ปากบอกไหว (จริงดิ!)

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2569 คอลัมน์ ในกะลาครอบ โดย พาสต้า
283
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นผู้จัดการทีม เซนต์ เมียร์เรน ในครั้งล่าสุดที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แพ้ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด หลังจากมีสกอร์นำ 2-0

นั่นคือบริบทของการตกรอบสาม ถ้วยคาราบาว คัพ อย่างสุดช็อกของสโมสรเก่าของเขาหลังพลิกกลับมาแพ้ ไบรท์ตัน เมื่อคืนวันพุธ

มันเป็นช่วงเวลาที่ครอบคลุมยุคทองของตำนานชาวสกอตแลนด์ผู้นี้ทั้งที่ อเบอร์ดีน และ ยูไนเต็ด กับเหตุการณ์คล้ายกันนี้ ทีมคลาส ออฟ '92 ยังเป็นเด็กทารกอยู่เลยตอนที่จอห์น แพร็ตต์ ยิงประตูชัยให้ สเปอร์ส เมื่อวันที่ 4 กันยายน 1976

หลังจากจัดการประท้วงทั้งภายในและภายนอกสนามก่อนเกมแพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เหลือผู้เล่น 10 คน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แฟนบอล ยูไนเต็ด แสดงความรู้สึกเกี่ยวกับความอับอายครั้งล่าสุดของพวกเขาในสามวิธี

- แฟนบอลส่วนใหญ่ต่างทยอยเดินออกจากสนามในขณะที่นักเตะกำลังเดินขอบคุณรอบสนามหลังจบเกม

- กลุ่มที่ยังอยู่บางส่วนก็ส่งเสียงโห่ไล่ เช่นเดียวกับที่เคยทำตอนที่ทีมตกเป็นฝ่ายตามหลังในช่วง 21 นาทีสุดท้ายของเกม

- เมื่อนักเตะเดินมาถึงบริเวณทางเดินเข้าอุโมงค์ซึ่งอยู่ใกล้กับโซนกองเชียร์พันธุ์แท้ของ ยูไนเต็ด บรรดาแฟนบอลต่างก็ตะโกนถาม ไมเคิ่ล คาร์ริค และลูกทีมว่า "นั่นมันอะไรวะ?" เพียงแต่ถ้อยคำที่พวกเขาใช้นั้นมีสีสันและดุเดือดเผ็ดร้อนกว่านั้นมาก

ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่า เจเจ กาเบรียล วัย 15 ปี อยู่ที่ไหนในระหว่างที่เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ดำเนินไป แต่ก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นที่จะทำให้เขาคิดว่าตนเองตัดสินใจผิดพลาดที่หันหลังให้กับสโมสรแห่งนี้

อันที่จริง มีความเป็นไปได้สูงมากทีเดียวที่โอกาสประเดิมสนามกับทีมชุดใหญ่ตามที่เคยมีการสัญญาไว้อาจถูกยกเลิกไป หากพิจารณาจากสถานการณ์ของเกม รวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่า บรูโน่ แฟร์นันด์ส กัปตันทีม เป็นหนึ่งในผู้เล่นมากประสบการณ์ที่ถูกส่งลงสนามในช่วงท้ายเกมอันดุเดือด

"แน่นอนว่าเราสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาได้ เรามีผู้เล่นที่ดีอยู่หลายคน" คาร์ริค กล่าว

"มันเป็นความรู้สึกที่แย่ เพราะช่วงสัปดาห์ หรือสอง หรือสามสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีนักสำหรับเรา"

ทีมของ คาร์ริค คว้าชัยมาได้ 2 นัดในฤดูกาลนี้ นัดแรกคือการเปิดบ้านเอาชนะ อิปสวิช ที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมา หลังจากที่ตกเป็นฝ่ายตามหลังไปก่อน และอีกนัดคือการชนะ ซาบาห์ เอฟเค แชมป์ลีกอาเซอร์ไบจานในเวทีแชมเปียนส์ลีก อย่างไรก็ตาม ตอนนี้พวกเขาแพ้ไปแล้วถึง 3 นัด ซึ่งถือเป็นจำนวนความพ่ายแพ้ที่มากกว่าช่วง 17 นัดแรกที่เขาเข้ามารับงานต่อจาก รูเบน อาโมริม เมื่อเดือนมกราคมเสียอีก

เขาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด มานานพอที่จะเข้าใจดีว่า ช่วงเวลาที่ทีมแพ้ติดต่อกันนั้นสร้างแรงกดดันได้มากเพียงใด

