เซบีย่าอาจถึงคราวล่มสลาย
เมื่อพูดถึง เซบีย่า ตลอดช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา สิ่งแรกที่นึกถึงคือทีมที่เคยคว้าแชมป์ ยูโรปาลีก แต่ตอนนี้พวกเขากำลังอยู่บนขอบเหวของการตกชั้นครั้งแรกนับจากช่วงต้นศตวรรษนี้
ปัญหาของทีมเซบียาโน่มาจากหลายเหตุทั้ง ความขัดแย้งภายใน การตัดสินใจที่ผิดพลาด แฟนบอลที่เริ่มเชื่อว่าพวกเขาใหญ่กว่าที่เป็นจริง การขาดการสนับสนุนจากระบบเยาวชนที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ทุกอย่างรวมกันทำให้ เซบีย่า อาจกำลังล่มสลาย
นี่คือสโมสรของอดีตแข้งชั้นนำอย่าง ดาเนียล อัลเวส, เฟรเดริก กานูเต้, หลุยส์ ฟาเบียโน่, อีวาน ราคิติช, เฆซุส นาบาส, เซร์คิโอ รามอส ฯลฯ ซึ่งช่วยทีมที่ไม่เคยผ่านเข้าถึงรอบ 8 ทีมบนเวทียุโรปมาก่อน กลายเป็นเต้ยของเวทียูโรปาลีกจากการคว้าแชมป์รวมกัน 7 สมัย
ค่ำคืนของการแข่งขันฟุตบอลระดับยุโรปบนสังเวียน ราม่อน ซานเชซ ปิซฆวน นั้นแตกต่างจากที่อื่นๆ ขณะเดียวกันการดำเนินธุรกิจของสโมสรยังประสบความสำเร็จไม่ต่างจากผลงานในสนาม นักเตะที่เซ็นสัญญาในราคาไม่แพงถูกขายต่อทำเงินจำนวนมหาศาลแก่สโมสร
เซบีย่า ยังสามารถรักษาความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอยู่ในมือของเทรนเนอร์ที่ชาญฉลาดและมีพรสวรรค์อย่าง อูไน เอเมรี่ ซึ่งนำทีมเซบียาโน่คว้าแชมป์ยูโรปาลีก 3 สมัยติดต่อกันในช่วงปี 2013-2016

แต่ทั้งหมดนั้นจบลงแล้ว เซบีย่า ไม่ได้เล่นฟุตบอลในระดับยุโรปอีกต่อไป ไม่ต้องพูดถึงความฝันในการลุ้นคว้าแชมป์เลย วันเวลาที่พวกเขาสามารถเซ็นสัญญากับนักเตะดาวรุ่งอนาคตไกลของโลกไม่มีใครรู้ และปั้นพวกเขาให้กลายเป็นไอคอนประจำท้องถิ่น ก่อนจะขายพวกเขาออกไปในราคาที่ทำกำไรอย่างงดงามผ่านไปนานแล้ว
แม้แต่เทรนเนอร์ที่พวกเขาดึงมากุมบังเหียนใมนช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็เป็นเหมือนตัวการ์ตูนในเวอร์ชันของ อูไน เอเมรี่ หรือ ฆวนเด้ รามอส ในอดีต เซบีย่า ทีมนั้นหายไปแล้ว และไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าพวกเขากลับมาอยู่ในจุดนั้นได้อีกหรือไม่
บางสโมสรถูกนิยามด้วยยุคสมัย และบางที เซบีย่า อาจจะถูกจดจำในฐานะสโมสรแห่งปลายทศวรรษที่ 2000 และ 2010 ในความทรงจำของแฟนบอล เช่นเดียวกับที่ เดปอร์ติโบ ลา กอรุนญ่า เคยทำได้ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 และต้นทศวรรษที่ 2000 หรือ เรอัล โซเซียดาด ในช่วงต้นทศวรรษ 1980
แน่นอนว่าไม่มีอะไรน่าอายในเรื่องนั้น ไม่มีสโมสรใดในสเปน ยกเว้น เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า ที่แข็งแกร่งพอจะประสบความสำเร็จตลอดเวลา
สโมสรบางแห่งกำลังเผชิญกับปัญหานี้ โดยเฉพาะ บาเลนเซีย และนั่นอาจเป็นชะตากรรมของ แอตเลติโก มาดริด เมื่อ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ อำลาทีมตราหมีในอนาคต
แต่ใน เซบีย่า ซึ่งเป็นเมืองที่ไม่มีเมืองใดเทียบได้ในแง่ของความหลงใหล ทุกอย่างดำเนินไปอย่างสุดขั้ว ฟุตบอลก็เช่นเดียวกัน น่าเสียดายที่ เรอัล เบติส กำลังมีช่วงเวลายอดเยี่ยมที่หาได้ยากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะที่คู่ปรับร่วมเมืองของพวกเขากำลังเผชิญความยากลำบาก รวมกับว่าพวกเขาไม่คิดว่ามันจะเป็นไปได้เลย และเงาของเวทีเซกุนด้ายังคงวนเวียนอยู่ใกล้ๆ
สถานการณ์ที่ยากลำบากนี้เกิดขึ้นในหลายระดับ ระดับแรกคือกลุ่มผู้สนับสนุนที่รู้สึกว่าตนเองมีสิทธิ์ที่จะเชื่อว่าพวกเขากำลังมุ่งหน้าสู่การเป็น แอตเลติโก มาดริด โดยปราศจากความเป็นจริงมารองรับ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรก เมื่อสังเวียน ราม่อน ซานเชซ ปิซฆวน เริ่มสร้างสนามในเนร์บีออนที่ปัจจุบันใช้ชื่อของเขาเป็นชื่อสนาม เป้ากมายของเขาคือการสร้างสนามที่มีขนาดใหญ่เทียบเท่า ซานติอาโก้ เบร์นาเบว เพราะเขารู้สึกว่าสโมสรของเขาสมควรอยู่ในระดับเดียวกับยักษ์ใหญ่แห่งเมืองหลวง

เมื่อ เซบีย่า เริ่มคว้าแชมป์ ยูฟ่า คัพ ครั้งแรกในซีซั่น 2005-2006 รวมถึงการต่อสู้เพื่อตำแหน่งแชมป์ ลา ลีกา ติดต่อกัน 2 ฤดูกาล แฟนบอลเซบีย่าส่วนใหญ่เชื่อว่าพวกเขาจะอยู่บนจุดสูงสุดไปตลอดกาล
มันมีอุปสรรคเล็กน้อยระหว่างทางและการกลับมาอย่างรวดเร็วภายใต้การคุมทีมของ อูไน เอเมรี่ ทำให้พวกเขายิ่งมีความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น และได้สั่งทำตู้เก็บโทรฟี่แชมป์ใหม่ แต่สิ่งนั้นไม่อยู่ยั่งยืนในระยะยาว และแม้ว่าจะไม่มีใครยอมรับความจริง แต่ในใจของพวกเขาทุกคนต่างรู้ดี
สิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึงคือสโมสรที่เคยบริหารงานได้ดีโดย โฆเซ่ มาเรีย เดล นีโด้ ซึ่งสืบทอดตำแหน่งประธานสโมสรในยุค 1990 กลับต้องตกอยู่ท่ามกลางสงครามภายในระหว่างอดีตประธานสโมสร ซึ่งต่อมาถูกจำคุกเนื่องจากการเป็นทนายความกับนักการเมืองท้องถิ่นที่ฉ้อฉลและเป็นลูกชายของเขาเอง
ความขัดแข้งในครอบครัวทำให้ เซบีย่า ตกเป็นเป้าสายตาของสาธารณชนด้วยเหตุผลที่เลวร้าย และสโมสรก็ได้รับความเสียหายอย่างมากจากเรื่องนี้
มอนชี่ อดีตผู้รักษาประตูที่กลายมาเป็นผู้ทรงอิทธิพลในฐานะผู้อำนวยการกีฬา ก็ดูเหมือนจะสูญเสียความสามารถในการสร้างปาฏิหาริย์ หลังจากกลับมาจากประสบการณ์ที่ล้มเหลวในต่างแดนเมื่อปี 2019
จากคนที่เคยคว้าตัว ดาเนียล อัลเวส หรือ อีวาน ราคิติช มาร่วมทีมก่อนสโมสรใหญ่ๆ แต่กลับพบหินมากกว่าเพชรในช่วงหลังๆ และข้อตกลงส่วนใหญ่ที่เขาทำกลายเป็นภาระในแง่ของค่าจ้าง ภายใต้นโยบายจำกัดเพดานเงินเดือนของ ลา ลีกา เมื่อเขาจากไปจึงแทบไม่มีนักเตะคนใหม่ที่คุ้มค่าแก่การขายทำกำไรเลย ไม่ต้องพูดถึงทีมที่มีคุณภาพพอจะต่อสู้เพื่อตำแหน่งสูงสุดในตารางคะแนน

และนั่นคือประเด็นสำคัญ เซบีย่า อยู่ในจุดที่พวกเขาอยู่เพราะพวกเขาสมควรอยู่ตรงนั้น ทีมของพวกเขาไม่ได้ดีไปกว่าสโมสรส่วนใหญ่ที่กำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด และพวกเขายังไม่สามารถใช้เงินทั้งหมดที่ได้มาในช่วงยุคทองของ มอนชี่ เพื่อสร้างทีมเยาวชนขึ้นมา ซึ่งในอดีตเคยสร้างนักเตะอย่าง โฆเซ่ อันโตนิโอ เรเยส, เซร์คิโอ รามอส, เฆซุส นาบาส และ อันโตนิโอ ปวยร์ต้า ขึ้นมา
การจากไปของคนเหล่านั้นหมายความว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีฮีโร่ที่มีลักษณะคล้ายกันน้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นนักเตะท้องถิ่นหรือพวกที่เซ็นสัญญาเข้ามา แทนที่จะเตรียมตัวรับมือกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก พวกเขากลับเชื่อมั่นในตัวเทรนเนอร์ที่พยายามคิดว่าสโมสรกำลังจะก้าวไปข้างหน้า ขณะที่แฟนบอลก็เชื่ออย่างเต็มใจ แต่พวกเขาคิดผิด
ในขณะที่เหลือการแข่งขันอีกเพียง 5 เกม เซบีย่า เป็นตัวเต็งที่มีโอกาสตกชั้นสู่เวทีเซกุนด้า และมันอาจเป็นเรื่องดีสำหรับพวกเขาที่จะตื่นขึ้นจากความรู้สึกว่าตนเองมีสิทธิ์พิเศษ ซึ่งเป็นลางบอกเหตุถึงความตกต่ำของพวกเขา แต่พวกเขาจะทำสำเร็จหรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ปัจจุบัน เซบีย่า อยู่อันดับ 18 ของตาราง ลา ลีกา หลังเก็บได้เพียง 34 คะแนนจากการลงเล่น 33 เกม โดยมีคิวลงเล่น 5 นัดสุดท้ายกับ เรอัล โซเซียดาด (เหย้า), เอสปันญ่อล (เหย้า), บียาร์เรอัล (เยือน), เรอัล มาดริด (เหย้า) และ เซลต้า บีโก้ (เยือน)
ตอนนี้พวกเขามีเวลาเหลือเพียงไม่กี่สัปดาห์ที่จะพิสูจน์ให้ตัวเองและคนทั้งโลกเห็นว่าพวกเขายังคงมีอะไรบางอย่างที่คล้ายกับ เซบีย่า ที่ยิ่งใหญ่ในอดีต ทว่าเวลาเหลือน้อยลงทุกทีแล้ว

