ดราม่า สนั่น "สันป่าตอง" กรรมการแผลงฤทธิ์อีกแล้ว
วงการมวยบ้านเรานี่แปลกนะครับ บทจะดีก็ดีใจหาย บทจะพังก็พังเพราะเรื่องเดิมๆ ที่แก้กันไม่ตกสักที วันนี้ในฐานะคนข่าวที่กินนอนอยู่กับกลิ่นสาบและนวมมาค่อนชีวิต เห็นโพสต์ของ “เดียร์ เกียรติเพชร” คนหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงสายเลือดเนื้อแท้ของค่ายใหญ่วิกหมอชิตแล้ว มันทำให้ผมนิ่งคิดและปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สิ่งที่เขาพูดคือความจริงที่คนมวยกลืนไม่เข้าคายไม่ออกมาโดยตลอด โพสต์สั้นๆ แต่ทิ่มแทงใจดำคนทั้งวงการเรื่องดราม่า “ไม่ทิ้งน้องไว้ข้างหลัง... ศึกสันป่าตอง” มันสะท้อนภาพกว้างของวิกฤตศรัทธาที่กำลังกัดกินวงการมวยไทยอย่างรุนแรง
ลองมาแกะรอยและวิเคราะห์สถานการณ์นี้กันแบบตรงไปตรงมา ตามภาษาคนหมัดมวยครับ
สิ่งแรกที่ต้องยอมรับและปรบมือให้ดังๆ คือความใจถึงของ “พี่แอ๊ด สันป่าตอง” คนจัดรายการนี้ การลงทุนจัดมวยในยุคปัจจุบันที่ไม่ใช่ยุคทองเฟื่องฟูเหมือนอดีต การกล้าทุ่มทุนสร้างระดับ “มากกว่า 2 ล้านบาท” ในต่างจังหวัด ไม่ใช่เรื่องที่ใครก็ทำได้ มันต้องใช้ทั้งทุนทรัพย์ คอนเนกชัน และที่สำคัญที่สุดคือ "ใจ" ที่รักในศิลปะมวยไทยอย่างแท้จริง
เดียร์ เกียรติเพชร เองก็เปิดหัวโพสต์ด้วยความชื่นชมอย่างจริงใจ เพราะในฐานะคนทำมวย เขาย่อมรู้ดีว่าเงินทุกบาทที่หมุนเวียนในรายการใหญ่ขนาดนี้ มันหมายถึงปากท้องของนักมวย เทรนเนอร์ และค่ายมวยตัวเล็กตัวน้อยอีกมากมาย การจัดมวยดีๆ ให้คนดูได้ชม ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและสืบสานวัฒนธรรมอย่างดีเยี่ยม ซึ่งผลตอบแทนในตอนแรกก็สวยงาม แฟนเจเนอเรชันใหม่และเก่าแห่กันเข้ามาชมจนวิกแทบแตก ทุกอย่างทำท่าว่าจะจบลงด้วยรอยยิ้มและความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของทีมงานสันป่าตอง
"เหมือนทุกอย่างจะดีไปหมด แต่แล้วท้ายสุด กรรมการก้อยังทำหน้าที่ผิดพลาด ตัดสินค้านสายตาแบบสุดโต่ง..."
คำพูดนี้ของเดียร์คือระเบิดเวลาที่ซ่อนอยู่ใต้พรม วงการมวยไทยขับเคลื่อนด้วยสองสิ่งหลักๆ คือ "ฝีมือนักมวย" และ "ความยุติธรรมของกรรมการ" ต่อให้โปรโมเตอร์จะคัดมวยคู่เอกคู่รองมาได้ดุเดือดเลือดพล่านขนาดไหน นักมวยจะซ้อมมาเลือดตาแทบกระเด็นเป็นเดือนๆ เพื่อโชว์ผลงานที่ดีที่สุดบนผืนผ้าใบ แต่ถ้า "ปลายปากกา" ของผู้ห้ามบนเวทีและกรรมการข้างล่างไม่ได้ตัดสินไปตามเนื้อผ้า ทุกอย่างที่ทำมาก็กลายเป็นศูนย์
คำว่า "ตัดสินค้านสายตาแบบสุดโต่ง" ในมุมมองของคนมวยที่มีประสบการณ์ระดับเดียร์ เกียรติเพชร ไม่ใช่คำพูดที่กล่าวเกินจริง เพราะคนที่อยู่หน้าเสื่อ คลุกคลีกับการให้คะแนนมาตลอด ย่อมมองออกว่าทรงมวย อาวุธมวย และการเข้าทำในแต่ละยกควรจะเป็นอย่างไร การที่กรรมการตัดสินสวนทางกับความเป็นจริงจนทำให้ "คนดูบางส่วนต้องหนีกลับบ้านก่อนมวยจบ" มันคือสัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤต มันไม่ใช่แค่การเดินหนีเพราะเบื่อ แต่มันคือการเดินหนีเพราะ "หมดศรัทธา"
ความรู้สึกสะเทือนใจที่สุดในโพสต์นี้คือประโยคสุดท้ายที่ว่า "รู้สึกแย่วะ เบิ่ดคำสิเหว่า (หมดคำจะพูด)" มันสะท้อนถึงความอัดอั้นตันใจของคนรุ่นใหม่ที่อยากเห็นวงการมวยไทยพัฒนาไปข้างหน้า ทัศนีย์ภาพของวงการมวยในปัจจุบันถูกตั้งคำถามอย่างหนักเรื่องความโปร่งใส ปัญหาเรื่องราคาต่อรอง พนัน และอิทธิพลเหนือกรรมการ กลายเป็นมะเร็งร้ายที่เกาะกินจิตวิญญาณของกีฬาชนิดนี้
ลองคิดดูเล่นๆ ครับว่า ถ้าคุณเป็นโปรโมเตอร์ ลงทุนลงแรงไปเป็นล้าน หวังสร้างชื่อเสียง สร้างความสุขให้คนดู แต่กลับต้องมาพังพินาศเพราะความผิดพลาดของกรรมการไม่กี่คน มันคุ้มกันไหม? สิ่งนี้ทำให้คนตั้งใจจริงเริ่มถอยหนี คนรุ่นใหม่เริ่มไม่อยากเข้ามาลงทุน และสุดท้ายวงการมวยก็จะวนเวียนอยู่กับที่ ไม่สามารถยกระดับเป็น Global Sport หรือ Soft Power ได้อย่างแท้จริงตามที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองชอบอ้างกัน
สถานการณ์ดราม่า “ไม่ทิ้งน้องไว้ข้างหลัง... ศึกสันป่าตอง” ครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนราคาแพงและเป็นกระจกบานใหญ่ที่ส่องให้เห็นว่า "ต่อให้ระบบการจัดมวยจะดีเลิศเลอขนาดไหน แต่ถ้าระบบการตัดสินยังตามไม่ทัน หรือยังไร้ซึ่งมาตรฐานที่โปร่งใส วงการมวยไทยก็คงก้าวไปไม่ไกลกว่าที่เป็นอยู่"
สิ่งที่คณะกรรมการเทคนิค หรือหน่วยงานที่ควบคุมดูแลผู้ตัดสินต้องทำในตอนนี้ ไม่ใช่การออกมาแก้ตัวหรือปกป้องพวกพ้อง แต่คือการยอมรับความจริง สังคายนาระบบการให้คะแนน จัดอบรม และมีบทลงโทษที่เด็ดขาดสำหรับกรรมการที่ทำหน้าที่บกพร่อง เพื่อดึงศรัทธาของแฟนมวยและคนทำงานให้กลับคืนมา
ไม่อย่างนั้น คำว่า "วงการมวยก้อคงอยู่แค่นี้ละครับ" ของเดียร์ เกียรติเพชร จะกลายเป็นคำสาปแช่งที่กลายเป็นจริง และในอนาคตเราอาจจะไม่เหลือโปรโมเตอร์ใจถึงแบบพี่แอ๊ด สันป่าตอง มาลงทุนจัดมวยดีๆ ให้เราดูอีกต่อไป เพราะไม่มีใครอยากเอาเงินล้านมาทิ้งกับความไม่โปร่งใสบนผืนผ้าใบหรอกครับ!