"ผมไม่ได้รู้สึกกดดันเลย" เขากล่าว

"ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เรื่องนั้นไม่ได้ทำให้ผมกังวลใจแม้แต่น้อย"

"ผมเข้าใจสถานการณ์ภายนอกและเข้าใจความเป็นไปของโลกฟุตบอล แต่มันไม่ได้รบกวนจิตใจผม สิ่งที่ผมให้ความสำคัญคือการคว้าชัยชนะ การสร้างบรรยากาศที่ดีภายในสโมสร และความรู้สึกที่ดีในกลุ่มผู้เล่น เพื่อให้มั่นใจว่าเรากำลังก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้อง"

ปัญหาคือ สถานการณ์ในตอนนี้ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าพวกเขากำลังก้าวไปในทิศทางที่ดีเลย และแทบไม่มีแง่บวกอะไรให้เห็นจากความวุ่นวายในครั้งนี้

จุดเด่นที่เห็นได้ชัดคือฟอร์มของ เช เลซี่ย์ ซึ่งประเดิมสนามเป็นตัวจริงครั้งแรกในทีมชุดใหญ่ด้วยการทำประตูได้อย่างยอดเยี่ยมในนาทีที่ 8 ส่งผลให้เขากลายเป็นนักเตะวัยรุ่น (อายุ 13-19 ปี) คนแรกที่ทำประตูได้ในการออกสตาร์ทเป็นตัวจริงนัดแรกให้กับ ยูไนเต็ด นับตั้งแต่ มาร์คัส แรชฟอร์ด เคยทำไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2016

เลซี่ย์ เป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงผู้เล่น 8 ตำแหน่งที่ คาร์ริค ตัดสินใจปรับเปลี่ยน แต่ในแง่ของเกมรับ การปรับเปลี่ยนเหล่านั้นกลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

ดีโอโก้ ดาโล่ต์ เป็นหนึ่งในผู้เล่นเพียง 3 คนที่ยังคงได้ลงสนามต่อเนื่อง แต่ฟอร์มการเล่นของเขากลับตกลงไปอย่างน่าใจหาย ส่วน นุสแซร์ มาซราวี ต้องมารับหน้าที่แบ็กซ้ายจำเป็น ซึ่งยิ่งตอกย้ำข้อถกเถียงถึงความเหมาะสมในการตัดสินใจไม่ซื้อแบ็กซ้ายอาชีพเข้ามาเสริมทัพก่อนตลาดซื้อขายนักเตะจะปิดตัวลง ทางด้าน เลนี่ โยโร่ และ เอเดน เฮเว่น ก็แสดงให้เห็นถึงความไร้ประสบการณ์ในฐานะกองหลังอย่างชัดเจน ขณะที่แดนกลางของ  ยูไนเต็ด ก็ตกเป็นรองคู่แข่งอย่างสิ้นเชิง

แรชฟอร์ด สร้างความปั่นป่วนให้แนวรับคู่แข่งได้อีกครั้ง แต่ก็ไม่สามารถทำประตูหรือแอสซิสต์ได้ จังหวะที่ใกล้เคียงที่สุดในการตีเสมอคือตอนที่เขาสปีดหนีแนวรับ ไบรท์ตัน หลุดเดี่ยวเข้าไปลุ้นทำประตู แต่ลูกยิงของเขากลับถูก เจสัน สตีล ซูเปอร์เซฟเอาไว้ได้

"ยิ่งเกมดำเนินไปนานเท่าไหร่ เราก็ยิ่งคุมเกมได้มากขึ้นเท่านั้น" นั่นคือบทวิเคราะห์สั้นๆ แต่ได้ใจความจาก ฟาเบียน เฮอร์เซเลอร์ ผู้จัดการทีมไบรท์ตัน

"ผมคิดว่าเราสมควรเป็นผู้ชนะในเกมนี้"

คาร์ริค ไม่ได้โต้แย้งบทวิเคราะห์ดังกล่าวแต่อย่างใด


"การอยู่ที่นี่ช่วยหล่อหลอมให้คุณแกร่งขึ้น"

สิ่งที่เขารู้สึกเสียดายที่สุดคือเรื่องของ เลซี่ย์ ซึ่งควรจะเป็นคนที่ได้รับเสียงชื่นชมกึกก้อง แต่กลับต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่เดินคอตกออกจากสนามท่ามกลางเสียงโห่และคำวิจารณ์ที่รุนแรง

"น่าเสียดายที่ช่วงเวลาสำคัญของ เช ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมสำหรับตัวเขา ครอบครัว เพื่อนฝูง และทั้งสโมสร รวมถึงทีมอะคาเดมี่ ที่ได้เห็นนักเตะจากระบบเยาวชนก้าวขึ้นมาสร้างผลงานเช่นนั้น กลับต้องถูกบดบังไปอย่างน่าเสียดาย" คาร์ริค กล่าว

"สำหรับตัวเขาเองแล้ว ความทรงจำนี้จะไม่เลือนหายไปเมื่อสถานการณ์ต่างๆ สงบลง แต่ในวินาทีนี้ มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนเหตุการณ์นั้นผ่านพ้นมาเนิ่นนานเหลือเกิน"

นอกจากนี้ คาร์ริค ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ของ เจเจ กาเบรียล อีกด้วย

"เขาเป็นเด็กหนุ่มอายุแค่ 15 ปี สำหรับผมและในมุมมองของสโมสร เราต้องใส่ใจอย่างมากในสถานการณ์เช่นนี้ ทั้งเรื่องการดูแลนักเตะดาวรุ่ง สวัสดิภาพ ความเป็นอยู่ และการเปิดโอกาสให้พวกเขาได้สัมผัสกับเกมการแข่งขัน" เขาอธิบาย

แต่ท้ายที่สุดแล้ว สำหรับผู้จัดการทีมทุกคน ผลงานจะถูกตัดสินด้วยผลการแข่งขัน

"การอยู่ที่นี่จะช่วยหล่อหลอมให้คุณแข็งแกร่งขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป" เขากล่าว

"มันขึ้นอยู่กับว่าคุณรับมือกับมันอย่างไร คุณต้องจัดการกับมันด้วยวิธีที่ทำให้คุณรับมือไหวและดึงศักยภาพที่ดีที่สุดของตัวเองออกมา ไม่ว่าจะด้วยแรงจูงใจหรือความมั่นใจที่อยู่ลึกๆ ข้างในว่าเราสามารถคว้าชัยชนะในเกมฟุตบอลได้"

"คืนนี้เราตกรอบบอลถ้วยไปแล้ว และบรรยากาศโดยรอบก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่โตกว่าแค่ผลการแข่งขันนัดเดียว ผมพูดตามตรงว่าความรู้สึกมันเป็นแบบนั้นจริงๆ แต่มันไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป หากเรากลับมาคว้าชัยชนะได้อีกครั้ง สถานการณ์ทุกอย่างก็อาจเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้"

ยูไนเต็ด ยังมีโปรแกรมการแข่งขันอีกหนึ่งนัดก่อนเข้าสู่ช่วงพักเบรกทีมชาติ โดยจะบุกไปเยือน ฟูแล่ม ในวันอาทิตย์นี้

เพื่อสถานการณ์โดยรวมของสโมสร ทีมของ คาร์ริค จำเป็นต้องคว้าชัยชนะให้ได้จริงๆ

เจมี่ เร้ดแน็ปป์ อดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษ ได้แสดงความคิดเห็นผ่าน สกาย สปอร์ต ว่าเขาไม่มั่นใจนักว่า ปีศาจแดง จะทำได้สำเร็จ

"ในตอนนี้ พวกเขายังห่างไกลจากมาตรฐานที่ควรจะเป็นมาก" เร้ดแน็ปป์ กล่าว

"ต่อให้ผู้จัดการทีมจะเก่งกาจแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีนักเตะที่เหมาะสม มันก็เป็นเรื่องยากลำบากอย่างยิ่ง มีเหตุผลที่ทำให้ผู้จัดการทีมคนอื่นๆ ต้องเจอกับความยากลำบาก เพราะไม่ช้าก็เร็ว แรงกดดันย่อมต้องถาโถมเข้ามาหาเสมอ"

"เกมสุดสัปดาห์นี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เขาไม่ควรปล่อยให้ผลการแข่งขันออกมาแย่อีก เพราะไม่อย่างนั้น ช่วงพักเบรกทีมชาติที่กำลังจะมาถึงจะกลายเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ตัวเขา ส่วนคนที่ถือเป็นผู้ชนะในค่ำคืนนี้ก็คือบรรดานักเตะที่ไม่ได้ลงสนามนั่นเอง"

แน่นอน คาร์ริค อาจยังบอกว่าเขา "ไม่หวั่นไหว" กับแรงกดดัน แต่เขาควรจะกังวลบ้างรึยังหลังจากสถานการณ์อันย่ำแย่ล่าสุดนี้


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด