ฟิวรี่ - โจชัว ศึกมวยโลกที่รอคอย ?
การรอคอยที่แสนยาวนานของแฟนกำปั้นทั่วโลกกำลังจะสิ้นสุดลง... ในวันที่ 11 ธันวาคมนี้ วงการมวยโลกรุ่นเฮฟวี่เวตจะต้องจารึกหน้าประวัติศาสตร์ใหม่อีกครั้ง เมื่อสองยอดมวยชาวบริติชที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุคอย่าง "เดอะ ยิปซี คิง" ไทสัน ฟิวรี่ (สถิติ ชนะ 36 แพ้ 2 เสมอ 1, ชนะน็อก 25 ครั้ง) และ "เอเจ" แอนโธนี่ โจชัว (สถิติ ชนะ 30 แพ้ 4, ชนะน็อก 26 ครั้ง) จะโคจรมาห้ำหั่นกันบนสังเวียนผ้าใบ ณ ปรินซิพาลิตี้ สเตเดียม เมืองคาร์ดิฟฟ์ ประเทศเวลส์ เพื่อชิงเข็มขัดแชมป์โลกเส้นที่ว่างอยู่ของสมาคมมวยโลก (WBA) รุ่นซูเปอร์เฮฟวี่เวต โดยไฟต์นี้จะเป็นคู่เอกในศึกของ The Ring ที่จะถ่ายทอดสดไปทั่วโลกผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งยักษ์ใหญ่อย่าง Netflix
รอยร้าว เรื่องเงิน และการเสียสละเพื่อมาตุภูมิ
กว่าที่ไฟต์หยุดโลกครั้งนี้จะอุบัติขึ้นบนแผ่นดินสหราชอาณาจักรได้ เบื้องหลังนั้นเต็มไปด้วยเรื่องราวของการเสียสละที่น่าเหลือเชื่อ เดิมทีศึกนี้ถูกวางแผนให้ไปจัดที่มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ณ สังเวียนระดับตำนานอย่าง เมดิสัน สแควร์ การ์เดน ในวันที่ 20 พฤศจิกายน ทว่า แอนโธนี่ โจชัว ได้ใช้เงื่อนไขในสัญญาของเขากับ Sela เพื่อยืนกรานความปรารถนาเดียว นั่นคือการนำไฟต์นี้กลับมาจัดที่บ้านเกิด
เอ็ดดี้ เฮิร์น โปรโมเตอร์คนดังแห่ง Matchroom Boxing ได้เปิดเผยเบื้องหลังสุดดราม่านี้ว่า โจชัว ยอมสูญเสียรายได้อย่างน้อย 10 ล้านปอนด์ (หรือประมาณ 13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อแลกกับการได้ชกต่อหน้าแฟนๆ ชาวบริติช เฮิร์นระบุว่า "ผู้คนเริ่มเรียกร้องว่า 'ได้โปรดนำไฟต์นี้กลับมาที่สหราชอาณาจักร' และเอเจก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกนั้น เพื่อจะเก็บไฟต์นี้ไว้ที่อังกฤษ เขาต้องปฏิเสธเงินก้อนโตระดับแปดหลัก ผมบอกเขาว่า 'นี่มันเงินของคุณนะ ผมตัดสินใจแทนไม่ได้' เขาถามผมกลับว่าผมคิดอย่างไร ผมจึงตอบไปว่า สหราชอาณาจักรคือที่ที่ไฟต์นี้ควรจะเกิดขึ้น แต่มันต้องแลกกับเงินมหาศาล และเขาก็ตอบกลับมาสั้นๆ แต่หนักแน่นว่า 'ช่างมันเถอะ เราจะทำมันในสหราชอาณาจักร'"
ทางด้าน เตอร์กิ อลาลชิคห์ ผู้จัดคนสำคัญจากซาอุดีอาระเบีย ได้เปิดเผยในงานแถลงข่าวว่า การเปลี่ยนสถานที่จากนิวยอร์กมาเป็นคาร์ดิฟฟ์ ทำให้สูญเสียรายได้จากอีเวนต์นี้ไปถึง 53 ล้านปอนด์ (70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และแม้ว่าแต่เดิมอลาลชิคห์จะหวังจัดงานนี้ที่สนามเวมบลีย์ในลอนดอน พร้อมโชว์สุดอลังการจาก ดัว ลิป้า (Dua Lipa) แต่แผนการก็ต้องพับไปเนื่องจากเวมบลีย์มีกฎเคอร์ฟิวห้ามจัดงานหลังเวลา 23.00 น. ในขณะที่ไฟต์นี้จำเป็นต้องเริ่มชกหลังเที่ยงคืนเพื่อเอาใจตลาดคนดูในอเมริกา ปรินซิพาลิตี้ สเตเดียม ที่มีความจุถึง 80,000 ที่นั่งและมีหลังคาเปิด-ปิดได้ จึงกลายเป็นทางออกที่สมบูรณ์แบบที่สุด
สงครามประสาทของ 'ยิปซี คิง'
เมื่อเรื่องนอกสังเวียนยุติลง สงครามจิตวิทยาระหว่างสองนักชกก็เริ่มต้นขึ้นอย่างดุเดือด ไทสัน ฟิวรี่ อดีตแชมป์โลกผู้ไม่เคยเกรงกลัวใคร ได้ออกมาประกาศกร้าวผ่านบทสัมภาษณ์กับ ไมค์ คอปปิงเกอร์ จาก The Ring โดยวิเคราะห์ว่า โจชัว มีเพียงหนทางเดียวเท่านั้นที่จะเอาชนะเขาได้
"เอเจมีโอกาสเพียงแค่ทางเดียวที่จะชนะผม นั่นคือการน็อกผมให้หลับ ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมามันพิสูจน์แล้วว่าเป็นเรื่องที่ยากมากๆ" ฟิวรี่กล่าวอย่างมั่นใจ "แต่ผมสามารถเอาชนะเขาด้วยวิธีไหนก็ได้ที่ผมต้องการ ผมสามารถบ็อกซิ่ง วงนอก เคลื่อนไหว โยกหลบ และดักต่อยเคาน์เตอร์เพาน์ชได้ หรือผมจะเดินหน้าบุกทะลวงและน็อกเขาเสียก็ได้ มันขึ้นอยู่กับว่าผมอยากจะทำอะไร"
ฟิวรี่เสริมด้วยคำพูดที่เสียดแทงไปถึงจิตใจคู่แข่งว่า "ต่อให้เราทั้งคู่ยืนแลกหมัดกันกลางเวทีแบบดวลปืน ผมก็จะชนะเขาด้วยวิธีนั้นอยู่ดี เพราะผมจะอัดเขาก่อน และผมไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะมีหัวใจหรือความกล้าหาญมากเท่าผม และต่อให้ผมโดนต่อยจนร่วงลงไป ผมก็จะลุกขึ้นมาและเล่นงานคุณให้ยับ คุณก็เคยเห็นมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง"
คำพูดของฟิวรี่ไม่ใช่เพียงแค่คำขู่ลอยๆ ตลอดอาชีพการชกของเขา ฟิวรี่เคยถูกชกลงไปกองกับพื้นถึง 8 ครั้ง แต่เขาไม่เคยยอมแพ้และสามารถลุกขึ้นมาสู้ต่อจนเสียงระฆังดังหมดยกได้ ภาพจำที่ติดตาแฟนมวยคือไฟต์แรกกับ ดีออนเตย์ ไวลเดอร์ ในเดือนธันวาคม ปี 2018 ที่เขาโดนสอยจนหลับกลางอากาศ แต่กลับลุกขึ้นมาราวกับนกฟีนิกซ์ที่ฟื้นจากเถ้าถ่าน หรือในไฟต์ที่สามกับไวลเดอร์เมื่อเดือนตุลาคม 2021 ที่เขาร่วงไปถึงสองครั้งในยกที่ 4 ก่อนจะกลับมาน็อกไวลเดอร์ได้ในยกที่ 11 และล่าสุดในไฟต์แรกกับ โอเล็กซานเดอร์ อูซิก เมื่อเดือนพฤษภาคม 2024 ฟิวรี่โดนถล่มอย่างหนักในยกที่ 9 จนกรรมการต้องนับแปดขณะที่เขาพิงเชือกอยู่ แต่เขาก็ยังประคองตัวรอดมาได้
ในขณะเดียวกัน ฟิวรี่ก็ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนของโจชัวที่เคยถูกชกร่วงมาแล้วถึง 11 ครั้งตลอดอาชีพ ฟิวรี่ประกาศชัดเจนว่าจะไม่มีการปล่อยให้เกมยืดเยื้อจนครบกำหนด "ผมจะไม่ปล่อยให้เขาอยู่รอดจนครบยก ผมจะน็อกเขาอย่างแน่นอน มันจะจบลงด้วยการน็อกเอาต์ที่ราบคาบ โจชัวจะลงไปกองสักสองหรือสามครั้ง และจะลุกขึ้นมาไม่ได้อีกเลย หรือบางทีเราอาจจะได้เห็น เบน เดวิสัน (เทรนเนอร์ของโจชัว) ร้องไห้น้ำตาตก โยนผ้าเช็ดตัวข้ามเชือกขึ้นมาบนเวทีหลังจากที่เอเจโดนสอยปลายคาง เพื่อช่วยรักษาหน้าเขาเอาไว้"
พลังใจ ไหวพริบ และการเกิดใหม่ของ 'เอเจ'
ตัดภาพมาที่ แอนโธนี่ โจชัว แม้จะถูกค่อนขอดสารพัด แต่เขากลับนิ่งสงบและมีเป้าหมายที่ชัดเจน โจชัวรับปากว่าเขาจะเปิดเกมบุกใส่ฟิวรี่ตั้งแต่ยกแรกและพร้อมที่จะทุ่มสุดตัวแบบไม่มีกั๊กเพื่อคว้าแชมป์มาครองให้ได้
"มันคือการต่อสู้ของการวัดพลังใจ" โจชัวให้สัมภาษณ์ "เขาทำได้ดีในบางเรื่อง และแย่ในบางเรื่อง มีหลายอย่างที่ผมจะนำไปฝึกซ้อมในยิม เหมือนที่ผมเคยทำก่อนชกกับ คริสเตียน เปรนก้า แต่บางครั้งเมื่อคืนวันชกมาถึง มันก็อาจจะเผยให้เห็นสิ่งที่คาดไม่ถึง และผมแค่ต้องขุดเอาพลังใจเบื้องลึกออกมา เพื่อทำให้มันเป็นไฟต์ที่ตื่นเต้นเร้าใจที่สุดตราบเท่าที่มันยังดำเนินอยู่"
โจชัวรู้ดีว่าวงการนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เขาเพิ่งรอดชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ร้ายแรงเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา การกลับมาขึ้นชกได้อีกครั้งถือเป็นบททดสอบชีวิตครั้งใหญ่ ในไฟต์ล่าสุดของเขาเมื่อเดือนกรกฎาคม โจชัวต้องร่วงลงไปกองถึงสองครั้งในยกแรก แต่สุดท้ายเขาก็รวบรวมสติ ฮึดกลับมาน็อก คริสเตียน เปรนก้า ได้สำเร็จ ซึ่งนั่นเป็นบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งทางจิตใจชั้นดีก่อนจะมาเจอกับยอดมวยอย่างฟิวรี่
หลายคนมองว่าโจชัวคือมวยจอมพลังที่หวังพึ่งเพียงหมัดหนักๆ แต่เจ้าตัวได้ออกมาตอบโต้มุมมองเหล่านั้นอย่างเฉียบขาด "ผมไม่เชื่อหรอกว่าฟิวรี่จะกังวลกับการต้องเจอกับนักชกหมัดหนักอีกคน เพราะเขาคุ้นเคยกับการอยู่บนเวทีกับคนพวกนี้อยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้ผมพูดอย่างตรงไปตรงมา ผมไม่คิดว่าการเป็นแค่นักมวยหมัดหนักคือสิ่งเดียวที่ผมมี ผมเก่งเรื่องการกะระยะ ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นนักชกดักต่อยที่ยอดเยี่ยม ผมมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่ มีการคาดการณ์ที่แม่นยำ และอ่านเกมได้อย่างทะลุปรุโปร่ง"
"ผู้คนอาจจะไขว้เขวกับรูปลักษณ์ภายนอกของผม มองแต่กล้ามท้องที่ชัดเจน หรือกล้ามแขนที่สูบฉีด แต่ถ้าคุณมองข้ามสิ่งเหล่านั้นไป คุณจะเห็นใครบางคนที่มีสมองในการชกมวย และมีระดับไอคิวบนสังเวียนที่นำพาให้ผมก้าวขึ้นมาเป็นแชมป์โลกเฮฟวี่เวตถึงสองสมัย"
วันที่ 11 ธันวาคมนี้ ณ ปรินซิพาลิตี้ สเตเดียม จะไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขันชกมวยเพื่อชิงเข็มขัดแชมป์เท่านั้น แต่มันคือ "สงครามกลางเมือง" ของวงการกำปั้นเมืองผู้ดีที่แฟนๆ รอคอยมานานนับทศวรรษ คนหนึ่งคือสุดยอดแท็กติกและปรมาจารย์ด้านจิตวิทยาผู้สวมมงกุฎยิปซีคิง ที่ประกาศกร้าวว่าจะขยี้คู่แข่งให้ราบคาบ ส่วนอีกคนคืออดีตแชมป์โลกผู้ยอมหั่นค่าตัวมหาศาลเพื่อกลับมาสู้เพื่อศักดิ์ศรีในบ้านเกิดของตนเอง และมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าแทคติกและไอคิวมวยของเขาก็เหนือชั้นไม่แพ้ใคร ไม่ว่าบทสรุปจะจบลงด้วยการน็อกเอาต์อันดุดัน หรือการชิงไหวชิงพริบกันจนครบ 12 ยก ไฟต์นี้จะถูกจารึกเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการมวยสากลอย่างไม่ต้องสงสัย

