วิกฤตศรัทธา "กรรมการมวยไทย"
โครงสร้างการจัดการแข่งขันมวยไทยในปัจจุบัน มีลักษณะเฉพาะตัวที่ส่งผลโดยตรงต่อมาตรฐานการตัดสิน นั่นคือการที่แต่ละเวทีหรือแต่ละรายการแข่งขัน จะมี “ชุดกรรมการ” เป็นของตนเองอย่างเอกเทศ ตัวอย่างเช่น เวทีมวยมาตรฐานอย่างราชดำเนิน ก็จะมีทีมกรรมการชุดราชดำเนิน ขณะที่รายการถ่ายทอดสดอย่างมวยไทยช่อง 7 สี ช่อง 3 เวทีมวยรังสิต หรือแม้แต่รายการระดับโลกอย่าง ONE Championship ล้วนมีทีมงานผู้ตัดสินที่ถูกคัดเลือกและฝึกอบรมตามแนวทางของตนเอง
แม้กีฬามวยไทยจะมีพระราชบัญญัติและกฎกติกาการแข่งขันที่ระบุไว้อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ทว่าในทางปฏิบัติ ผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการจะทราบดีว่า “รายละเอียดปลีกย่อย” ในการให้คะแนนของแต่ละเวทีนั้นมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ บางเวทีอาจชื่นชอบและให้ราคาแก่นักมวยสไตล์เดินหน้าท้าชน (มวยบู้) ในขณะที่บางเวทีอาจให้คะแนนกับนักมวยที่มีชั้นเชิงและศิลปะการป้องกันตัวที่สวยงาม (มวยฝีมือ) ความคลุมเครือในจุดนี้ทำให้เกิดข้อสังเกตจากสังคมว่า มาตรฐานที่แท้จริงของการให้คะแนนมวยไทยอยู่ที่ใดกันแน่ เมื่อนักมวยคนเดียวกัน ชกด้วยรูปแบบเดียวกัน แต่อาจได้รับผลการตัดสินที่แตกต่างกันออกไปเพียงเพราะขึ้นชกคนละเวที
ปฏิเสธไม่ได้ว่าอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้การตัดสินมวยไทยเกิดความบิดเบี้ยว คือเรื่องของ “การพนัน” และอิทธิพลของ “เซียนมวย” บรรยากาศในสนามมวยมักถูกขับเคลื่อนด้วยราคาต่อรองที่ไหลเวียนไปตามสถานการณ์ แต่ในหลายครั้ง ราคาต่อรองเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนถึงความเป็นจริงบนเวทีเสมอไป มีปรากฏการณ์ที่เซียนมวยตั้งราคาล่วงหน้าหรือชี้นำราคาไปตามความเชื่อมั่นส่วนตัว เช่น นักมวยฝ่ายแดงอาจไม่ได้เปรียบในการออกอาวุธ แต่มีชื่อเสียงในเรื่องการยืนระยะและมักจะพลิกชนะในยกท้ายๆ ราคาต่อรองจึงไหลไปทางฝ่ายแดงอย่างรวดเร็ว ทั้งที่การชกจริงบนเวทียังไม่มีฝ่ายใดเพลี่ยงพล้ำ
เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ หากนักมวยฝ่ายน้ำเงินสามารถคุมเกม ออกอาวุธได้ชัดเจนกว่าจนครบ 5 ยก แต่ราคาต่อรองในสนามกลับชี้นำไปว่าฝ่ายแดงเป็นต่ออย่างขาดลอย กรรมการที่ทำหน้าที่ตัดสินตามเนื้อผ้าและชูมือให้ฝ่ายน้ำเงินชนะ ย่อมต้องเผชิญกับกระแสต่อต้านและเสียงโห่ด่าทอจากเซียนมวยที่เสียผลประโยชน์ นำมาซึ่งวลีที่คุ้นหูกันในวงการว่า “ชูสวนราคาเซียน” ความกดดันมหาศาลนี้เคยทำให้กรรมการหลายท่านออกมายอมรับตรงๆ ว่า ไม่กล้าตัดสินค้านกับราคาต่อรองบนล็อก เพราะเกรงกลัวต่อความปลอดภัยและผลกระทบที่จะตามมา
