"รถถัง" ต้องเลือกระหว่าง นักมวย หรือ อินฟลู
จากวีรบุรุษผู้เป็นความภาคภูมิใจของชาติ กลับกลายเป็นเป้าวิจารณ์อย่างหนักหนาสาหัสที่สุดในชีวิตการค้าแข้ง อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ยอดมวยเบอร์หนึ่งของโลกตกลงสู่หุบเหวแห่งความผิดหวังเช่นนี้?
ประเด็นที่สร้างความร้าวรานใจให้แก่แฟนมวยมากที่สุด ไม่ใช่ภาพที่รถถังโดนหมัดของทาเครุจนลงไปกอง แต่คือ "คำสารภาพ" หลังการชกที่ทำลายเกียรติยศของตัวเขาเองอย่างสิ้นเชิง
การที่รถถังออกมาให้สัมภาษณ์ว่าตนเองขึ้นชกด้วยสภาพร่างกายเพียง 1% และ "แทบไม่ได้ซ้อม" เพราะมัวแต่กังวลเรื่องสัญญากับต้นสังกัด ONE Championship นั้น คือดาบสองคมที่กลับมาทิ่มแทงตัวเองอย่างรุนแรง
ในมุมของความเป็นมืออาชีพ: มันคือการยอมรับว่าเขาละเลยหน้าที่ และไม่ให้เกียรติอาชีพที่ทำให้เขาเลี้ยงดูครอบครัวได้
ในมุมของน้ำใจนักกีฬา: มันคือการดูถูกชัยชนะของทาเครุอย่างร้ายกาจ ราวกับจะบอกว่า "ที่นายชนะได้ ไม่ใช่เพราะนายเก่ง แต่เพราะฉันไม่พร้อมเอง" ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาเคยน็อกยอดมวยญี่ปุ่นรายนี้มาแล้วในยกแรก จนเกิดความประมาทและชะล่าใจ
ในช่วงปีที่ผ่านมา เราเห็นภาพของ "รถถัง นักมวย" น้อยลงเรื่อยๆ แต่กลับเห็นภาพของ "รถถัง ดาวติ๊กต็อก" หรือ "รถถัง นักบอลเดินสาย" มากขึ้นอย่างผิดหูผิดตา
การใช้ชีวิตท่ามกลางแสงสีและการเป็นจุดสนใจของสื่อโซเชียลไม่ใช่เรื่องผิด แต่สำหรับนักกีฬาอาชีพ "ระเบียบวินัย" คือลมหายใจ รถถังเริ่มหลงทิศทางไปกับกิจกรรมที่เสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บ เช่น การเล่นฟุตบอลในเวลาที่ควรเข้าค่ายซ้อม หรือการใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำคอนเทนต์ไร้สาระเพื่อแลกกับยอดไลก์
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ "คนรอบข้าง" ทั้งกลุ่มเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง หรือแม้แต่นักมวยร่วมก๊วน ที่ดูเหมือนจะมองรถถังเป็นแหล่งผลิต "เอนเกจเมนท์" ชั้นดี ทุกอิริยาบถของเขาถูกนำมาลงหน้าจอมือถือเพื่อเรียกยอดวิวให้ช่องตัวเอง จนหลงลืมไปว่าการกระทำเหล่านั้นกำลัง "สูบฉีด" เอาจิตวิญญาณนักสู้ของเขาสูญเสียไปทีละน้อย
คำถามที่ดังก้องในใจแฟนมวยตอนนี้คือ "รถถังคนเดิมหายไปไหน?" รถถังที่เดินหน้าท้าชนไม่กลัวตาย รถถังที่ซ้อมหนักเหมือนเป็นวันสุดท้ายของชีวิต และรถถังที่ให้เกียรติคู่ชกเสมอ
หากรถถังยังต้องการกู้ชื่อเสียงกลับคืนมา เขาต้องหยุดโทษสภาพแวดล้อม หยุดโทษสัญญา และหันกลับมาสำรวจตัวเองในกระจก สิ่งที่เขาต้องทำทันทีคือ:
ตระหนักในอาชีพ: เขาคือ "นักมวย" ไม่ใช่ "ดารา" รายได้และชื่อเสียงทั้งหมดมีรากฐานมาจากกำปั้นและหยาดเหงื่อบนเวที
ชำระล้างคนรอบข้าง: แยกแยะให้ออกว่าใครคือเพื่อนแท้ที่หวังดีต่ออาชีพ และใครคือคนที่หวังเพียงแค่ผลประโยชน์จากชื่อเสียงของเขา
ก้มหน้ายอมรับความพ่ายแพ้: เลิกหาข้ออ้าง 1% แล้วกลับเข้าค่ายซ้อมด้วยหัวใจ 100% เหมือนสมัยที่เขายังไม่มีอะไรเลย
รถถัง จิตรเมืองนนท์ กำลังยืนอยู่บนทางแยกที่สำคัญที่สุดในชีวิต
เส้นทางแรก: คือการมัวเมาในแสงสีโซเชียล ปล่อยให้ร่างกายและฝีมือถดถอยลงไปตามกาลเวลา จนสุดท้ายชื่อของ "ไอรอนแมน" จะเป็นเพียงแค่ตำนานที่ถูกลืม
เส้นทางที่สอง: คือ ยอมรับความผิดพลาด และกลับมาพิสูจน์ตัวเองในสังเวียน ไม่ว่าจะเป็นใน ONE Championship หรือที่ใดก็ตาม ด้วยฟอร์มการชกที่ดุดันและใจสู้แบบเดิม
แฟนมวยชาวไทยพร้อมจะให้อภัยเสมอสำหรับคนที่ยอมรับผิดและแก้ไข แต่หากเขายังเลือกที่จะเป็นเพียง "หุ่นเชิด" ในโลกคอนเทนต์ วันหนึ่งที่แสงไฟบนเวทีดับลง เขาอาจจะพบว่าสิ่งที่เหลืออยู่รอบตัว มีเพียงความว่างเปล่าและความเสียดายที่ไม่อาจเรียกคืนได้อีกเลย

