รำลึกความหลังกับเซนนา
อันโตนิโอ มาร์กอส เซนนา อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติสเปนมองย้อนเส้นทางอาชีพค้าแข้งที่น่าประทับใจของเขาอย่างละเอียด ซึ่งครอบคลุมจุดเริ่มต้นในระดับสูงสุด และอดีตของเขากับ บียาร์เรอัล ที่ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์
เริ่มจาก โครินเธียนส์ สโมสรแรก ช่วงเวลานั้นสำคัญแค่ไหนสำหรับสำหรับคุณในฐานะนักเตะหนึ่ม คุณเป็นส่วนหนึ่งของสโมสรที่คว้าแชมป์บราซีเลยโร่ในปี 1999 และแชมป์สโมสรโลกในปี 2000 สภาพแวดล้อมนั้นหล่อหลอมความคิดของคุณไปตลอดอาชีพค้าแข้งอย่างไรบ้าง?
'แล้วคุณลืมเรื่องการคว้าแชมป์ เปาลีสต้า ไปแล้วหรือ? โครินเธียนส์ มีความสำคัญกับผมมาก ผมคิดว่ามันเป็นความฝันที่เป็นจริงในชีวิตของผม'
'แน่นอนว่า เมื่อนักฟุตบอลเริ่มต้นอาชีพ พวกเขาย่อมฝันที่จะได้เล่นให้สโมสรใหญ่ และ โครินเธียนส์ เป็นสโมสรใหญ่แห่งแรกที่ผมเล่นด้วย สำหรับผมแล้ว มันคือความฝันในตอนนั้น และทุกอย่างเกิดขึ้นเหมือนที่ผมฝันไว้ตอนเด็กๆ'
'ผมคว้าแชมป์บราซีเลยโร่ทันทีที่มาถึง คว้าแชมป์สโมสรโลก ได้เล่นรอบชิงชนะเลิศ โกปา ดู บราซิล ซึ่งเราพ่ายแพ้ที่โมรุมบี และมันยากมากสำหรับเรา และสุดท้าย ผมก็คว้าแชมป์ เปาลีสต้า ด้วย'
'ผมพลาดแชมป์ โกปา ลีเบร์ตาดอเรส กับ โครินเธียนส์ แต่ผมรู้สึกว่าในช่วงเวลานั้น ผมได้ก้าวไปอีกขั้นที่สำคัญมากในอาชีพค้าแข้งของผม และผมก็มีความสุขมาก สำหรับผม โครินเธียนส์ จะอยู่ในใจผมตลอดไป'
คุณจดจำอะไรได้มากที่สุดเกี่ยวกับวัฒนธรรมในห้องแต่งตัวของ โครินเธียนส์ ในเวลานั้น? มันเป็นสถานที่ที่คุณเติบโตอย่างรวดเร็วเพื่อความอยู่รอดและได้รับความเคารพ
'มันเป็นห้องแต่งตัวที่มีผู้นำมากมาย มีผู้คนที่มีประสบการณ์มากมาย อยู่ในวงการฟุตบอลมาหลายปี และมีกัปตันทีมอย่าง เฟร็ดดี้ รินกอน'
'มี วัมเปต้า, มาร์เซลินโญ่, ดีดา, ลุยเซา, เอดิลซอน และผมในฐานะนักเตะหน้าใหม่ ก็แค่อยากเรียนรู้จากพวกเขา ที่จริงแล้ว ผมได้เรียนรู้มากมายจากทีมและช่วงเวลานั้น มีบุคลิกที่โดดเด่นมากมายอยู่ด้วยกัน'
'แน่นอนว่าการแพ้ยอมมีข้อเสีย แต่โชคดีที่ผมได้พบกับทีมที่เรากำลังชนะ และนักเตะชื่อดังก็สอนนักเตะรุ่นน้องอย่างพวกเรา บอกตามตรง สองปีนั้นเป็นสองปีที่ดีและสวยงามมาก และผมจะจดจำมันไว้ตลอดไป'

เมื่อคุณออกจากบราซิลย้ายไปค้าแข้งกับ บียาร์เรอัล ในปี 2002 คุณมองว่ามันเป็นการตัดสินใจที่เสี่ยงหรือคุณรู้สึกว่ามันอาจเป็นก้าวที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณ?
'ผมฝันจะย้ายไปยุโรป แน่นอน ก่อนที่จะก้าวสู่ระดับอาชีพ ตอนที่ผมเล่นในระดับเยาวชนของบราซิล ความฝันของผมคือการเป็นนักเตะอาชีพ ผมคิดว่าเด็กๆสมัยนี้ฝันจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพและมาเล่นในยุโรปทันที'
'ผมอยากไปที่นั่นและอยู่ที่นั่น แต่แล้วก็มาถึงช่วงเวลาที่ผมเห็นนักฟุตบอลรุ่นใหม่ เริ่มมาเล่นในยุโรป ในทุกๆด้าน มันเป็นสิ่งที่คาดหวังไว้ ทั้งด้านกีฬา, อาชีพ และการเงิน เราอยากทำผลงานให้ดีที่สโมสรของเราและมาเล่นในยุโรป มันก็ไม่ต่างกันสำหรับผม'
'การย้ายไป บียาร์เรอัล แน่นอนว่าไม่ใช่ความฝันในตอนนั้น เพราะ บียาร์เรอัล ยังไม่ใช่ทีมดัง แต่ผมอยากมา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมา สเปน ผมเคยไปกับ โครินเธียนส์ เพื่อเล่นทัวร์นาเมนต์ฤดูร้อนที่เมือง โกรูนา รายการ เตเรซ่า เอร์เรร่า, โบคา (จูเนียร์ส) ก็อยู่ที่นั่นด้วย รวมถึง ซูเปอร์เดปอร์ และ เซลต้า'
'มันเป็นช่วงฤดูร้อน มีชายหาด และผมชอบมาก เพราะตอนนั้นผมติดตาม ลา ลีกา อยู่แล้ว ผมคิดว่า 'ว้าว!ถ้าผมอยากมาอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งอยากมามากขึ้นอีก' จริงอยู่ที่ตอนเด็กๆ ผมติดตามลีกอิตาลีมากกว่า แต่ลีกสเปนเริ่มเติบโตและแซงหน้าลีกอิตาลีไปแล้ว ความฝันของผมคือการมาที่นี่ และมันก็เป็นจริง'
คุณอยู่กับ บียาร์เรอัล นานถึง 11 ฤดูกาล และกลายเป็นสัญลักษณ์ของสโมสรมาจนถึงทุกวันนี้ อะไรทำให้ความผูกพันระหว่างคุณกับสโมสรแข็งแกร่งขนาดนั้น?
'มันเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดเหมือนกัน เพราะอย่างที่ผมบอก บียาร์เรอัล เป็นทีมที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักมากนัก และกำลังเติบโต และถึงอย่างนั้น ผมยังบอกได้ว่าผมโชคดี เพราะผมเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตนั้น'
'ความคิดของผมคือการมาอยู่กับ บียาร์เรอัล เล่นให้ดีสัก 2-3 ฤดูกาล แล้วค่อยย้ายไปอยู่กับสโมสรอื่นในยุโรป แต่ทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างนั้น บียาร์เรอัล เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ผมรู้สึกผูกพันกับสโมสรและเมืองนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผมปรับตัวเข้ากับอาหารและสภาพอากาศได้'
'มันคล้ายกับบ้านเกิดของผมมาก และผมรู้สึกว่าตัวเองสำคัญมากในสโมสร และสโมสรก็ทำให้ผมรู้สึกสำคัญเช่นกัน พวกเขาให้คุณค่ากับผมมากในทุกๆด้าน และเมื่อคุณรู้สึกสบายใจ มันง่ายมากที่จะทำในสิ่งที่คุณสามารถทำได้ดีที่สุด เล่นให้ดี และทำให้ครอบครัวมีความสุข'
'ดังนั้นทุกอย่างจึงลงตัว และผมอยู่กับ บียาร์เรอัล นานถึง 11 ปี ตอนนี้ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายสัมพันธ์สถาบัน ผมอยู่ที่นี่มา 10 ปีแล้ว'

คุณเริ่มรู้สึกว่ากำลังสร้างบางอย่างที่พิเศษเมื่อไหร่?
'ตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นไป เพราะนั่นคือตอนที่ มานูเอล เปเยกรีนี โค้ชชาวชิลีเข้ามาคุมทีม เขาใช้แนวทางที่แตกต่างออกไป เขาทำให้เรามีความมั่นใจมากขึ้น เพราะช่วง 2-3 ปีแรก เรามีแต่ความคิดแบบเอาตัวรอด คิดแต่ว่า 'ขอแค่ได้คะแนนถึงจำนวนที่กำหนดก็จะรอดพ้นการตกชั้น แล้วค่อยคิดเรื่องปีหน้า'
'แต่เมื่อ เปเยกรีนี เข้ามา ทีมก็แข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ในปีแรก เราก็สามารถไปถึงรอบชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีก มันเป็นฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมมาก คติประจำใจของเขาคือ 'เล่นและแข่งขันกันอย่างเต็มที่ แต่ก็ต้องสนุกไปด้วย'
'ทุกคนคิดว่า บียาร์เรอัล จะไม่ผ่านเข้ารอบด้วยซ้ำ เราจบอันดับหนึ่งของกลุ่ม โดยมี แมนฯยูไนเต็ด อยู่ในกลุ่มเดียวกัน และเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ จากนั้นความคิดก็เปลี่ยนไป นั่นคือตอนที่เราคิดว่าเราควรตั้งเป้าหมายให้สูงขึ้น และ บียาร์เรอัล ก็เริ่มสร้างชื่อให้กับตัวเองในระดับโลก มันไม่ใช่แค่คำสัญญาอีกต่อไป แต่เป็นความจริง'
'ทุกวันนี้เรายังคงถ่อมตัวอยู่ เพราะเรารู้ว่าเราเป็นเมืองที่มีประชากร 50,000 คน แต่เรามีแนวคิดที่ชัดเจนมาก เคารพประวัติศาสตร์ของทุกคน แต่เราคือ อันดับแรก เราต้องเก็บคะแนนให้ได้ตามที่ต้องการเพื่อรักษาตำแหน่งสูงสุดในลีก'
'ที่จริงแล้ว ที่สโมสรเราจะฉลองกันเมื่อเราอยู่รอดปลอดภัยจากการตกชั้น แล้วหลังจากนั้น เราจะใช้พลังที่เหลือไปแข่งขันในยุโรป เราทำแบบนี้มาหลายปีแล้ว และผมคิดว่าสโมสรนี้มีแนวคิดที่ชัดเจนมาก และผมชอบตรงนั้น เราสบายใจกันมาก มันเป็นเหมือนครอบครัว'
เมื่อเวลาผ่านไป คุณกลายเป็นกัปตันทีม บียาร์เรอัล การได้สวมปลอกแขนกัปตันในฐานะผู้เล่นที่มาจากบราซิลและกลายเป็นตำนานสโมสรมีความหมายอย่างไรสำหรับคุณ?
'นั่นน่าสนใจมาก เพราะผมคิดว่าตัวเองเป็นผู้นำในสนามมาตลอด ไม่ใช่ผู้นำที่พูดมาก ในสเปน นักเตะที่อยู่กับสโมสรนานที่สุดจะเป็นกัปตันทีม และผมจำได้ว่าในปี 2006 ผมกลายเป็นนักเตะที่รับใช้สโมสรนานที่สุด'
'ผมรู้สึกแปลกๆ กับปลอกแขนกัปตันทีม แต่ในขณะเดียวกันก็โมีความสุขที่ได้เป็นกัปตันทีม ผมไม่รู้ว่าจะรับมือกับมันอย่างไร แต่ก็ไม่มีอะไรจะพูดมากนัก'
'แน่นอน อย่างที่ผมบอก ผมพยายามเป็นผู้นำในสนาม เล่นให้ดี และเป็นแบบอย่างที่ดีนอกสนาม และนั่นคือวิธีที่ผมค่อยๆปรับตัว และก่อนที่ผมจะรู้ตัว ผมก็เริ่มพูดคุยบ้าง กระตุ้นเพื่อนร่วมทีม สื่อสาร และผมคิดว่าผมได้เรียนรู้ด้านความเป็นผู้นำจากการเป็นกัปตันทีมที่ บียาร์เรอัล ผมเป็นกัปตันทีมมา 6 ปี'

หลังจากช่วงเวลาอันยาวนานและสวยงามในสเปน คุณย้ายมาปิดฉากอาชีพค้าแข้งในสหรัฐอเมริกากับ นิวยอร์ค คอสมอส ช่วงเวลานั้นพิเศษสำหรับคุณหรือไม่?
'ที่จริงแล้ว ผมมีเป้าหมายอีกอย่างหนึ่ง คือการได้ประสบการณ์นอก บียาร์เรอัล เพื่อปิดฉากอาชีพค้าแข้งอย่างสวยงาม และผมเลือกไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา เพราะผมยังไม่รู้จักที่นั่น ผมอยากมีประสบการณ์แบบนั้น และอยากไปอยู่ที่นิวยอร์คด้วย'
'ผมใช้เวลาอยู่ที่นั่น 2 ปี เป็นประสบการณ์ที่เหลือเชื่อสำหรับลูกๆ และภรรยาของผม ผมคิดว่าในวงการฟุตบอล ผมคงขออะไรมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว แน่นอนว่าเมื่อคุณทำงานหนักและทุ่มเท ในที่สุดคุณจะเก็บเกี่ยวผลตอบแทน'
'นั่นคือเส้นทางอาชีพค้าแข้งของผม และผมรู้สึกโชคดีมาก ถ้าคุณถามผมว่า 'อะไรที่ขาดหายไปในอาชีพค้าแข้งของคุณ?' บางทีในตอนนั้น ซึ่งผมจะเปิดเผยที่นี่ การเล่นให้กับ มิลาน ทำไมหรือ? เพราะมันเป็นทีมที่กำลังได้รับความนิยมและอะไรทำนองนั้น'
'แต่เหนือสิ่งอื่นใด ทุกอย่างที่ผมฝันไว้ในวัยเด็กได้เป็นจริงแล้ว การได้เล่นใน โกปา ลีเบร์ตาดอเรส การได้เล่นในรอบชิงชนะเลิศของศึก โกปา ลีเบร์ตาดอเรส, รอบรองชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีก, ฟุตบอลโลก, ศึกยูโร ผมจะขออะไรได้อีกล่ะ? ไม่มีเลย'