ความกดดันดังกล่าวบีบให้ผู้บริหารเวทีมวยหลายแห่งต้องออกมาตรการขั้นเด็ดขาด เพื่อปกป้องการทำหน้าที่ของกรรมการ บางเวทีถึงขั้นต้องสร้าง “กล่องทึบ” หรือแผงกั้นล้อมรอบโต๊ะกรรมการให้คะแนนที่ขอบเวที เพื่อสกัดกั้นไม่ให้กรรมการมองเห็นการส่งสัญญาณมือหรือได้ยินราคาต่อรองจากเซียนมวยบนอัฒจันทร์ รวมถึงเป็นการป้องกันข้อครหาเรื่องการแอบส่งซิกแนลบอกผลแพ้ชนะล่วงหน้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตความไว้วางใจที่อยู่ในระดับรุนแรง
ในช่วงหลัง วงการมวยไทยได้พยายามแก้ไขปัญหาการให้คะแนนด้วยการนำระบบ “การให้คะแนนแบบเปิดเผย” หรือการประกาศคะแนนแบบยกต่อยก (Open Scoring) มาใช้ เพื่อสร้างความโปร่งใสและให้นักมวยได้รับรู้สถานการณ์ของตนเอง แต่นวัตกรรมนี้กลับกลายเป็นดาบสองคมที่ส่งผลกระทบต่ออรรถรสในการรับชม เมื่อนักมวยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคะแนนนำห่างในช่วง 3 ยกแรก พอเข้าสู่ยกที่ 4 และ 5 นักมวยมักจะเลือกใช้กลยุทธ์ “เต้นคุมเกม” ไม่ยอมปะทะหรือออกอาวุธเพิ่มเติม ทำให้การแข่งขันที่ควรจะดุเดือดกลับกลายเป็นความน่าเบื่อหน่าย แม้จะมีการนำกฎการแจกใบเหลือง ใบแดง หรือแม้กระทั่งการไล่นักมวยลงจากเวทีหากไม่ยอมออกอาวุธมาบังคับใช้ แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาพฤติกรรมการชกที่เปลี่ยนไปนี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ
โจทย์ใหญ่ที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในวงการมวยไทยต้องร่วมกันหาคำตอบ คือการพัฒนาระบบการตัดสินให้มีความยุติธรรมและเป็นมาตรฐานสากลมากที่สุด แนวคิดเรื่องการจัดตั้ง “องค์กรอิสระ” หรือสมาคมกรรมการมวยไทยส่วนกลาง ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการและจัดส่งผู้ตัดสินไปยังเวทีต่างๆ ทั่วประเทศ อาจเป็นทางออกที่ช่วยสลายขั้วอำนาจและป้องกันการล็อกผลคัดเลือกกรรมการของแต่ละเวทีได้ นอกจากนี้ การเปิดรับ “เทคโนโลยี” สมัยใหม่เข้ามาช่วยในการตัดสิน เช่น ระบบภาพช้า (Video Review) หรือเซนเซอร์ตรวจจับการออกอาวุธ ก็เป็นอีกหนึ่งก้าวที่ท้าทายในการนำวิทยาศาสตร์การกีฬามาตีกรอบลดความผิดพลาดจากสายตามนุษย์
ตราบใดที่กีฬายังต้องพึ่งพาดุลยพินิจและสายตาของมนุษย์ในการตัดสิน ความสมบูรณ์แบบที่ถูกใจคนทุกกลุ่มย่อมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่การสร้างระบบที่มีการตรวจสอบได้ มีมาตรฐานกลางที่แข็งแรง และสามารถอธิบายเหตุผลทางเทคนิคต่อสาธารณชนได้อย่างกระจ่างชัด จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่น เพื่อให้มวยไทยก้าวพ้นจากร่มเงาของผลประโยชน์ และกลับมายืนหยัดในฐานะกีฬาต่อสู้ที่สง่างามระดับโลกได้อย่างแท้จริง

