"มวยไม่มีผลเสมอ" ผิดกฏหมายหรือไม่ ?
กลายเป็นประเด็นร้อนที่สั่นสะเทือนวงการมวยไทย เมื่อ "อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์" ในฐานะโปรโมเตอร์ป้ายแดงแห่งค่าย "ท็อปแฟร์รี่ ยิม" และ "ซ้อเอ๋ เมืองนนท์" ประกาศนโยบายจัดมวยรูปแบบใหม่ที่ "ต้องมีผู้แพ้และผู้ชนะเท่านั้น" โดยจะไม่มีผลเสมอ เพื่อหวังดึงดูดแฟนมวยและเพิ่มความสนุกเร้าใจ จนทำให้ "อ.เฉลิม ประหยัดทรัพย์" จากอนุกรรมการพัฒนาผู้ตัดสินฯ (สคม.) ต้องออกโรงเตือนว่าการกระทำดังกล่าวอาจขัดต่อระเบียบและเสี่ยงผิดกฎหมาย พรบ.มวย
ปมปัญหา: กฎกติกาภาค 1 vs ภาค 4
หัวใจสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่การตีความกฎระเบียบของ สำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย (กกท.) ซึ่งมีการแบ่งหมวดหมู่กติกาการแข่งขันไว้ชัดเจน:
-
มวยภาค 1 (มวยไทยมาตรฐาน): คือรูปแบบที่เราคุ้นเคยกันในเวทีราชดำเนินหรือลุมพินี ชก 5 ยก มีคะแนนแต่ละยก และมีผล "เสมอ" ได้หากคะแนนรวมออกมาเท่ากัน
-
มวยภาค 4 (มวยไทยอาชีพรูปแบบพิเศษ): คือการแข่งขันที่อนุญาตให้ปรับเปลี่ยนกติกาได้ เช่น ชก 3 ยก, การตัดสินที่ต้องมีผู้ชนะ (เช่น ศึก RWS หรือ ONE ลุมพินี) เพื่อให้เกิดความกระชับและเร้าใจ
อ.เฉลิม มองว่าหากโปรโมเตอร์ต้องการจัดมวย "ไม่มีผลเสมอ" จะต้องยื่นเรื่องขออนุญาตเปลี่ยนรูปแบบการจัดจากภาค 1 เป็นภาค 4 ต่อ กกท. ให้ถูกต้องเสียก่อน หากยังใช้ใบอนุญาตแบบภาค 1 แต่สั่งห้ามผู้ตัดสินลงคะแนนเสมอ จะถือว่าเป็นการแทรกแซงการทำหน้าที่และขัดต่อ พรบ.มวย ซึ่งหากมีการร้องเรียนหรือมีการพนันเข้ามาเกี่ยวข้อง อาจนำไปสู่โทษทางอาญา
มุมมองฝั่งโปรโมเตอร์: "สิทธิ์อันชอบธรรม" หรือ "ท้าทายกฎ?"
ทางด้าน อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ในฐานะนักกฎหมายและโปรโมเตอร์ มองเห็นต่างออกไป โดยมองว่าการกำหนดกติกาให้มีผู้ชนะเป็นสิทธิ์ของฝ่ายจัดเพื่อยกระดับวงการมวยไทยให้ทันสมัยเหมือนมาตรฐานสากล และเชื่อว่าไม่ได้ขัดต่อตัวบทกฎหมาย พรบ.มวย โดยตรง เนื่องจากเป็นการตกลงกันก่อนการแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม ในแง่ของ นิติศาสตร์ การจัดมวยไทยอาชีพในประเทศไทยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กกท. ดังนั้น "ระเบียบ" จึงมีสถานะเป็นกฎหมายลูกที่ผู้ถือใบอนุญาตต้องปฏิบัติตาม การจะอ้างสิทธิ์ในการจัดโดยไม่สนระเบียบที่วางไว้อาจเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้ถูกฟ้องร้องได้
บทวิเคราะห์: ใครผิดใครถูก?
หากวิเคราะห์อย่างเป็นกลาง ปัญหานี้ไม่ได้มีใคร "ผิด" ในเชิงเจตนารมณ์ เพราะทั้งสองฝ่ายต่างต้องการเห็นวงการมวยไทยพัฒนา แต่สิ่งที่ "ผิด" อาจเป็น "ขั้นตอนทางธุรการ"
-
ความถูกต้องทางระเบียบ: ฝั่ง อ.เฉลิม พูดถูกในแง่ของ "ขั้นตอน" หากโปรโมเตอร์ต้องการฉีกกฎมวยไทยเดิมๆ ต้องทำตามแพลตฟอร์ม "มวยไทยภาค 4" เหมือนที่ RWS ทำ เพื่อให้กฎกติกานั้นรองรับด้วยกฎหมายอย่างสมบูรณ์ ป้องกันปัญหาเรื่องผลการตัดสินที่อาจกระทบต่อการพนันหรือผลประโยชน์ส่วนได้ส่วนเสีย
-
ความล้าหลังของข้อบังคับ: ปัญหานี้สะท้อนให้เห็นว่า กฎระเบียบมวยไทยบางอย่างอาจไม่เอื้อต่อการทำธุรกิจมวยยุคใหม่ ทำให้โปรโมเตอร์รู้สึกว่าขั้นตอนการขออนุญาตมีความยุ่งยากซับซ้อน จนอยากจะใช้อำนาจของตนเองในการกำหนดทิศทางรายการ
บทสรุปและทางออก
เรื่องนี้จะจบลงได้หากมีการพบกันครึ่งทาง โดยโปรโมเตอร์ควรดำเนินการยื่นเอกสารขอจัดในรูปแบบ "มวยไทยอาชีพภาค 4" ให้เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันทางกฎหมายให้ตัวเองและตัวผู้ตัดสิน เพราะหากเกิดกรณี "กรรมการตัดสินเสมอแต่โปรโมเตอร์ไม่ให้เสมอ" ผู้ที่เดือดร้อนที่สุดคือผู้ตัดสินที่อาจโดนตั้งกรรมการสอบสวน
การพัฒนามวยไทยให้สนุกเป็นเรื่องดี แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของกติกาที่สากลยอมรับ เพื่อป้องกันไม่ให้เสน่ห์ของมวยไทยถูกทำลายด้วยปัญหาความขัดแย้งทางข้อกฎหมายในระยะยาว

