จะถึงขนาดต้องหนีตายจริงดิ?
ครั้งหนึ่ง คาร์ริค เคยสัมผัสประสบการณ์การตกชั้นมาแล้ว สมัยที่ยังเป็นนักเตะของ เวสต์แฮม ในช่วงเริ่มต้นอาชีพ
ฤดูกาล 2002-03 เวสต์แฮม ถูกมองว่ามีศักยภาพสูงเกินกว่าจะตกชั้น นอกจาก คาร์ริค แล้ว พวกเขายังมี เดวิด เจมส์ ผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษอยู่ในทีม อีกทั้งยังมีทั้ง โจ โคล, เจอร์เมน เดโฟ และ เทรเวอร์ ซินแคลร์ ซึ่งต่างลงสนามให้ทีมรวมทุกรายการไปมากกว่า 40 นัด
ทว่าสุดท้ายพวกเขากลับต้องตกชั้น โดยจบฤดูกาลในอันดับที่ 3 จากท้ายตารางด้วยการมี 42 แต้ม ซึ่งถือเป็นสถิติคะแนนสูงสุดของทีมที่ต้องตกชั้นในยุคพรีเมียร์ลีกที่แข่งขันกัน 38 นัด
หากลองเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดขึ้น ปัจจุบัน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เก็บได้เพียง 7 แต้มจาก 9 นัด ซึ่งหากรักษาอัตราการเก็บแต้มเช่นนี้ไปจนจบฤดูกาล พวกเขาก็จะทำคะแนนได้ไม่ถึง 30 แต้มด้วยซ้ำ
แล้วแบบนี้ ยูไนเต็ด กำลังมุ่งหน้าสู่สถานการณ์ที่ต้องดิ้นรนหนีการตกชั้นจริงๆ จังๆ แล้วป่ะเนี่ย?
คุณคงต้องมีอายุใกล้แตะ 60 ปีถึงจะพอจำได้ว่าครั้งล่าสุดที่ ยูไนเต็ด ตกชั้นเกิดขึ้นเมื่อไหร่
ตำนานเล่าขานกันว่า เดนิส ลอว์ อดีตนักเตะของทีมเป็นคนส่ง ยูไนเต็ด ตกชั้นด้วยลูกตอกส้นสุดกวนที่เขาไม่ได้แสดงอาการดีใจแต่อย่างใดในตอนที่เขาย้ายไปเล่นให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปีศาจแดง ก็อยู่ในสถานการณ์ที่ยากจะรอดพ้นอยู่ก่อนแล้วภายใต้การคุมทีมของ ทอมมี่ ด็อคเฮอร์ตี้
นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 1986 เป็นต้นมา ยูไนเต็ด ไม่เคยหล่นไปอยู่ในโซนตกชั้นหลังจากผ่านไปแล้ว 9 นัด หรือมากกว่านั้นเลย ครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นคือช่วงเวลาที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เข้ามารับตำแหน่งต่อจาก รอน แอ็ตกินสัน โดยในสองนัดแรกภายใต้การคุมทีมของเขานั้น ทีมเก็บได้เพียงคะแนนเดียว
นับจากเวลานั้น อันดับต่ำที่สุดที่ทีมเคยทำได้หลังจากผ่านไปอย่างน้อย 9 นัดในซีซั่นเดียว คือที่ 17 ในฤดูกาล 1989-90 ซึ่งปัจจุบันพวกเขากลับไปอยู่ในจุดนั้นอีกครั้ง โดยมีสาเหตุหลักมาจากผลการแข่งขันของทีมอื่นๆ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
ขณะนี้ทีมของ คาร์ริค ไม่เฮมา 9 นัดติดต่อกันในทุกรายการ ซึ่งถือเป็นสถิติที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1988-89 โดยชัยชนะเพียงนัดเดียวในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้เกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม เมื่อพวกเขาพลิกกลับมาชนะ อิปสวิช ได้ในบ้าน
แน่นอนว่าแฟนบอล ยูไนเต็ด เพิ่งจะผ่านประสบการณ์เห็นทีมของตัวเองอยู่ในอันดับท้ายตารางมาหมาดๆ โดยในฤดูกาล 2024-25 ทีมเคยรั้งอันดับที่ 16 ภายใต้การคุมทีมของ รูเบน อาโมริม หลังจากผ่านไป 37 นัด ในตอนนั้นพวกเขายังมีคะแนนนำหน้า เลสเตอร์ ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 18 ถึง 14 คะแนน ดังนั้นตลอดฤดูกาลที่ยากลำบากนั้น ทีมจึงไม่เคยตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะต้องตกชั้นเลยแม้แต่น้อย
สโมสรหนึ่งที่เคยตกอยู่ในความเสี่ยงจริงๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาคือ สเปอร์ส ซึ่งเคยรั้งอันดับสามจากท้ายตารางและมีคะแนนตามหลัง เวสต์แฮม อยู่ 2 แต้ม กับ 4 เกมสุดท้ายของซีซั่นที่แล้ว
ดังนั้น เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้จริง แม้ว่าโอกาสที่สโมสรซึ่งคาดว่าจะมีรายได้มากกว่า 700 ล้านปอนด์ในฤดูกาลนี้จะจบลงด้วยการอยู่ใน 3 อันดับสุดท้ายนั้นถือว่ามีความเป็นไปได้น้อยมากก็ตาม
"คุณจะมองแบบนั้นก็ได้ หรือคุณจะมองว่าหากเราสามารถเอาชนะได้ เราก็มีโอกาสขยับอันดับขึ้นไปในตารางคะแนนได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน" คาร์ริค ตอบเมื่อถูกถามว่าลูกทีมของเขามีความพร้อมสำหรับ 'การปรับเปลี่ยนทัศนคติ' ที่จำเป็นต่อการรับมือกับสถานการณ์ในปัจจุบันหรือไม่
"นั่นคือวิธีที่ต้องใช้ในการรับมือกับเรื่องนี้"
แต่ดังที่ คาร์ริค ได้กล่าวไว้ว่า หากต้องการกอบกู้สถานการณ์ของตนเอง ยูไนเต็ด จำเป็นต้องเอาชนะให้ได้
โปรแกรมถัดไปของพวกเขาคือการพบ แอสตัน วิลล่า ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ในวันที่ 8 พฤศจิกายน โดยในบรรดา 7 นัดหลังจากนั้น พวกเขามีคิวอ้วกแตกที่ต้องออกไปเยือนทั้ง ลิเวอร์พูล, นิวคาสเซิ่ล และ อาร์เซน่อล
จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับอนาคตของ คาร์ริค แม้ว่าก่อนความพ่ายแพ้เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จะมีการคาดการณ์กันว่าเขาจะยังคงทำหน้าที่คุมทีมต่อไปในเกมแชมเปี้ยนส์ลีก ที่จะพบกับ โรม่า ในวันอังคารนี้ก็ตาม
ทว่าสถานการณ์ในตอนนี้ถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จึงไม่มีใครสามารถระบุได้อย่างแน่ชัดว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป สิ่งที่เห็นได้ชัดคือผู้เล่นหลายคนจำเป็นต้องยกระดับผลงานของตนเองขึ้นมา
ในเกมพบ วิลล่า ยูไนเต็ด จะหมดสิทธิ์ใช้งานผู้เล่นคนหนึ่ง นั่นคือ ลีซานโดร มาร์ตีเนซ ซึ่งติดโทษแบนหลังจากได้รับใบแดงในเกมกับ เชลซี โดยเหตุการณ์ดังกล่าวถูก ดาร์เรน แคนน์ อดีตผู้ตัดสินในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก วิจารณ์ว่าเป็นสิ่งที่ "อธิบายไม่ได้"
อนาคตของ มาร์ตีเนซ กับสโมสรยังคงไม่มีความแน่นอน แต่ที่แน่ๆ คือเขาไม่สามารถย้ายทีมได้ก่อนช่วงเดือนมกราคมเป็นอย่างน้อย
สัญญาของเขากำลังจะหมดลงในช่วงซัมเมอร์นี้ ประกอบกับประวัติอาการบาดเจ็บที่ไม่สู้ดีของกองหลังอาร์เจนตินา ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า สโมสรควรจะใช้เงื่อนไขขยายสัญญาเพื่อรั้งตัวเขาไว้ใช้งานต่ออีกหนึ่งปีหรือไม่
เรื่องการเงินหากตกชั้นล่ะ?
แม้จะเพิ่งผ่านไปเพียง 9 นัด แต่การจะเจาะลึกถึงผลกระทบที่แท้จริงหากทีมต้องตกชั้นนั้นอาจยังเร็วเกินไป ทว่าตัวเลขต่างๆ ก็น่าจะทำให้ต้องหยุดคิดทบทวนกันบ้าง
เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พอล ควินน์ บล็อกเกอร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินในวงการฟุตบอล ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม "ดิ เอสค์" ได้คำนวณไว้ว่า หาก สเปอร์ส ต้องตกชั้น พวกเขาจะสูญเสียรายได้รวมไปถึง 197 ล้านถึง 235 ล้านปอนด์
ฐานะหนึ่งในสโมสรที่ได้รับส่วนแบ่งรายได้จากค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดสูงที่สุดในลีก เงินชดเชยสำหรับทีมที่ตกชั้นย่อมไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมความสูญเสียดังกล่าวของทีมได้เลย
นอกจากนี้ ดูเหมือนว่านักเตะในทีมส่วนใหญ่อาจไม่มีเงื่อนไขเรื่องการลดค่าเหนื่อยในกรณีที่ทีมตกชั้น และแม้ว่าสโมสรจะมีรายได้เชิงพาณิชย์มหาศาล แต่ก็ยังไม่แน่ชัดว่ารายได้ส่วนนี้จะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้างจากเงื่อนไขสัญญาต่างๆ ที่อาจมีผลบังคับใช้หากทีมต้องตกชั้น
ปัจจุบันสโมสรยังมีภาระหนี้สินสูงถึง 1.15 พันล้านปอนด์ ซึ่งประกอบไปด้วยหุ้นกู้ที่เพิ่งมีการเจรจาปรับเงื่อนไขใหม่เมื่อเดือนมิถุนายนโดยมีอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น รวมถึงวงเงินสินเชื่อหมุนเวียน และค่าตัวนักเตะที่ยังค้างชำระอยู่
ขณะเดียวกัน สโมสรกำลังเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากแฟนบอล ก่อนจะสรุปแผนการสร้างสนามแห่งใหม่ ซึ่งมีกำหนดจะยื่นเสนอแผนดังกล่าวในช่วงปลายปี 2027 หรือต้นปี 2028
ในเกมแพ้ เชลซี แฟนบอลของทีมได้ร่วมกันตะโกนแสดงจุดยืนคัดค้านโครงการสร้างสนามแห่งใหม่อีกครั้ง
สถานการณ์นี้มีความซับซ้อน แม้โอกาสที่เหตุการณ์เลวร้ายที่สุดจะกลายเป็นความจริงนั้นดูเป็นไปได้ยากมาก แต่การที่ทีมตกมาอยู่ในจุดนี้ได้ ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนว่าฟอร์มการเล่นของพวกเขาย่ำแย่เพียงใด

