มุมมองอเดบายอร์

วันพุธที่ 23 กันยายน 2569 คอลัมน์ ลูกหนังนอกกรอบ โดย JOKE
158
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ แสดงความเห็นเกี่ยวกับทีมเก่าของเขาอย่าง อาร์เซน่อล และ เรอัล มาดริด

เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ อดีตกองหน้าวัย 42 ปี เข้าใจดีถึงความรู้สึกของการลงเล่นให้สโมสรที่แบกรับความคาดหวังว่าจะต้องคว้าแชมป์ทุกรายการ หลังเขาเคยใช้เวลา 3 ฤดูกาลครึ่งกับ อาร์เซน่อล โดยทำ 62 ประตูจากการลงเล่น 142 เกม ก่อนจะย้ายไปค้าแข้งกับ โมนาโก ในเดือนมกราคมปี 2006

จากนั้นเขาหวนคืนพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง หลังย้ายมาร่วมทีม แมนฯซิตี้ ในช่วงที่สโมสรกำลังเริ่มต้นปรับโฉมทีมเพื่อก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจลูกหนังเมืองผู้ดี ก่อนจะย้ายไปเล่นกับ เรอัล มาดริด ด้วยสัญญายืมตัวในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล 2010-2011

แม้ อเดบายอร์ จะไม่สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก หรือ แชมเปี้ยนส์ลีก ตอนที่ค้าแข้งกับ อาร์เซน่อล หรือ แมนฯซิตี้ ก็ตาม แต่อดีตกองหน้าทีมชาติโตโกได้มองเห็นรากฐานที่ถูกวางไว้ในยุคเขา ส่งผลให้เกิดความสำเร็จในเวลาต่อมา

อาร์เซน่อล คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2025-2026 ยุติการรอคอยแชมป์ลีกที่ยาวนานถึง 22 ปี ในขณะที่ แมนฯซิตี้ ก็ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในสโมสรชั้นนำของยุโรป สำหรับ อเดบายอร์ แล้ว การได้เห็นสโมสรเหล่านี้ประสบความสำเร็จในสิ่งที่คนรุ่นของเขาทำไม่สำเร็จ ถือเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจและน่ายินดี


'ผมย้ายไป อาร์เซน่อล เพราะต้องการคว้าแชมป์ แต่ผมทำไม่สำเร็จ ผมย้ายไป แมนฯซิตี้ เราเริ่มโปรเจ็กท์เพื่อคว้าแชมป์ลีกและแชมเปี้ยนส์ลีก แต่เราก็ทำไม่สำเร็จเช่นกัน คนที่มาสานต่อจากเรากำลังทำสิ่งนั้นให้เกิดขึ้นจริงในตอนนี้ และเราก็ยินดีไปกับพวกเขาด้วย' อเดบายอร์ กล่าว

อดีตกองหน้าวัย 42 ปีมองว่าการเปลี่ยนแปลงของ อาร์เซน่อล ในยุคของ มิเกล อาร์เตต้า เกิดขึ้นจากการสร้างทีมบนพื้นฐานของอัตลักษณ์ที่ชัดเจนและความแข็งแกร่งทางร่างกายที่เพิ่มมากขึ้น

อาร์เตต้า เข้ามารับช่วงต่อจาก อูไน เอเมรี่ ในปี 2019 และค่อยๆปรับโฉมทีมใหม่ โดยมีกองหลังอย่าง กาเบรียล มากัลเญส และ วิลเลียม ซาลีบา ก้าวขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญในเกมป้องกันอันแข็งแกร่งของ อาร์เซน่อล

อเดบายอร์ มองว่าความแข็งแกร่งทางร่างกายนี้คือหนึ่งในความแตกต่างสำคัญระหว่าง อาร์เซน่อล ในยุคของเขากับทีมที่สามารถยุติการรอคอยแชมป์พรีเมียร์ลีกอันยาวนานของสโมสรสำเร็จ

'อาร์เตต้า เข้ามารับงานต่อพร้อมกับทัศนคติและวิสัยทัศน์ของตัวเอง เขาเรียนรู้งานมาจาก เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เขามีความต้องการที่ชัดเจนในแนวทางการทำทีม ผมไม่แปลกใจเลยที่เขาดึงผู้เล่นรูปร่างใหญ่เข้ามาในแนวรับอย่าง กาเบรียล และ ซาลีบา พวกเขาแข็งแกร่ง รูปร่างใหญ่ และมีสภาพร่างกายที่ยอดเยี่ยม'


สำหรับ อเดบายอร์ การผสมผสานระหว่างทักษะเชิงเทคนิคและความแข็งแกร่งทางร่างกายถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในพรีเมียร์ลีก เพราะเขาเชื่อว่าการจะคว้าแชมป์นั้นต้องอาศัยมากกว่าแค่การเล่นฟุตบอลที่สวยงาม

'นั่นคือสิ่งที่ อาร์เซน่อล ได้เติมเติมเข้ามาในสไตล์การเล่น ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาคว้าแชมป์ได้อย่างแน่นอน เพราะหากคุณต้องการเป็นแชมป์ในอังกฤษ ต่อให้คุณจะเล่นฟุตบอลได้สวยงามแค่ไหน คุณก็อาจไม่มีวันได้ชูโทรฟี่แชมป์ แต่ถ้าคุณมีนักเตะที่พร้อมจะปะทะและพร้อมจะต่อสู้เพื่อทีม นั่นคือหนทางที่จะทำให้คุณก้าวไปสู่ตำแหน่งแชมป์ได้'

อเดบายอร์ ยังได้พูดถึงปัญหาของ เรอัล มาดริด กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะความท้าทายในการจัดการห้องแต่งตัวที่เต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์ระดับโลกมากมาย

กองหน้าชาวโตโกเคยสัมผัสบรรยากาศดังกล่าวด้วยตัวเองระหว่างการย้ายมาเล่นแบบยืมตัวในปี 2011 ซึ่งเขาได้ลงเล่นเคียงข้าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้, คาริม เบนเซม่า และ กอนซาโล่ อีกวาอิน

ส่วนในยุคนี้มีทั้ง คีลียัน เอ็มบั๊ปเป้, วินิซิอุส จูเนียร์ และ จูด เบลลิงแฮม เป็นแกนหลักของทีม ซึ่ง อเดบายอร์ เชื่อว่าการจัดการกับบุคลิกและอีโก้ของนักเตะแต่ละคนมีความสำคัญไม่แพ้การวางแผนแท็คติกในสนาม


'เมื่อคุณมีนักเตะอย่าง เอ็มบั๊ปเป้, วินิซิอุส และ เบลลิงแฮม ปัญหาที่ตามมาคือเรื่องของอีโก้ อย่าเข้าใจผมผิด พวกเขาพยายามแสดงออกผ่านสื่อว่าเข้าขากันดี แต่ในความเป็นจริง มันไม่ได้ราบรื่นหรือลงตัวไปทุกวันหรอก'

อเดบายอร์ ยังเชื่อว่าสถานะของนักเตะแต่ละคนอาจทำให้เป็นเรื่องยากสำหรับเทรนเนอร์ที่จะใช้อำนาจสั่งการได้อย่างเต็มที่

'เมื่อคุณเป็นนักเตะระดับ เอ็มบั๊ปเป้ หรือ วินิซิอุส ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนักเตะดีที่สุดในโลก มันก็ยากที่จะมีใครมาสั่งว่าคุณต้องทำอะไร'

การกลับมากุมบังเหียนอีกครั้งของ โชเซ่ มูรินโญ่ ซึ่งเคยทำงานในถิ่น ซานติอาโก้ เบร์นาเบว ในช่วงปี 2010-2013 ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนและน่าสนใจมากขึ้น

อเดบายอร์ ซึ่งเคยร่วมงานกับ มูรินโญ่ ยังคงจดจำภาพลักษณ์ของเจ้านายเก่าที่กล้าเผชิญหน้ากับนักเตะที่มีบุคลิกโดดเด่นและอีโก้สูงในห้องแต่งตัวได้เป็นอย่างดี

'ผมรู้จัก มูรินโญ่ เป็นอย่างดี เขาเป็นคนประเภทที่จะขึ้นไปยืนบนโต๊ะแล้วประกาศกร้าวว่า 'พวกนายจะทำตามที่ฉันสั่ง หรือไม่ก็ไปนั่งตบยุงอยู่ที่ม้านั่งสำรองซะ' เมื่อก่อนผมเคยเล่นกับ อีกวาอิน, เบนเซม่า และ โรนัลโด้ ในแนวรุกพร้อมๆกัน ซึ่งพวกเราทุกคนต่างก็มีอีโก้สูงพอๆกัน'

มูรินโญ่ กลับมาพร้อมความคาดหวังที่จะนำมาดริดหวนคืนสู่จุดสูงสุดของวงการฟุตบอลยุโรปอีกครั้ง ทว่า อเดบายอร์ มองว่าบารมีหรืออำนาจของเทรนเนอร์ชาวโปรตุกีสอาจจะไม่เหมือนกับช่วงที่เขาคุมทีมรอบแรก


'ตอนที่ มูรินโญ่ เข้ามาคุมทีมครั้งแรก เขาพกดีกรีความสำเร็จมากมายติดตัวมาด้วยทำให้เขามีอีโก้ที่เหนือกว่าพวกเราทุกคน อย่าเข้าใจผมผิด มูรินโญ่ เป็นคนที่ผมชื่นชอบ แต่ช่วง 5-6 ปีหลังเขาต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก'

'การกลับมาคุมมาดริดรอบนี้ อำนาจของเขาไม่เหมือนเดิมแล้ว เอ็มบั๊ปเป้ อาจจะยอมรับฟังเพราะเห็นว่าเป็น มูรินโญ่ แต่ก็คงไม่ฟังแบบเต็มร้อยหรอก ตอนที่ มูรินโญ่ ยังเป็น มูรินโญ่ คนเดิม เอ็มบั๊ปเป้ ยังเป็นแค่เด็กหนุ่ม พวกเขาไม่ได้รู้จักนิสัยใจคอที่แท้จริงของเขาดีนักหรอก'

เรอัล มาดริด ทำผลงานในช่วงออกสตาร์ทฤดูกาลนี้ไม่ดีนัก พวกเขาแพ้ไปแล้ว 2 ครั้งจากการลงเล่นเพียง  เกมและตามหลังจ่าฝูง บาร์เซโลน่า ถึง 6 คะแนน ซึ่ง อเดบายอร์ เชื่อว่า มูรินโญ่ ไม่ลังเลที่จะเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงจากทั้งฝ่ายบริหารและภายในทีม หากเขารู้สึกว่าอำนาจของตนถูกสั่นคลอน

'จากที่รู้จัก มูรินโญ่ ผมค่อนข้างมั่นใจว่าในสัปดาห์นี้เขาจะเข้าไปพบประธานสโมสรเพื่อแจ้งความต้องการของเขา เมื่อทีมกลับมาจากช่วงเบรกทีมชาติ เขาคงจะยื่นคำขาดว่า 'เลือกว่าจะเอาพวกคุณหรือเอาผม ถ้าผมไม่ถูกไล่ออก ก็พวกคุณนั่นแหละที่จะถูกผมไล่ออกก่อน''


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด