เจาะลึก 48 ชั่วโมง คาร์ริค รอดเฉย

วันพุธที่ 28 ตุลาคม 2569 คอลัมน์ ในกะลาครอบ โดย พาสต้า
61
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ทันทีที่ ไมเคิ่ล คาร์ริค เดินหายเข้าไปในอุโมงค์หลังจบเกมที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดน บอร์นมัธ ยำคาถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กำลังใจที่แฟนบอลเคยมอบให้แก่ยอดนักเตะระดับตำนานผู้นี้ ก็แปรเปลี่ยนเป็นความไม่พอใจและความโกรธแค้นที่มีต่อทีมชุดปัจจุบัน

บรรยากาศหลังจากนั้นเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่หนักอึ้ง

คาร์ริค เป็นคนสุดท้ายที่เดินออกจากสนาม และเขายังคงทำหน้าที่อย่างเช่นเคย ด้วยการยืนถ่ายเซลฟี่และแจกลายเซ็นบนเสื้อให้กับแฟนบอลที่ยังคงปักหลักอยู่ แม้สภาพอากาศในวันนั้นจะเลวร้ายและผลงานในสนามก็นับว่าย่ำแย่สุดๆ

ในการแถลงข่าวหลังจบเกม เมื่อถูกถามว่าเขาคาดหวังว่าจะยังคงทำหน้าที่คุมทีมต่อไปในเกมที่จะไปเยือน เชลซี วันเสาร์นี้หรือไม่ คาร์ริค ตอบว่า "บอกตามตรง ผมไม่ได้คาดหวังอะไรเป็นพิเศษหรอก ผมก็แค่ทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปตามปกติ"

น้อยคนนักที่จะเชื่อว่าสถานการณ์เช่นนี้จะดำเนินต่อไปได้ แม้แต่ทีมงานโค้ชของ คาร์ริค เองก็ยังตั้งคำถามว่าพวกเขาจะยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้หรือไม่เลย

ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นเช่นนั้นจริงๆ

ยูไนเต็ด ตัดสินใจให้โอกาส คาร์ริค และลูกทีมในการพลิกสถานการณ์ปัจจุบันให้ดีขึ้น แม้จะไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน แต่กุนซือรายนี้จะยังคงรับหน้าที่คุมทีมในเกมพบ เชลซี โดยในขณะนี้ทีมรั้งอยู่อันดับที่ 16 ของตารางคะแนน

หลังจากนั้น พวกเขาก็จะมีโปรแกรมสำคัญในแชมเปี้ยนส์ลีก ที่จะพบกับ โรม่า ในอีก 3 วันถัดมา ตามด้วยเกมพรีเมียร์ลีกกับ แอสตัน วิลล่า ซึ่งกลับมาฟอร์มแรง ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงพักเบรกทีมชาติเป็นเวลา 2 สัปดาห์

แม้จะไม่มีใครใน ยูไนเต็ด ออกมาพูดถึงเรื่องนี้โดยตรง แต่ช่วงเวลาดังกล่าวถือเป็นจังหวะเหมาะสมที่สุดในการตัดสินใจว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงตัวกุนซือ


รอการตัดสินใจที่ไม่เคยมาถึง

พอถึงเช้าวันจันทร์ เมื่อหลายคนคาดการณ์ว่าจะมีการประกาศปลด คาร์ริค บุคคลสำคัญใน ยูไนเต็ด กล่าวว่า ความสงบและสติปัญญาเป็นสิ่งจำเป็นในการรับมือกับความวุ่นวายรอบๆ ถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

คาร์ริค อยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่มาตั้งแต่ความพ่ายแพ้อย่างยับเยิน 1-4 ที่ โคโม่ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ซึ่งเป็นหนึ่งในค่ำคืนที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรในฟุตบอลยุโรป

แอนดี้ มิตเทน แฟนบอล ปีศาจแดง ผู้เป็นที่เคารพและบรรณาธิการนิตยสารแฟนคลับ ยูไนเต็ด วี สแตนด์ ซึ่งสัมภาษณ์ โอมาร์ แบร์ราด้า ประธานบริหารในนามของสโมสรเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อธิบายผลงานที่ โคโม่ ว่า "เป็นการดูหมิ่นชื่อของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด"

นอกจากผลงานที่ห่วยบรมแล้ว บรูโน่ แฟร์นันด์ส กัปตันทีมยังตั้งคำถามต่อสาธารณะเกี่ยวกับแท็คติกของ คาร์ริค และความไม่สามารถของโค้ชในการมองเห็นสิ่งที่ผิดพลาด

คำพูดของ บรูโน่ เกิดขึ้นหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่ ลีซานโดร มาร์ตีเนซ กล่าวว่าเขาคาดหวังการลงทุนในทีมมากกว่านี้ โดยหันไปจัดหนักใส่ เจสัน วิลค็อกซ์ ว่า "ควรมีการสนับสนุนจากผู้อำนวยการเทคนิคของเรามากกว่านี้"

มันแสดงให้เห็นภาพของทีมที่ควบคุมไม่ไหวแล้ว ซึ่งสร้างปัญหาใหญ่ให้กับผู้บริหารของ ยูไนเต็ด ในทันที

ยูไนเต็ด รู้สึกว่าการปลด คาร์ริค ออกเพราะผลงานแย่ในเกมเดียวจะดูเป็นการตอบสนองที่ฉับพลันและไม่เหมาะสม จึงยังคงให้โอกาสกุนซือวัย 45 ปี ในเกมกับ บอร์นมัธ แต่ผลงานกลับนรกแตกกว่านั้นอีกเพราะฟอร์มการเล่นที่แย่กว่าเกมในอิตาลี

บรูโน่ ไม่ได้ลงเล่นและถูกดร็อปไปนั่งสำรอง หลังจากนั้น ดาวเตะชาวโปรตุเกสได้กดไลก์โพสต์ในอินสตาแกรมที่มีคำบรรยายว่า "อย่าผลักดันคนที่ภักดีจนถึงจุดที่พวกเขาไม่สนใจอีกต่อไป"

ช่วงดึกของคืนวันอาทิตย์ สื่อใหญ่อย่าง บีบีซี ได้รับข้อมูลว่ายังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับการปลด คาร์ริค และการตัดสินใจจะยืดเยื้อไปจนถึงวันจันทร์

แต่ก็ยังไม่มีการตัดสินใจใดๆ ในตอนนั้นเช่นกัน นักเตะ ผีแดง ที่ลงเล่นเป็นตัวจริงในเกมกับ เดอะ เชอร์รี่ส์ ได้รับอนุญาตให้พักในวันนั้น แต่ที่แปลกคือ บรูโน่ และ คาร์ริค ต่างก็อยู่ที่แคร์ริงตัน โดยดาวเตะโปรตุเกสเข้ารับการรักษาตามแผนที่วางไว้ ในขณะที่ตัวกุนซือไปชมเกมของทีมยู-21 ที่เล่นแบบปิดสนาม

นอกจากนี้ ที่สนามซ้อมยังมี แบร์ราด้า และ วิลค็อกซ์ กำลังหารือกันเรื่องอนาคตทีม โดยแหล่งข่าวระบุว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่ เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ ซึ่งเป็นเจ้าของร่วม และครอบครัวเกลเซอร์ จะไม่ได้มีส่วนร่วมในการหารือเหล่านั้น

จนกระทั่งช่วงหัวค่ำ จึงมีความชัดเจนว่าจะไม่มีการอัปเดตใดๆ เกี่ยวกับอนาคตของ คาร์ริค

การที่เขาขับรถมาถึงแคร์ริงตันในวันอังคาร เป็นสัญญาณว่าเขาจะยังคงทำหน้าที่คุมการซ้อมตามปกติ โดยในวันดังกล่าว คาร์ริค พร้อมด้วย บรูโน่ และนักเตะคนอื่นๆ อีกหลายคน ได้แจกลายเซ็นและถ่ายรูปร่วมกับกลุ่มแฟนบอลที่ได้รับเชิญให้เข้ามาในสนามซ้อมด้วย

4 ชั่วโมงต่อมา แหล่งข่าวจาก ยูไนเต็ด ได้ยืนยันว่าเขาจะได้คุมทีมที่สแตมฟอร์ด บริดจ์


เหตุผลเบื้องลึก

สถานการณ์ยากลำบากที่สโมสรในขณะนี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นความผิดของ คาร์ริค เพียงคนเดียว

บุคคลระดับสูงในสโมสรรู้สึกว่าบรรดาผู้เล่นของ ยูไนเต็ด ซึ่งพวกเขาเชื่อว่ามีศักยภาพเพียงพอที่จะพาทีมไปเล่นแชมเปี้ยนส์ลีกได้นั้น กำลังทำผลงานได้ต่ำกว่ามาตรฐานอย่างมาก และควรมีส่วนรับผิดชอบต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย

ดูเหมือนว่าทุกคนจะมีความตั้งใจร่วมกันที่จะช่วยเหลือ คาร์ริค โดยผู้เล่นคนหนึ่งกล่าวกับ บีบีซี ว่า "ความรู้สึกในตอนนี้คือเราทุกคนต้องการแก้ไขสถานการณ์ให้ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่น ทีมงาน หรือทุกคนในสโมสร"

ยังไม่มีความชัดเจนว่าคำว่า "เรา" นี้รวมถึง บรูโน่ ด้วยหรือไม่ และ บีบีซี ก็ไม่ทราบว่ามีการพูดคุยอะไรกันบ้างระหว่างกัปตันทีมรายนี้กับผู้จัดการทีม

แน่นอนว่าการปลดกุนซือและทีมงานของเขาออกไปนั้นทำได้ง่ายกว่าการเปลี่ยนแปลงผู้เล่นทั้งทีม และหากผลงานยังไม่ดีขึ้น คาร์ริค ก็จะต้องไปอยู่ดี

อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ ปีศาจแดง รายหนึ่งกล่าวว่า "ตามปกติแล้ว ไมเคิ่ล คงจะต้องถูกไล่ออกไปแล้ว ผลงานสองนัดล่าสุดถือว่ายอมรับไม่ได้เลย และวินัยในทีมก็พังทลายลง การที่เขายังคงอยู่ในตำแหน่งจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจและมีความเสี่ยงสูง"

คนที่มองโลกในแง่ร้ายอาจแย้งว่า เหตุผลหลักที่ คาร์ริค ยังคงได้ทำหน้าที่ต่อ เป็นเพราะสโมสรไม่สามารถหาตัวแทนเข้ามาคุมทีมได้ทันก่อนเกมที่จะพบกับ เชลซี นอกจากนี้ ทีมงานโค้ชบางส่วนที่ ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์ (ปัจจุบันคุมทีมชุดยู-18) เคยดึงเข้ามาช่วยในช่วงที่เขาทำหน้าที่เป็นผู้จัดการทีมชั่วคราวเมื่อเดือนมกราคม ขณะนี้ก็ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานทีมชุดใหญ่แล้ว

ตามที่สื่อต่างรายงานไปเมื่อวันจันทร์ ยูไนเต็ด เคยพิจารณาตัวเลือกอย่าง เอ็ดดี้ ฮาว และ ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ ในระหว่างที่กำลังชั่งใจว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหรือไม่

หากตัดสินใจแต่งตั้ง ฮาว สโมสรจะต้องจ่ายค่าชดเชยจำนวนมหาศาลให้กับ นิวคาสเซิ่ล ซึ่งเป็นต้นสังกัดเดิมของเขาตามสัญญาเดิมที่เหลือด้วย ผู้สังเกตการณ์บางคนมองว่าค่าชดเชยเหล่านี้อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ ผีแดง ลังเลที่จะตัดสินใจเปลี่ยนแปลง เนื่องจากที่ผ่านมาสโมสรได้ใช้เงินจำนวนมากไปกับการจ้างและปลดผู้จัดการทีมมาแล้ว

นอกจากนี้ สื่ออย่าง บีบีซี ยังได้รับข้อมูลว่า อันโตนิโอ คอนเต้ อดีตผู้จัดการทีม เชลซี พร้อมที่จะพูดคุยเกี่ยวกับตำแหน่งนี้ แม้ว่าจะยังไม่มีการติดต่อโดยตรงเกิดขึ้นก็ตาม

ทั้งสามคนในตอนนี้ต่างว่างงาน เช่นเดียวกับ คีแรน แม็คเคนน่า ที่เคยร่วมงานกับ คาร์ริค ในทีมงานโค้ชของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่ ยูไนเต็ด ก่อนจะย้ายไปคุม อิปสวิช

อูไน เอเมรี่ นายใหญ่ แอสตัน วิลล่า ก็ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจาก ยูไนเต็ด แต่สโมสรก็ยอมรับความจริงที่ว่าโอกาสในการดึงตัวกุนซือชาวสเปนจากถิ่นวิลล่า พาร์ค นั้นริบหรี่มาก


แล้ว แบร์ราด้า กับ วิลค็อกซ์ ล่ะ?

อนาคตของ วิลค็อกซ์ ก็ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดเช่นกัน

แหล่งข่าวใกล้ชิดกับ ยูไนเต็ด รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่อดีตปีกซ้าย แบล็คเบิร์น และ ลีดส์ จะต้องเสียตำแหน่งในที่สุด หากมีการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมเป็นครั้งที่สามในรอบสามฤดูกาล

มีความเห็นใจ วิลค็อกซ์ อยู่บ้าง เพราะเขาไม่ได้เป็นคนกำหนดงบประมาณการซื้อขายนักเตะในช่วงซัมเมอร์ ขณะที่บางคนกล่าวว่า เซอร์ จิม ได้จัดสรรงบประมาณจำนวนมากสำหรับการซื้อขายนักเตะตั้งแต่เข้ามาดูแลฝ่ายฟุตบอลในช่วงต้นปี 2024 รวมถึงการอัดฉีดเงินส่วนตัว 300 ล้านปอนด์เข้าสู่สโมสรด้วย

ในขณะที่แฟนบอลซึ่งไม่พอใจอาจชี้ให้เห็นถึงการดึงตัวนักเตะจากทีมอย่าง เบรนท์ฟอร์ด และ ไบรท์ตัน มาเป็นหลักฐานว่าสามารถเซ็นสัญญานักเตะฝีเท้าดีได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าตัวมหาศาล แต่ตัวเลือกสำหรับสโมสรใหญ่ๆ อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด กลับมีน้อยมากในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะซัมเมอร์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการอธิบายว่าทำไมจึงตัดสินใจเน้นการเสริมทัพในแดนกลางเมื่อช่วงซัมเมอร์ แทนที่จะแก้ไขปัญหาแบ็กซ้ายและกองหน้าตัวเป้าอย่างชัดเจน อาการบาดเจ็บของ ลุค ชอว์ และ เบนจามิน เชชโก้ ทำให้ปัญหานี้รุนแรงขึ้นไปอีก

บุคคลสำคัญอีกคนในวงการฟุตบอลบอกกับ บีบีซี ว่าทั้ง วิลค็อกซ์ และ แบร์ราด้า อาจอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยง ซึ่งบ่งชี้ว่า เซอร์ จิม อาจกำลังพิจารณาปรับเปลี่ยนทีมงานระดับสูงในวงกว้าง

อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ ทุกคนต่างมุ่งความสนใจไปยังสแตมฟอร์ด บริดจ์ โดย คาร์ริค มีกำหนดจะแถลงข่าวต่อหน้าสื่อในวันพฤหัสบดีนี้


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})