทนของ เนมานย่า บิลบีย่า 

'การชนะเกมแบบนี้ได้ มันต้องอาศัยมากกว่าแค่คุณภาพในสนาม เพราะในฤดูกาลนี้ เราต้องเล่นกับนักเตะ 14 คนในสนามอีกครั้ง' ชตีมาช พูดถึงสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นการตัดสินที่ไม่เป็นธรรม

ถือเป็นฤดูกาลที่ประสบความสำเร็จสำหรับ ชตีมาช และ ชรินสกี้ หลังอดีตเซนเตอร์ทีมชาติโครเอเชียและ เวสต์แฮม เข้ามารับตำแหน่งเทรนเนอร์ของสโมสรบอสเนียในช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้ว และนำทีมผ่านเข้ารอบเพลย์ออฟรายการ คอนเฟอเรนซ์ ลีก ก่อนตกรอบด้วยการพ่ายแพ้ คริสตัล พาเลซ

นี่เป็นการกลับมาคุมทีมระดับสโมสรอีกครั้งของ ชตีมาช หลังห่างหายไปนาน 8 ปี โดยเคยทำงานฐานะเทรนเนอร์ทีมชาติอินเดียในช่วงปี 2019-2024 และเคยคุมทีมในอิหร่านและกาตาร์ก่อนหน้านั้น

เมื่อถูกถามว่าทำไมเขาถึงตัดสินใจรับตำแหน่งเทรนเนอร์ของ ชรินสกี้ โมสตาร์ อดีตกองหลังวัย 58 ปีตอบว่า 'ผมคิดถึงงานที่ผมรัก'

'การติดต่อมาในช่วงเวลาที่เหมาะสมและตรงกับช่วงเวลาที่ผมว่างพอดี แน่นอนว่ามันไม่เหมือนกับสิ่งที่ผมทำมาตลอด 5 ปีครึ่งกับทีมชาติอินเดีย'

'มันเป็นงานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะมันเป็นงานที่ต้องทำทุกวัน คุณทำงานกับนักเตะ คุณสามารถมีอิทธิพลต่อทีมของคุณได้มากขึ้น ไอเดียของคุณ และทุกอย่างที่คุณคิดอยู่ในใจ'

'ดังนั้นผมจึงตื่นเต้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะท้ายที่สุดแล้ว หลังจากฤดูกาล 2004-2005 ที่ผมอยู่ในตำแหน่งผู้จัดการทีม ผมได้ร่วมงานกับสโมสรที่มีความทะเยอทะยานที่จะคว้าแชมป์และโทรฟี่แชมป์ นั่นคือ ไฮย์ดุ๊ค สปลิท'


สำหรับ ชรินสกี้ โมสตาร์ เคยคว้าแชมป์มาแล้วหลายรายการ พวกเขาคว้าแชมป์ บอสเนียน ซูเปอร์ คัพ และเป็นทีมเต็งที่จะคว้าแชมป์บอลถ้วยในประเทศอีกครั้งในฤดูกาลนี้ 

ปัจจุบันทีมของ ชตีมาช รั้งอันดับ 2 ของลีก หลังเก็บ 56 คะแนนจากการลงเล่น 27 เกม ตามหลังจ่าฝูง โบราช บานย่า ลูก้า อยู่ 9 คะแนน ขณะที่เหลือโปรแกรมแข่งอีก 9 นัด แม้จะเหลือความหวังริบหรี่ในการคว้าแชมป์ลีกสองสมัยติดต่อกันก็ตาม แต่เทรนเนอร์วัย 58 ปียังเชื่อว่านี้เป็นฤดูกาลที่ประสบความสำเร็จของสโมสร 

'เราสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการผ่านเข้ารอบคอนเฟอเรนซ์ ลีก (รอบ ลีก เฟส) และจากนั้นก็เล่นกับ คริสตัล พาเลซ สองเกมที่ยอดเยี่ยมกับทีมที่มีมูลค่ามากกว่า ชรินสกี้ ถึง 100 เท่าตัว'

'ทีมของเรามีมูลค่า 5-6 ล้าน ในขณะที่ คริสตัล พาเลซ มีมูลค่า 550 ล้าน ดังนั้นมันจึงเป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่งสำหรับนักเตะของผม ที่ได้เห็นว่าเราสามารถเล่นกับพวกเขาได้จริงๆ และสร้างโอกาสและทำให้พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก'

'และตอนนี้ หลังจากเราคว้าแชมป์ ซูเปอร์ คัพ ที่นี่ในบอสเนีย เราก็อยู่ในรอบรองชนะเลิศของ เอฟเอ คัพ ที่บอสเนียเช่นกัน และยังคงท้าทายและพยายามเข้าใกล้การคว้าแชมป์มากขึ้น'

'(มันเป็น) ฤดูกาลที่ประสบความสำเร็จมากทีเดียว ผมคิดอย่างนั้น และด้วยทรัพยากรที่ไม่มากนักและความยากลำบากที่เราเผชิญ เพราะในฐานะทีมดีที่สุดในลีก ทุกทีมต่างก็เล่นกับเราอย่างเต็มความสามารถ'


สำหรับหลายๆคนที่เห็น ชตีมาช อยู่ที่ข้างสนาม เซลเฮิร์สต์ พาร์ค ทำให้หวนนึกถึงอดีต ในช่วงอาชีพค้าแข้งของเขาในฐานะกองหลัง ดาร์บี้ เคาน์ตี้ (1995-1999) และ เวสต์แฮม (1999-2001)

เขามีส่วนช่วย ดาร์บี้ เคาน์ตี้ เลื่อนชั้นสู่เวทีพรีเมียร์ลีกภายใต้การคุมทีมของ จิม สมิธ เคียงข้างนักเตะอย่าง เปาโล วานโชเป้ รวมถึงสถิติไร้พ่ายที่น่าประทับใจในฤดูกาลแรกกับทัพแกะเขาเหล็ก

หลังจากลงเล่น 84 เกมในช่วงเวลา 4 ปีกับ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ เขาย้ายไป อัพตัน พาร์ค และได้ร่วมงานกับ วานโชเป้ อีกครั้ง โดยร่วมกันเล่นในทัพขุนค้อนซึ่งเป็นทีมที่น่าตื่นเต้นที่สุดทีมหนึ่งของอังกฤษในช่วงเวลานั้น โดยยุคทองของ เวสต์แฮม เป็นช่วงแจ้งเกิดของ ริโอ เฟอร์ดินานด์, โจ โคล, เจอร์เมน เดโฟ, ไมเคิ่ล คาร์ริค และที่โดดเด่นที่สุดคือ แฟร้งค์ แลมพาร์ด

เมื่อพูดถึงช่วงเวลาที่เขาค้าแข้งในอังกฤษ ชตีมาช เล่าด้วยความประทับใจว่า '4 ปีกับ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ เป็นช่วงเวลาดีที่สุดในอาชีพค้าแข้งของผม คุณรู้ไหม เพราะช่วงนั้นมีศึกยูโร 1996 และฟุตบอลโลก 1998 ที่ ฝรั่งเศส ซึ่งผมคว้าเหรียญรางวัลมากมาย'

'ในฤดูกาลแรก เราเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกกับ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ จริงๆแล้วผมเข้าร่วมทีมหลังจากพวกเขาลงเล่นไปแล้ว 17 นัดในฤดูกาล 1995-1996 และพวกเขารั้งอันดับ 17 ตอนที่ผมเข้าร่วมทีม และการลงสนามนัดแรกของผมสร้างความทรงจำที่เลวร้ายให้กับผมเพราะเราแพ้ ทรานเมียร์ นอกบ้าน'

'แต่หลังจากนั้น เราไม่แพ้ใคร 20 นัดติดต่อกัน ในวันบ็อกซิ่งเดย์ เราเอาชนะ ซันเดอร์แลนด์ ในบ้าน 3-1 และขึ้นไปอยู่อันดับหนึ่งของลีก จากนั้นสโมสรก็เปลี่ยนไปจากสโมสรที่มีแผนแค่ปรับปรุงฝั่งเวสต์เอนด์ที่สนาม เบสบอล กราวน์ มาเป็นแผนใหม่ ซื้อที่ดินสร้างสนามใหม่ แคมป์ฝึกซ้อมแห่งใหม่ พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จากฤดูกาลสู่ฤดูกาล และเล่นฟุตบอลได้อย่างยอดเยี่ยมกับนักเตะเก่งๆมากมาย'

'เรามีผู้จัดการทีมที่ยอดเยี่ยม โค้ชหนุ่มฝีมือดีในเวลานั้น ผู้ช่วยของ จิม, สตีวี่ (สตีฟ แม็คคลาเรน)'

'สตีวี่ เก่งมาก คุณเห็นได้ทันทีว่าเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นโค้ชระดับสูงจากฝ่ายบริหารเพราะผมคิดว่าเราเป็นสโมสรแรกที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆในวงการฟุตบอล'

'เราอาจจะเป็นสโมสรแรกที่ใช้จิตวิทยาการกีฬา เรามีห้องฟื้นฟูร่างกายที่มีเก้าอี้ 25 ตัว สำหรับการฝึกแท็คติก การฟื้นฟู และเห็นได้ชัดว่าแนวทางของโค้ชผู้ช่วยเปลี่ยนสโมสรไปอย่างมาก ทั้งในด้านแท็คติกและทุกๆด้าน'

'การที่ จิม ไว้วางใจ สตีวี่ ในเวลานั้นเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับเรา'


'และหลังจากนั้น 2 ปีกับ เวสต์แฮม จะว่าอย่างไรดี? คุณรู้ไหม การได้เล่นกับนักเตะดาวรุ่งในเวลานั้น ริโอ เฟอร์ดินานด์, แฟร้งค์ แลมพาร์ด, ไมเคิ่ล คาร์ริค แม้แต่นักเตะอายุน้อยกว่าอย่าง โจ โคล ที่เพิ่งเข้าทีม เจอร์เมน เดโฟ ที่เข้าร่วมฝึกซ้อมและได้ลงเล่นในทีมเป็นครั้งแรก'

'แต่ในอีกด้านหนึ่ง นักเตะอย่าง เปาโล ดิ คานิโอ และ เทรเวอร์ ซินแคลร์ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของผมในช่วงเวลานั้น มันเป็นช่วงเวลาที่น่าทึ่งมากๆ เราเล่นฟุตบอลได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นฟุตบอลที่มีเสน่ห์ การได้ชมเกมเหล่านั้นเป็นความสุขอย่างยิ่ง'

ช่วงเวลาดีที่สุดของเขาคือการเล่นกับทีมชาติโครเอเชียในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรกในฐานประเทศเอกราช หลังการแตกแยกของ ยูโกสลาเวีย พวกเขาสร้างความฮือฮาไปทั่วโลกในปี 1998 จากการเอาชนะ เยอรมนี และ โรมาเนีย ในเส้นทางสู่รอบชิงชนะเลิศ ก่อนจะปราชัยต่อเจ้าภาพ ฝรั่งเศส แต่ก็คว้าอันดับ 3 ปลอบใจด้วยการเอาชนะ เนเธอร์แลนด์ส ในทัวร์นาเมนต์นั้น

ทัพโครแอตมีแข้งชั้นยอดมากมาย รวมถึง ดาวอร์ ซูเตอร์ รวมถึงนักเตะอายุน้อยอย่าง อีกอร์ ทูดอร์ ทว่า ชตีมาช เพิ่งได้รับข่าวร้ายจากอดีตเพื่อนร่วมทีมที่ตกลงแยกทางกับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ หลังการคุมทัพไก่เดือยทองเพียง 5 เกมและเก็บได้แค่แต้มเดียวเท่านั้น และยังสูญเสียพ่อในช่วงเวลานี้ด้วย 


'เขาเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบากมาก เพราะเขาผูกพันกับพ่อของเขามาก และสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่คาดคิดมาก่อน' ชตีมาช กล่าว 'ผมได้คุยกับเขาและแสดงความเสียใจ และเสียใจที่ไม่สามารถไปร่วมงานศพได้ แต่ผมก็ติดต่อกับเขาในช่วงที่อยู่กับ ท็อตแน่ม เพราะ อีกอร์ เป็นผู้ช่วยของผมตอนที่ผมเป็นเทรนเนอร์ทีมชาติโครเอเชีย'

'เขาเข้าใจสถานการณ์และรับงานนั้น ซึ่งเป็นเรื่องยากในช่วงเวลานั้น เพราะเขาต้องเข้ามาคุมทีมที่มีนักเตะบาดเจ็บมากมาย และนักเตะหลายคนมีท่าทางที่ไม่น่าประทับใจ แสดงออกถึงความไม่มั่นใจต่อสายตาผู้ชม'

'มันเป็นเรื่องแย่มาก และคุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ได้ในเวลาเพียงไม่กี่วัน ไม่ว่าคุณจะมีชื่อเสียงหรือเป็นโค้ชที่ดีแค่ไหนก็ตาม มันเป็นกระบวนการ'

'ดังนั้นผมไม่แน่ใจว่าเขาต้องการงานนั้นจริงๆหรือไม่ ผมคิดว่ามันเสี่ยงเกินไป ผมจะไม่รับตำแหน่งนั้นหากไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะให้โอกาสผมสัก 2-3 ปี แม้ว่าเราจะตกชั้น มันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณ เราจะทำอย่างดีที่สุด แต่ต้องแน่ใจว่าเรากำหนดขอบเขต กำจัดนักเตะที่ไม่คู่ควร และต้องแน่ใจว่าฤดูกาลหน้า หากเราตกชั้น เราจะกลับมาและสร้างสโมสรที่แข็งแกร่ง'

'และในสถานการณ์เช่นนี้ คุณกำลังยอมรับสถานการณ์ที่คนอื่นสร้างขึ้น แต่คุณก็เป็นเหยื่อของสถานการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตารางแข่งขันที่พวกเขามี'

'พวกเขาติดต่อกับ ทูดอร์ โดยคำนึงถึงความสำเร็จในระยะสั้นของเขาและคิดว่าเขาสามารถมีอิทธิพลต่อเรื่องนั้นด้วย แต่ก็ไม่ได้ผลเสมอไป'

'ถ้าคุณจริงจังกับการบริหารทีมฟุตบอล การนำทีมอย่าง ท็อตแน่ม ซึ่งเป็นสโมสรใหญ่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย มีแฟนบอลจำนวนมากที่อยู่เบื้องหลังสโมสร แต่กลับต้องเผชิญกับความยากลำบากมากมายนับตั้งแต่ (แดเนียล) เลวี่ จากไป สถานการณ์ที่นั่นจึงไม่ดีนัก'


สำหรับ ชตีมาช เคยทำงานกับสโมสรอย่าง ไฮยดุ๊ค สปลิท และทีมชาติโครเอเชีย ก่อนจะย้ายไปแสวงหาความท้าทายกับทีมชาติอินเดีย และ เชปาฮาน สโมสรโปรลีกของอิหร่าน ดังนั้นการปรับตัวเข้ากับชีวิตที่อยู่ห่างไกลบ้านจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จ ซึ่งเทรนเนอร์วัย 58 ปีเชื่อว่าการทำงานโค้ชควรขยายขอบเขตความรู้และประสบการณ์เพื่อรับความท้าทายที่อยู่นอกเหนือความคุ้นเคยของตนเอง

'การมีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมที่หลากหลาย ปรัชญาชีวิตที่หลากหลาย เพื่อให้แน่ใจว่าคุณพร้อมจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้คนอื่นเข้าใจและยอมรับคุณได้'

'ถ้าคุณพูดภาษาอังกฤษได้ คุณก็สามารถจัดการทุกอย่างได้ทุกที่ สเปน, อิตาลี, ฝรั่งเศส, เยอรมนี ก็แค่นั้นสำหรับยุโรป และวัฒนธรรมที่คล้ายกัน ไม่แตกต่างกันมากนัก เรามีความแตกต่างกันในเรื่องอาหาร ถ้าอังกฤษอยู่ฝั่งหนึ่ง และ เยอรมนี แล้วก็ อิตาลี, สเปน, ฝรั่งเศส ก็อีกฝั่งหนึ่ง แต่ทวีปอื่นๆอย่าง แอฟริกา, เอเชีย นั่นคือความท้าทาย'

'นั่นคือความท้าทายสำหรับโค้ช คุณเคยเจอสถานการณ์มากมาย หากโค้ชชาวเยอรมันชื่อดังไปทำงานที่อิหร่าน พวกเขาจะจากไปหลังจาก 2 เดือน พวกเขาคาดหวังให้คนอื่นปรับตัวเข้ากับพวกเขา แต่มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น'


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด