เส้นทางมหัศจรรย์ของดิโอม็องเด้
ยาน ดิโอม็องเด้ กลายเป็นนักเตะค่าตัวแพงสุดในประวัติศาสตร์สโมสร หลัง เรอัล มาดริด จ่ายเงิน 140 ล้านยูโรดึงมาจาก แอร์เบ ไลป์ซิก ซึ่งเป็นเงินเบื้องต้น 125 ล้านยูโรบวกโบนัสเพิ่มเติม 15 ล้านยูโร ก่อนปีกทีมชาติไอวอรี่โคสท์จะเซ็นสัญญายาวจนถึงปี 2033
ดิโอม็องเด้ จะเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพแนวรุกฝั่งขวาของ เรอัล มาดริด ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ขาดแคลนตัวเลือกธรรมชาติมานานแล้ว
แนวรุกวัย 19 ปีได้เปิดเผยเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจย้ายมาค้าแข้งกับทีมชุดขาวผ่าน เรอัล มาดริด ทีวี โดยระบุว่ามันคือสโมสรในฝันของเขาเสมอมา
'ผมภูมิใจมากและมีความสุขมาก เพราะนี่คือความฝันของผม ตอนเด็กๆ ผมอยากเล่นให้สโมสรที่ยิ่งใหญ่สุดในโลก ผมรู้สึกขอบคุณที่ได้มาอยู่ที่น่ และผมมีความสุขและภาคภูมิใจ ผมอยากให้ครอบครัวของผมภูมิใจในตัวผมด้วยเช่นกัน'
'นี่คือสิ่งใหญ่ที่ยิ่งใหญ่สุดในโลก และทุกคนต้องการมาที่นี่ ผมรู้สึกขอบคุณที่ได้มาอยู่ที่นี่ และผมอยากแชร์ความสุขนี้กับทุกคน ผมอยากเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของทีม'
ดิโอม็องเด้ ยังกล่าวขอบคุณ โชเซ่ มูรินโญ่ เทรนเนอร์ชาวโปรตุกีสที่ผลักดันการย้ายทีมครั้งนี้ด้วยตัวเอง และยังขอบคุณบอร์ดบริหารทีมชุดขาวที่อนุมัติเงินก้อนโตเพื่อให้ดีลนี้ลุล่วงด้วย
'ผมอยากขอบคุณโค้ช เพราะเราเคยพูดคุยกันมาก่อน และผมมาอยู่ที่นี่ได้ก็เพราะเขาและสโมสรอย่างแน่นอน'
'ผมมีความสุข ขอบคุณสำหรับการเซ็นสัญญาครั้งนี้ และขอบคุณสโมสรและโค้ชที่เชื่อมั่นในตัวผม'

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับเพื่อนร่วมทีมที่เขาได้พูดคุยด้วยในห้องแต่งตัวและสิ่งที่เขาคาดหวังจะเรียนรู้จากเพื่อนร่วมทีม แนวรุกวัย 19 ปีตอบว่า 'การมีนักเตะเก่งๆอยู่ในห้องแต่งตัวเป็นเรื่องดีเสมอ คุณจะได้เรียนรู้จากพวกเขา อย่างที่ผมบอก ผมดูพวกเขาทางทีวี และวันนี้เราได้ใส่ชุดเดียวกัน มันเหลือเชื่อจริงๆ'
เมื่อก้าวเข้าสู่ เรอัล มาดริด แนวรุกทีมชาติไอวอรี่โคสท์จะต้องเผชิญกับมาตรฐานที่สูงขึ้นมาก เนื่องจากความคาดหวังที่สูงลิบลิ่วจากสโมสร
ดิโอม็องเด้ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า 'มันแตกต่างออกไป นี่มันยากกว่า แต่มันเป็นเรื่องปกติ เพราะนี่คือสโมสรใหญ่ที่สุด คุณต้องทำงานหนักกว่าที่สโมสรอื่นๆ เพื่อจะเป็นที่สุดในโลก และนั่นคือสิ่งที่ผมพยายามทำ'
ต่อด้วยการพูดถึงบุคลิกของเขาและเผยว่าเขาเป็นคนอย่างไรนอกสนามว่า 'ผมเป็นคนค่อนข้างขี้อายที่จะพูดคุย และผมอยากเรียนรู้พลวัตของทีมเพื่อช่วยกันสร้างความสำเร็จมากมาย'
เมื่อถูกถามว่าเหตุใดเขาถึงเลือกเซ็นสัญญากับ เรอัล มาดริด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขามีข้อตกลงกับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ก่อนหน้านี้
'เพราะมันเป็นสโมสรดีที่สุดในโลก เมื่อ มาดริด ติดต่อมา คุณไม่สามารถปฏิเสธได้ มันง่ายๆแค่นั้น'
เมื่อถูกถามถึงความทะเยอทะยานของเขากับสโมสรและสิ่งที่เขาตั้งเป้าหมายไว้ในขณะที่ปกป้องตราสัญลักษณ์ของ เรอัล มาดริด
'ประสบความสำเร็จมากมายกับสโมสรและช่วยทีมคว้าแชมป์ทุกรายการ ผมมีความสุขมากที่ได้มาอยู่ที่นี่และหวังว่าจะประสบความสำเร็จมากมายกับทีม อาล่า มาดริด!'
สำหรับเส้นทางอาชีพนักฟุตบอลของ ดิโอม็องเด้ นั้นเหลือเชื่อที่สุดเรื่องหนึ่ง ก่อนก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะค่าตัวแพงสุดในประวัติศาสตร์ของ เรอัล มาดริด

ดิโอม็องเด้ เกิดเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2006 เขาเติบโตมากับการเล่นฟุตบอลในสนามดินของ ซีโกกี ในเมืองอาบิดจาน เล่นเท้าเปล่าหรือใส่รองเท้าแตะพลาสติก และมักต้องนอนร่วมห้องกับคนอื่นๆอีก 25 คน เมื่อพ่อของเขาไปทำงานที่ฝรั่งเศส ดิโอม็องเด้ จึงตระหนักว่าเขาต้องเป็นนักฟุตบอลอาชีพเพื่อช่วยครอบครัวของเขาพ้นจากความยากจน
เขาออกจาก อาบิดจาน ตอนอายุ 9 ขวบและย้ายไปทางตะวันออกประมาณ 100 กิโลเมตรย้ายไปยังเมืองอาโบอีสโซเพื่อเข้าร่วม Academie Inter Foot Sud Comoe ที่เขาได้สตั๊ดคู่แรก แต่ยังต้องเผชิญความยากลำบากจนต้องร่วมกับเพื่อนๆขโมยมันฝรั่งเพื่อประทังความหิว
นั่นเป็นเหตุผลที่ครอบครัวของเขารวบรวมเงินได้มากพอจะซื้อตั๋วเครื่องบินเที่ยวเดียวไป ฟลอริดา ให้เขา ที่นั่น ดิโอม็องเด้ ได้ฝึกฝนเรื่องลูกหนังภายใต้การดูแลของ ท็อดด์ อีสัน ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายฟุตบอลของ DME Academy ในช่วงเดือนเมษายน 2021 จนถึงมกราคม 2024
'เขาใช้เวลาสักพักในการปรับตัว แต่เขาก็เข้าใจว่าเขามาที่นี่เพื่ออะไร นี่คืองานของเขา' อีสัน กล่าว 'งานของเขาคือมาที่นี่ ฝึกฝน เรียนรู้ และก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซนของตัวเอง เพื่อที่เขาจะได้กลับไปหาครอบครัวและดูแลครอบครัวได้เสมอ'
'แม่ของเขาเป็นส่วนสำคัญมาก และเขาอยากทำทุกอย่างที่เขาสามารถทำได้เพื่อแม่ เขาไม่รู้สึกรำคาญกับการเดินทางไปต่างประเทศ ผมคิดว่าเขาชอบมันเพราะเขารู้ว่านั่นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ เขาต้องทำสิ่งนี้ และเขาก็ทำ และเขารักที่จะทำมัน ผมประทับใจมาก'
'ผมคิดว่าสหรัฐอเมริกาช่วยเขาได้หลายอย่างมาก โดยเปิดโอกาสให้เขาได้สัมผัสกับทุกแง่มมุมของชีวิตที่นี่ เขามาจากชีวิตที่ได้รับการปกป้องอย่างมากใน ไอวอรี่โคสท์ ดังนั้นผมคิดว่ามันดีมากสำหรับเขา'
'สิ่งที่ทำให้ผมภูมิใจในตัวเขาจริงๆคือการได้เห็นเขาเติบโตขึ้นอย่างมาก ผมคิดว่าศักยภาพที่เขาแสดงไปถึงได้นั้นสูงมาก มันน่าตื่นเต้นที่จะได้เห็นว่าเขาจะเป็นอย่างไรเมื่อเขาพัฒนาเต็มที่แล้ว'
เด็กหนุ่มอายุ 15 ปีที่คิดถึงบ้านและพูดแต่ภาษาฝรั่งเศส แต่เขาสามารถซึมซับคำแนะนำของ อีสัน ได้อย่างรวดเร็วพอจากเพื่อนร่วมทีมที่พูดภาษาฝรั่งเศสได้

ดิโอม็องเด้ ประสบความสำเร็จอย่างมากกับ DME และทีมในเครือระดับกึ่งอาชีพอย่าง Frenzi ดึงร่วมทีมและเขามีส่วนช่วยต้นสังกัดเลื่อนชั้นสู่ United Premier Soccer League พร้อมคว้าตำแหน่งดาวซัลโวและเอ็มวีพีของรอบเพลย์ออฟ จากการทำประตูทุกเกมของเพลย์ออฟ (รวมถึงการทำสองประตูในรอบชิงชนะเลิศ)
'ดิโอม็องเด้ เติบโตขึ้นมากอย่างแน่นอนตอนที่เขาอยู่กับเรา' อีสัน กล่าว 'ตอนนี้เขามีอารมณ์ความรู้สึกมากมายอยู่ในตัว และเขาเติบโตขึ้นจากอารมณ์เหล่านั้นจนสามารถปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมากมายที่เขาเข้าไปสัมผัส ผมคิดว่าสิ่งที่โดดเด่นมากเกี่ยวกับ ดิโอม็องเด้ คือเขาอยากเรียนภาษาอังกฤษ'
'เขาแน่วแน่มากว่าอยากเรียนภาษาอังกฤษ และเขาก็ทำได้ ในเวลา 8 เดือน เขาพูดภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว และเมื่อเขาไปที่ เลกาเนส เขาก็เริ่มเรียนภาษาสเปน เด็กคนนี้ฉลาดมากๆ เขาสามารถปรัตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆได้ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาอันตรายมาก เขาเหมือนฟองน้ำที่ดูดซับสิ่งต่างๆมากมาย และเขาแสดงให้เห็นถึงความสามารถนั้น มันน่ากลัวที่จะคิดว่าเขาจะทำอะไรได้บ้างตอนอายุ 24 ปี'
อีสัน ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของ ไมอามี่ เอฟซี สโมสรในแชมเปี้ยนชิพยังพูดถึงการย้ายมาค้าแข้งกับ เรอัล มาดริด ของ ดิโอม็องเด้ ว่า 'เราเข้าใจว่า เรอัล มาดริด เป็นสโมสรใหญ่ แต่พวกเขาก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน'
'พวกเขามีนักเตะที่ดี และ 'ดิโอ' ก็เป็นหนึ่งในนั้น แม้ว่าเขาจะอายุน้อยก็ตาม เราจะได้เห็นว่าเขาจะทำได้ดีแค่ไหน แต่ผมคิดว่าเขาจะทำได้ดี ในฐานะกองหลัง คงไม่มีอะไรแย่ไปกว่าการที่ผู้เล่นวิ่งเข้าหาคุณตลอดเวลา และคุณก็ได้เห็นแล้วในฟุตบอลโลก'
'นักเตะหลายคนต้องช่วยกันป้องกันเขาเพราะพวกเขาเริ่มเหนื่อยล้า ผมคิดว่า เรอัล มาดริด จะตื่นเต้นมากที่จะได้เห็นเขาจะทำอะไรและนำอะไรมาสู่ทีม เพราะเขาเป็นภัยคุกคามอย่างแท้จริง และเขามักจะทำให้กองหลังต้องตั้งรับอยู่เสมอ'

