อีกก้าวเดียว
ที่ผ่านมา อาร์เซน่อล ในยุค มิเกล อาร์เตต้า ทำได้ไม่ดีเลยในรอบตัดเชือกฟุตบอลถ้วยที่ตกรอบตลอด 4 ครั้่งหลังสุด
ฤดูกาล 2020/21 แพ้ บียาร์เรอัล รวมสองนัด 1-2 ในถ้วยยูโรปา ลีก
ฤดูกาล 2021/22 แพ้ ลิเวอร์พูล รวมสองนัด 0-2 ในถ้วยคาราบาว คัพ
ฤดูกาล 2024/25 แพ้ นิวคาสเซิล รวมสองนัดรวม 0-4 ในถ้วยคาบาว คัพ
ฤดูกาล 2024/25 แพ้ เปแอสเช รวมสองนัด 1-3 ในถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก
นอกจากตกรอบแล้วก็เป็นการแพ้ไปถึง 6 นัดจาก 8 นัด ไม่สามารถเก็บชัยชนะได้เลย แถมยิงได้เพียง 2 ประตูเท่านั้น
ดังนั้น ผลงานล่าสุดที่เดอะ บริดจ์ จึงเป็น "Big win" สำหรับ อาร์เซน่อล อย่างมาก และนัดนี้นัดเดียวก็ยิงได้มากกว่า 8 นัดก่อนหน้านี้รวมกันอีกด้วย
อาร์เตต้า เลือกใช้ชุดใหญ่เต็มที่เพื่อลุ้นพาทีมเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศให้ได้ แม้มีเกมลีกนัดสำคัญไปเยือน น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ รออยู่ในสุดสัปดาห์
8 ผู้เล่นตัวหลักที่ได้พักเป็นสำรองหรือบางรายไม่มีชื่อเลยในเอฟเอ คัพ นัดบุกชนะ พอร์ทสมัธ 4-1 ได้กลับมาลงตัวจริงอีกครั้ง และมีเพียง กาเบรียล กับ เบน ไวท์ ลงตัวจริงต่อ รวมถึง เกปา อาร์ริซาบาลาก้า ได้โอกาสในบอลถ้วยอีกนัด

จุดน่าสนใจคือ ปิดจุดอ่อนเกมรับฝั่งซ้ายด้วยการขยับ เจอร์เรียน ทิมเบอร์ ไปเล่นแทนที่ ไมล์ส ลูอิส-สเกลลี่ ที่คาดว่าจะได้เล่นตอนแรกจากการไม่มีทั้ง ริคคาร์โด้ คาลาฟิออรี่ และ ปิเอโร่ อินกาปิเย่
อาร์เตต้า ประเมินว่า "น้องไมลส์" มีปัญหาแน่เมื่อต้องรับมือกับปีกมีทักษะจัดจ้านและคล่องตัวสูงอย่าง เอสเตเวา ดังนั้น ทิมเบอร์ น่าจะรับมือได้ดีกว่าแม้ไม่ได้เล่นตำแหน่งแบ็กซ้ายมานาน
ทิมเบอร์ ทำได้ดีในหลายจังหวะกับการหยุด เอสเตเวา แต่ก็มีไม่น้อยเช่นกันที่โดนปีกดาวรุ่งบราซิเลียนโจมตีสร้างความอันตรายให้ เชลซี ได้ชัดเจนสุดในแนวรุก
เชลซี มาแบบเน้นเช่นกันกับการคุมทีมในบ้านนัดแรกของกุนซือใหม่ เลียม โรซีเนียร์ แต่ว่าขาดตัวสำคัญอย่าง มอยเสส ไกเซโด้ ติดโทษแบน เช่นดียวกับ รีซ เจมส์ ที่เด่นมากในการเจอ อาร์เซน่อล เกมลีกนัดแรก รวมถึง โคล พาลเมอร์ ต่างฟิตไม่ทัน
อาร์เซน่อล ขึ้นนำได้เร็วจากโอกาสลุ้นครั้งแรก และจากเตะมุมลูกถนัดครั้งแรก เดแคลน ไรซ์ เปิดจากฝั่งซ้ายไปถึง เบน ไวท์ โขกลงพื้นเข้าช่องว่างเสียบตาข่ายพอดิบพอดี
ขณะที่โอกาสลุ้นจะแจ้งสุดของ เชลซี ในครึ่งแรกก็มาจาก เอสเตเวา นี่แหละที่เลี้ยงจี้ใส่แล้วยิงลอดขา ทิมเบอร์ ทำให้ เกปา ต้องออกแรงทุบทิ้ง
เกมเปิดแลกกันมากขึ้นในครึ่งหลังโดยเฉพาะหลังจากที่ อาร์เซน่อล ฉวยโอกาสทำได้อีกประตูตั้งแต่รีสตาร์ตเกมได้เพียง 4 นาที บูคาโย่ ซาก้า ที่ดวลกับ มาร์ก กูกูเรย่า ตลอดทั้งเกม ดึงจังหวะรอก่อนปล่อยบอลให้ เบน ไวท์ เติมขึ้นมาเปิดยัดเข้ากลาง โรเบิร์ต ซานเชซ คว้าไม่อยู่ วิคตอร์ โยเคเรส จึงได้เก็บตกจ่อๆ ไม่พลาด

เป็นประตูที่ง่ายดายสำหรับ โยเคเรส ทว่าสำคัญต่อความมั่นใจมากเพราะเป็นการทำประตูจากโอเพ่นเพลย์ได้ลูกแรกในรอบ 16 นัดหลังสุด
โรซีเนียร์ ต้องปรับเกมเร็วหลังจากตามหลังถึงสองประตู มาร์ค กิว และ จอช อาเชียมปง ถูกถอดออกแล้วเป็น อเลฮานโดร การ์นาโช่ กับ เบอนัวต์ บาเดียชิล ได้ลงแทน
การแก้เกมของกุนซือใหม่สิงห์บลูส์ได้ผลเพราะ การ์นาโช่ เป็นคนทำประตูตีไข่แตกให้ทีมได้หลังอยู่ในสนามได้เพียง 4 นาที หลังจากเก็บตกเสาไกลได้เฉียบขาดจากจุดเริ่มต้นที่ อาร์เซน่อล เสียบอลหน้าเขตโทษก่อนโดนโจมตีทันที
อาร์เตต้า ต้องปรับหมากเช่นกันเพราะโมเมนตัมของ เชลซี เริ่มมาต่อเนื่องหลังได้ประตูแรก มาร์ติน โอเดการ์ด และ เลอันโดร ทรอสซาร์ ถูกถอดเพื่อหลีกทางให้ มิเกล เมรีโน่ กับ กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ เจ้าของแฮตทริกในเอฟเอ คัพ สุดสัปดาห์
ตัวสำรองปืนใหญ่มีส่วนได้ประตูในเวลาไม่นานเช่นกันหลังถูกเปลี่ยนตัวลง เมรีโน่ ต่อบอลกับ ซาก้า ทางฝั่งขวาก่อนจ่ายยัด วิคตอร์ โยเคเรส ป้ายต่ออีกทีให้ มาร์ติน ซูบีเมนดี้ เติมเข้าเขตโทษโยกหลอกสองจังหวะแล้วซัดเสียบตาข่ายอย่างเด็ด
แต่ การ์นาโช่ ก็ไม่ปล่อยให้ อาร์เซน่อล ได้เปรียบมากจนเกินไปเมื่อกดประตูที่สองของตัวเองจากตำแหน่งเดิมเสาไกล หลังจาก กาเบรียล โหม่งเคลียร์ลูกเตะมุมมาเข้าทางได้วอลเลย์เต็มข้อ
เป็นครึ่งหลังที่มีโอกาสลุ้นประตูกันเยอะมาก เช่นเดียวกับใบเหลืองรวม 8 ใบ และสู้กันสนุกสมศักดิ์ศรีดาร์บี้แมตช์ ก่อนเป็น อาร์เซน่อล ควักชัยชนะ 3-2 กลับออกไป
อาร์เซน่อล อยู่ในตำแหน่งที่ดีมากกับการเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศเพราะนัดสองได้กลับไปเล่นในเอมิเรสต์ สเตเดี้ยม ของตัวเอง แต่สองประตูของ อเลฮานโดร การ์นาโช่ ก็ทำให้ เชลซี ยังมีความหวัง
แม้ว่าตามหน้าเสื่อแล้ว คาราบาว คัพ รายการนี้จะไม่ใช่เป้าหมายหลักของ อาร์เซน่อล ในฤดูกาลนี้ เมื่อเทียบกับความทะเยอทะยานกลับมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกให้ได้อีกครั้ง หรือไม่ก็ปลดล็อกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สมัยแรก แต่การพาทีมไปอยู่ในจุดที่มีลุ้นชูถ้วยแชมป์ตั้งแต่ช่วงต้นปีก็คือทางเลือกที่สำคัญและทรงคุณค่าไม่น้อย
อาร์เตต้า เคยเปรยไว้ก่อนเกมว่าความสำเร็จในถ้วยใบนี้จะเป็นเหมือน "แรงผลักดัน" ทำให้ลูกทีมรู้สึกว่าความสำเร็จอยู่ใกล้แค่เอื้อม และมันจะเป็นแรงจูงใจมหาศาลสำหรับทุกคนในสโมสร
บางที ถ้วยแชมป์ที่เล็กที่สุดอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้ อาร์เซน่อล ทำสิ่งพิเศษที่ยิ่งใหญ่ในฤดูกาลนี้ก็เป็นไปได้

