Eddie Hearn ชำแหละ "ความอัปยศ" ในส่วนแบ่งรายได้ UFC

วันจันทร์ที่ 08 มิถุนายน 2569 คอลัมน์ คลุกวงใน โดย นวมแดง
116
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ในโลกของกีฬาการต่อสู้ระดับโลก ไม่มีอะไรจะเร้าใจไปกว่าการปะทะกันของสองผู้ทรงอิทธิพลหลังฉาก ฝั่งหนึ่งคือ Dana White ประธาน UFC ผู้สร้างจักรวรรดิ MMA ที่ทรงพลังที่สุดในโลก อีกฝั่งคือ Eddie Hearn หัวเรือใหญ่แห่ง Matchroom Boxing โปรโมเตอร์มวยสากลอันดับต้นๆ ของโลก

แต่ในวันนี้ ไลน์การต่อสู้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในผืนผ้าใบหรือกรงเหล็กอีกต่อไป เมื่อ Hearn ก้าวข้ามเส้นแบ่งเข้ามารับบทบาท “ที่ปรึกษา” ให้กับ Tom Aspinall แชมป์โลกเฮฟวี่เวตของ UFC พร้อมกับทิ้งระเบิดลูกใหญ่ที่สั่นสะเทือนไปทั้งโครงสร้างธุรกิจของสมาคม ด้วยการตราหน้าโมเดลการจ่ายเงินของ UFC ว่า "น่าเกลียดน่าชังและไร้ความยุติธรรมอย่างสิ้นเชิง" (Obscene)

ชนวนเหตุจาก 1 ใน 50: ความจริงอันโหดร้ายของแชมป์โลกเฮฟวี่เวต

ความขัดแย้งครั้งนี้ปะทุขึ้นเมื่อ Hearn ออกมาเปิดเผยตัวเลขสัดส่วนรายได้ที่ Aspinall ได้รับจากการขึ้นชกในฐานะคู่เอกชิงแชมป์โลก โดยชี้ว่ามันเป็นตัวเลขที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนน่าใจหายเมื่อเทียบกับเม็ดเงินทั้งหมดที่โชว์นั้นหาได้

"เมื่อคุณได้รับส่วนแบ่งเพียงแค่ 1 ใน 50 (หรือประมาณ 2%) จากรายได้รวมของโชว์ ทั้งที่คุณขึ้นชกเป็นคู่เอกชิงแชมป์โลกเฮฟวี่เวตของ UFC ใครหน้าไหนจะกล้าบอกว่านี่คือความยุติธรรม?" - Eddie Hearn

Hearn แจกแจงให้เห็นภาพที่ชัดเจนและโหดร้ายยิ่งขึ้น โดยอ้างอิงถึงอาการบาดเจ็บของ Aspinall ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดดวงตาถึง 4 ครั้ง หลังจากการไฟต์ล่าสุดกับ Ciryl Gane เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว

ในมุมมองของโปรโมเตอร์มวยระดับโลกอย่าง Hearn การที่นักชกต้องเอาชีวิตและสุขภาพเข้าแลกในกรงเหล็ก แต่กลับได้เงินค่าตัวที่เมื่อหักภาษีและค่าใช้จ่ายในค่ายซ้อมแล้ว "ไม่ใกล้เคียงกับเลข 7 หลัก (ล้านดอลลาร์) เลยด้วยซ้ำ" ในขณะที่ศึกนั้นทำเงินได้สูงถึง 50 ล้านดอลลาร์ มันคือสิ่งที่เขารับไม่ได้ และตั้งคำถามตรงๆ ว่า "คุณจะเสี่ยงชีวิตไปเพื่ออะไรกัน?"

