ย้อนความหลังกับเซเตียน
เอ็นรีเก้ เซเตียน เคยสร้างประวัติศาสตร์ด้านมืดกับ บาร์เซโลน่า สำหรับการพ่ายแพ้ต่อ บาเยิร์น มิวนิค แบบมโหฬารด้วยสกอร์ 2-8 บนเวทีแชมเปี้ยนส์ลีก รอบน็อกเอาท์ ส่งผลให้เขาถูกปลดออกจากตำแหน่งในเดือนสิงหาคมปี 2020
มันเป็นทรงจำอันเลวร้ายไม่แต่เฉพาะกับเทรนเนอร์วัย 67 ปีเท่านั้น แต่ยังเป็นความน่าอับอายของ บาร์เซโลน่า และสาวกบาร์เซโลนีสต้าด้วยเช่นกัน
นับตั้งแต่ทีมอาซูลกราน่าดึง เอ็นรีเก้ เซเตียน เข้ามารับตำแหน่งต่อจาก เอร์เนสโต้ บัลเบร์เด้ ในเดือนมกราคมปี 2020 แต่ช่วงเวลาสั้นๆจบลงด้วยความล้มเหลว ตามมาด้วยเสียงสาปแช่งจากสาวก กูเล่
เทรนเนอร์วัย 67 ปีได้รำลึกความหลังว่าปัจจัยที่ทำให้เขาไม่ประสบความสำเร็จมาจากสภาพทีมที่เขาได้รับมานั้นทำให้การทำงานของเขาดำเนินไปอย่างยากลำบาก
'ปัญหาหลักที่ผมพบเจอคือ พวกเขาคว้าแชมป์มาตลอด 14 ปี และเมื่อคุณคว้าแชมป์ได้ทั้งหมดและรู้ว่าคุณชนะ 90 เปอร์เซ็นต์ ของการแข่งขันได้อย่างง่ายดาย ผมคิดว่าสภาพจิตใจของพวกเขาจะผ่อนคลายและไม่ได้เตรียมตัวอย่างเต็มที่' เอ็นรีเก้ เซเตียน กล่าว
'แต่แน่นอน เมื่อถึงเกมสำคัญ คุณไม่ได้พร้อม 100 เปอร์เซ็นต์ และคุณก็ต้องดิ้นรน และพวกเขาไม่ได้อยู่ในวัยที่สามารถแข่งขันได้ และรักษาระดับการเล่นเหมือนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา'

แม้ผลการแข่งขันกับ บาเยิร์น มิวนิค จะเป็นผลงานเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรก็ตาม แต่ เอ็นรีเก้ เซเตียน ยังปกป้องการทำงานของเขาในช่วงเวลานั้น
'ภายใต้สถานการณ์ที่ผมเผชิญ ผมคิดว่าเราทำได้ดี มันเป็นความจริงที่เราประสบอุบัติเหตุ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในวงการฟุตบอลเสมอ และนั่นทำให้เวลาของผมที่นั่นจบลงและมันคงทำให้ใครก็ตามต้องจบลงเช่นกัน'
'ผลการแข่งขันที่ ลิสบอน ในการเผชิญหน้ากับ บาเยิร์น มิวนิค ใช่ไหม? นั่นเป็นฟางเส้นสุดท้ายในสถานการณ์ที่สโมสรกำลังเผชิญอยู่ และเป็นสิ่งที่ผมต้องรับผลกรรมใช่ไหม?'
'ถึงอย่างนั้น ถ้าผมรู้ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น ผมคงจะเซ็นสัญญาอยู่ดี เพราะสำหรับคุณ มันเป็นโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิตที่จะได้ฝึกสอนนักเตะอย่างที่ผมเคยฝึกสอนในปีนั้น และที่สโมสรซึ่งในเวลานั้น แน่นอนว่าเป็นสโมสรดีที่สุดในโลก'
อย่างไรก็ตาม เอ็นรีเก้ เซเตียน ยืนยันว่าประสบการณ์นั้นไม่ได้ทิ้งรอยแผลแบบยั่งยืน โดยกล่าวว่า 'ผมลืมมันไปหมดแล้ว มันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดอะไรเลย บราซิล เคยพ่ายแพ้ เยอรมนี 1-7 ในรอบรองชนะเลิศของฟุตบอลโลกคาบ้าน'
'คุณเรียนรู้จากทุกอย่างในชีวิต และนี่ก็เป็นเพียงสถานการณ์หนึ่งที่คุณต้องยอมรับ สิ่งสำคัญคือต้องลุกขึ้นมาและเดินหน้าต่อไป'

ในขณะเดียวกัน เอ็นรีเก้ เซเตียน ยอมรับว่าเมื่อมองย้อนกลับไป เขาอาจจะตัดสินใจบางอย่างที่แตกต่างไปจากเดิม
'มันเกือบจะเป็นความโล่งอก ในตอนแรก คุณมีความหวัง เพราะคุณคิดว่าคุณจะผ่านเข้ารอบได้ แต่สุดท้ายแล้วมันก็ไม่เกิดขึ้น เราพ่ายแพ้ในทุกด้าน แต่ก็ไม่เป็นไร'
'ผมสงสัยมาตลอดว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าผมตัดสินใจแตกต่างออกไปในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ผมเข้ามา คุณต้องตัดสินใจ และแน่นอนว่ามันไม่ใช่การตัดสินใจที่ถูกต้อง'
'ผมควรจะยึดมั่นในหลักการและวิธีการทำงานของตัวเองมากกว่านี้ แต่ผมก็เป็นแค่เทรนเนอร์ นักเตะต่างหากที่สำคัญ ผู้คนจ่ายเงินเพื่อมาดูพวกเขา ดังนั้นคุณต้องตัดสินใจให้ชัดเจน'
เอ็นรีเก้ เซเตียน ยังเน้นย้ำถึงความรับผิดชอบที่กว้างกว่าเดิมในการบริหารสโมสรที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานอย่าง บาร์เซโลน่า
'ยังมีอีกแง่มุมที่สำคัญ ซึ่งเกี่ยวกับสโมสร มันไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็นคนรับผิดชอบ แต่เป็นสถาบันที่มีประวัศาสตร์อันยาวนานกว่า 100 ปี และสิ่งสำคัญคือการทำให้สโมสรอยู่ในสภาพดีสุดเท่าที่จะเป็นไปได้'
'มันไม่ใช่แค่เรื่องการชนะหรือแพ้ในแต่ละช่วงเวลาเท่านั้น มีปัจจัยอื่นๆอีกมากมายที่คุณต้องพิจารณาเมื่อตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ และถ้าเข้าร่วมและจะเข้าร่วมอย่างไร'