มวยสากล vs MMA: โมเดลธุรกิจที่ต่างกันสุดขั้ว

ฐานะที่ผมคลุกคลีอยู่กับทั้งวงการมวยโลกและศึกษาระบบของ UFC มาอย่างยาวนาน สิ่งที่ Hearn พูดนั้นสะท้อนถึงโครงสร้างทางธุรกิจที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างสองวงการ:

  • โมเดลฝั่งมวยสากล (Boxing Model): นักมวยระดับซูเปอร์สตาร์หรือแชมป์โลก มีอำนาจต่อรองสูงมาก ผู้จัดการและโปรโมเตอร์จะเปิดเผยตัวเลขรายได้ใน "หม้อ" (The Pot) ทั้งหมดอย่างโปร่งใส และสัดส่วนส่วนใหญ่ประมาณ 80% ของรายได้จะตกเป็นของนักมวย
  • โมเดลฝั่ง UFC (MMA Monopoly): UFC ดำเนินธุรกิจในลักษณะผูกขาดและเป็นแบรนด์นำหน้าตัวนักกีฬา สัดส่วนรายได้ที่แบ่งให้นักกีฬาทั้งหมด (Fighter Pay Share) ถูกประมาณการว่าอยู่เพียงแค่ 13-18% ของรายได้รวมของบริษัทเท่านั้น ซึ่ง UFC ทำรายได้ทะลุ 800 ล้านดอลลาร์ต่อปี

ความเหลื่อมล้ำนี้เห็นได้ชัดขึ้นเมื่อ Dana White ประกาศรุกคืบเข้าสู่วงการมวยสากลภายใต้โปรเจกต์ Zuffa Boxing (ซึ่งมีการดึงตัว Conor Benn ศิษย์รักของ Matchroom ไปร่วมงานด้วย) บรรดานักมวยสากลที่ชกในรายการที่ White จัด กลับได้รับค่าตัวมากกว่านักสู้ในกรง UFC ถึง 15 เท่า ทั้งที่รายการมวยนั้นทำรายได้เพียง 1 ใน 5 ของศึก UFC ใหญ่ๆ ด้วยซ้ำ ซึ่ง Hearn มองว่านี่คือ "การตบหน้า" นักสู้ MMA อย่างรุนแรงจากความย้อนแย้งของ Dana White เอง

ไม่ให้เกียรติ และไร้การสนับสนุน: การเมืองภายในกรงเหล็ก

นอกเหนือจากเรื่องตัวเงินแล้ว Hearn ยังชี้ให้เห็นถึง "ความเย่อหยิ่ง" (Arrogance) ของ UFC ในการปฏิบัติต่อแชมป์โลกของตัวเองอย่าง Aspinall โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์น่าเหลือเชื่อหลายครั้ง:

  1. ศึก UFC London: แชมป์โลกเฮฟวี่เวตที่เป็นคนอังกฤษแท้ๆ กลับไม่ได้รับบัตรเชิญอย่างเป็นทางการ แต่มีเพียงข้อความส่งมาหาเขาก่อนเริ่มงานเพียง 1 ชั่วโมงเพื่อถามว่า "อยากมาไหม?" ทั้งที่เขาต้องใช้เวลาเดินทางถึง 4 ชั่วโมง
  2. ศึก UFC Freedom 250 (White House): ในศึกประวัติศาสตร์ที่จะจัดขึ้นที่ทำเนียบขาว (15 มิถุนายนนี้) ซึ่งมีคู่รองคือ Alex Pereira ปะทะ Ciryl Gane เพื่อชิงแชมป์เฉพาะกาล (Interim) โดยผู้ชนะจะต้องมาเจอกับ Aspinall เป็นรายต่อไป ทว่าทาง UFC กลับไม่มีการเชิญหรือตั๋วริงไซด์ให้กับ Aspinall เพื่อไปนั่งดูคู่ชกในอนาคตเลยด้วยซ้ำ

Hearn มองว่านี่คือความจงใจที่จะ "แช่แข็ง" (Freeze out) และตัดช่องทางการสร้างมูลค่าแบรนด์ (Brand Value) ของ Aspinall เพียงเพราะนักสู้รายนี้มีกลุ่มที่ปรึกษาที่รู้ทันเกมธุรกิจ

คำขาดถึง Dana White: จ่ายให้สมเกียรติ หรือปล่อยตัวไปซัด Francis Ngannou

แม้ Hearn จะออกตัวว่าเขาไม่ได้มาเพื่อยุยงให้ Aspinall ฉีกสัญญาหรือละเมิดข้อตกลงที่เซ็นไว้กับ UFC แต่เขาก็ยื่นคำขาดและข้อเสนอแนะที่น่าสนใจผ่านสื่ออย่างตรงไปตรงมา

"ถ้าคุณ (UFC) ไม่เห็นค่าในตัวเขา ไม่ให้การสนับสนุน ไม่สร้างโปรไฟล์ให้เขา ก็ปล่อยเขาไปซะ! ปล่อยเขาออกจากสัญญาอย่างสมเกียรติ"

Hearn เปิดเผยแผนการใหญ่ว่า หาก UFC ยอมปล่อยตัว Aspinall ออกจากกรงเหล็ก เขาพร้อมที่จะจับมือกับ Most Valuable Promotions (MVP) เพื่อจัดไฟต์หยุดโลกข้ามสายพันธุ์ระหว่าง Tom Aspinall vs. Francis Ngannou บนแพลตฟอร์ม MMA ใหม่ทันที ซึ่งเขาการันตีว่าไฟต์นี้จะยิ่งใหญ่ระดับอภิมหาศึก และจะทำให้ Aspinall ได้รับค่าเจ็บตัวมากกว่าที่รับอยู่กับ UFC ปัจจุบันถึง 10 เท่า เป็นอย่างน้อย

บทวิเคราะห์จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ: เกมนี้ใครจะชนะ?

ในฐานะนักข่าวกีฬาการต่อสู้ ผมมองว่าเกมนี้คือหมากรุกชิ้นสำคัญที่ Eddie Hearn เดินได้อย่างชาญฉลาดแต่ก็มีความเสี่ยงสูง:

ฝั่งความได้เปรียบของ Hearn & Aspinall

ฝั่งความได้เปรียบของ Dana White & UFC

ตัวเลขไม่โกหกใคร: ข้อเท็จจริงเรื่องส่วนแบ่งรายได้ 2% เป็นจุดตายที่ทำให้ UFC เสียภาพลักษณ์เรื่องความยุติธรรมต่อนักกีฬาเสมอมา

กฎหมายสัญญาที่รัดกุม: UFC มีสัญญาที่ขึ้นชื่อว่า "ดิกเตเตอร์" ที่สุด การฟ้องร้องหรือฉีกสัญญาก่อนกำหนดแทบเป็นไปไม่ได้

กระแสความสดและบารมีแชมป์: Aspinall คือหนึ่งในนักสู้เฮฟวี่เวตที่ดีที่สุดในโลกยุคนี้ การดองเขาไว้มีแต่จะทำให้มนต์ขลังของรุ่นยักษ์ลดลง

แบรนด์ UFC ใหญ่กว่านักสู้: Dana White พิสูจน์มาแล้วหลายครั้งว่า ต่อให้เสียสตาร์ดังไป (เช่น Ngannou) แบรนด์ UFC ก็ยังขายตั๋วและ PPV ได้อยู่ดี

บทสรุป: สงครามน้ำลายครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเงิน แต่อยู่ที่ "ศักดิ์ศรีและการควบคุม" Dana White จะไม่มีวันยอมก้มหัวให้โปรโมเตอร์มวยสากลอย่าง Eddie Hearn เข้ามาบงการในบ้านของตัวเองเด็ดขาด แต่ในขณะเดียวกัน เสียงตะโกนของ Hearn ก็ดังพอที่จะปลุกให้แฟนๆ และนักสู้คนอื่นในกรงเหล็กเริ่มหันมามองกระเป๋าเงินของตัวเองแล้วตั้งคำถามว่า... เรากำลังเอาชีวิตไปแลกกับเศษเงินขององค์กรพันล้านอยู่หรือเปล่า?

 


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด