เส้นทางสายยุโรปสวยงาม
อาร์เซน่อล ชนะได้ 7 นัดติดต่อกันซึ่งมากเพียงพอที่จะคว้าตั๋วเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายแบบอัตโนมัติ ไม่ต้องไปลุ้นในรอบเพลย์ออฟใดๆ ซึ่งจะทำให้โปรแกรมเพิ่มมาอีก 2 นัด และสุ่มเสี่ยงต่อการตกรอบ
ด้วยคะแนนที่โกยไปถึง 21 คะแนน ก็การันตีอีกด้วยว่าทีมของกุนซือ มิเกล อาร์เตต้า จะจบในอันดับ 1 หรือไม่ก็อันดับ 2 ของรอบลีก เฟส
ข้อดีของการจบที่ 1-2 ในรอบลีก เฟส คือ รอบน็อกเอาต์จะได้เล่นนัดสองในบ้านตัวเองตลอดไปจนถึงรอบรองชนะเลิศ ซึ่งตามสถิติแล้ว ทีมที่เลกสองได้กลับมาในบ้านมีเปอร์เซ็นต์เข้ารอบได้มากกว่าการต้องไปเยือน
ในนัดสุดท้ายของรอบลีก เฟส อาร์เซน่อล ลงสนามได้แบบไม่ต้องกังวลใดๆ เลยเพราะภารกิจเรียบร้อยทุกอย่าง และแค่เล่นให้ครบตามโปรแกรมเท่านั้น
ทีมปืนใหญ่จะปิดท้ายรอบลีก เฟส ด้วยการกลับไปเล่นในรังเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม รับมือ ไครัต อัลมาตี้ ทีมน้องใหม่ที่ตกรอบไปแล้ว ดังนั้นจึงเป็นเกมที่เหมือน "อุ่นเครื่อง" กลายๆ ไม่มีผลอะไรแล้ว
ต่างจากหลายทีมที่ต้องลุ้นกันเยี่ยวเหนียวในนัดสุดท้าย มีเท่าไหร่ใส่ให้หมดเพราะแย่งกันเข้ารอบ
สถานการณ์ต่างกันโดยสิ้นเชิง และตรงนี้จะเป็นจุดได้เปรียบสำหรับ อาร์เซน่อล ที่สามารถโฟกัสรายการอื่นได้เต็มที่จนกว่าจะกลับมาลงสนามในรอบ 16 ทีมสุดท้ายในช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือนมีนาคมนู้นเลย
ส่วนเกมกับ ไครัต ก็จะเป็นโอกาสของดาวรุ่งและสำรอง อาร์เตต้า สามารถโรรเตชั่นนักเตะได้แบบสบายใจเพื่อให้กลุ่มตัวหลักได้พัก

ตัวสำรองที่ได้โอกาสต่างทำผลงานได้ดี
อาร์เซน่อล ต้องจัดเต็มในเกมลีกนัดต่อไปที่ทำศึกบิ๊กแมตช์เจอกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่กำลังเริ่มต้นยุคใหม่กับกุนซือ ไม่เคิ่ล คาร์ริค
เกมนี้สำคัญต่อการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างมาก เพราะยังไม่สามารถสลัดหนี แมนฯ ซิตี้ กับ แอสตัน วิลล่า ได้มากอย่างที่ควรจะเป็นหลังจากมีสะดุดเช่นกันได้แค่เสมอทั้งในเกมกับ ลิเวอร์พูล และ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์
แต่จบเกมกับปีศาจแดงแล้ว อาร์เตต้า ก็สามารถปรับทีมยกชุดได้เพราะนัดสุดท้ายของรอบลีก เฟส จะลงแข่งในกลางสัปดาห์หน้า ในขณะที่ แมนฯ ซิตี้ ต้องเน้นทั้งเกมลีกสุดสัปดาห์ และในแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่สถานการณ์ยังลูกผีลูกคน
อีกจุดที่เป็นข้อดีคือโปรแกรมพรีเมียร์ลีกที่ "คั่นกลาง" ระหว่างการเล่นสองนัดของรอบ 16 ทีมสุดท้าย รวมถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ และรอบรองชนะเลิศ อาร์เซน่อล จะได้เล่นในบ้านทั้งหมด
ยกตัวอย่าง ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดแรกซึ่งต้องไปเยือน (ตอนนี้ยังไม่ทราบคู่แข่ง) พอกลับมาเล่นในลีกก็เป็นเกมในบ้านพบ เอฟเวอร์ตัน และเล่นในบ้านต่อเนื่องสำหรับนัดสองของแชมเปี้ยนส์ ลีก
รอบก่อนรองชนะเลิศก็เช่นกัน ไปเยือนนัดแรกเสร็จปุ๊บ ก็ได้กลับมาเล่นเกมลีกในบ้านพบ บอร์นมัธ และเฝ้าบ้านต่อเนื่องรอเล่นนัดสองของถ้วยยุโรป ขณะที่รอบรองชนะเลิศ ก็มีเกมในบ้านพบ ฟูแล่ม รออยู่หลังไปเยือนถ้วยยุโรป
ตรงนี้เป็นข้อดีต่อสภาพร่างกายของนักเตะเลยเพราะลดความเหนื่อยล้าจากการเดินทางได้ อีกทั้งการเล่นในบ้านก็มีโอกาสชนะได้มากกว่า และมองถึงการพักตัวหลัก 1-2 รายเอาไว้เล่นเกมยุโรปได้ด้วย
สมมุติว่า รอบ 16 ทีมสุดท้ายต้องไปเยือน ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เสร็จแล้วต้องไปเยือน เอฟเวอร์ตัน ในเกมลีก แบบนี้มีผลต่อความฟิตความสดของร่างกายแน่นอน

โยเคเรส ลงมาซัดปิดท้ายสวยงาม
อีกเรื่องดีที่ไม่พูดไม่ได้เลยคือ "รายได้" จากผลงานในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จนถึงตอนนี้ที่มีการคำนวณคร่าวๆ ว่า อาร์เซน่อล กดไปแล้ว 93.2 ล้านยูโร
รายได้ตรงนี้มาจากการได้ลงเล่นรอบลีก เฟส ที่แต่ละทีมรับเท่ากัน 18.6 ล้านยูโร และได้อีก 37 ล้านยูโรจากอันดับในตารางคะแนน รายได้ส่วนที่สองนี้จะรวมส่วนแบ่งทางการตลาดและลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดเข้าไปด้วย ซึ่งทีมใหญ่จากพรีเมียร์ลีกที่มีฐานคนดูสูงและค่าลิขสิทธิ์แพงจะได้มากกว่าลีกอื่น
และอีกส่วนคือ โบนัสตามผลงานซึ่งการชนะแต่ละนัดก็ทำให้ได้ 2.1 ล้านยูโร และได้เงินโบนัสจากการผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วย รวมแล้วคิดเป็น 37.6 ล้านยูโร
รวมทั้งหมดเข้าด้วยกัน อาร์เซน่อล จึงรับไปแล้ว 93.2 ล้านยูโร และจะได้เพิ่มขึ้นหากเข้ารอบต่อไปเรื่อยๆ โดยคาดกันว่าสามารถทำเงินได้มากถึง 150 - 160 ล้านยูโรหากคว้าแชมป์มาครองได้ในฤดูกาลนี้
ในเกมล่าสุดที่ อาร์เซน่อล บุกชนะทีมอิตาลีได้เป็นครั้งแรกในรอบ 16 ปี หรือนับตั้งแต่บุกชนะ เอซี มิลาน 2-0 เมื่อปี 2008 อาร์เตต้า ก็เปลี่ยนทีมหลายตำแหน่งจากเกมลีกที่เสมอ ฟอเรสต์
ตัวหลักอย่าง มาร์ติน โอเดการ์ด, เดแคลน ไรซ์, วิคตอร์ โยเคเรส และ กาเบรียล มากัลเญส ต่างเป็นแค่สำรอง โดยที่ โอเดการ์ด ไม่ได้ถูกส่งลงเล่นเลย ร่างกายสดเต็มที่สำหรับเกมลีกกับ แมนฯ ยูไนเต็ด
กลุ่มผู้ที่เล่นที่ได้โอกาสลงตัวจริงก็ทำผลงานได้ดีโดยเฉพาะ กาเบรียล เชซุส ที่ซัด 2 ประตูซึ่งน่าจะเพิ่มความมั่นใจได้อย่างมาก และทำให้ตำแหน่งหน้าเป้าของ อาร์เซน่อล มีทางเลือกที่ดีทั้งตัวเลือกแรกอย่าง โยเคเรส ซึ่งลงสำรองมาซัดปิดท้ายสวยงาม และตัวเลือกอย่าง เชซุส ที่สไตล์ต่างออกไป

รอยยิ้มของ ซูบีเมนดี้ บ่งบอกสถานการณ์ของ อาร์เซน่อล ได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ เดแคลน ไรซ์ กับ มิเกล เมรีโน่ ก็จัดการความเสี่ยงที่จะติดโทษแบนในรอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยการรับใบเหลืองที่ 3 ครบโควตาที่จะทำให้ติดโทษแบนในนัดสุดท้ายกับ ไครัต
เป็นการติดโทษแบนในเกมปลอดภัยที่สุดแล้ว เพราะหากไปได้ใบเหลืองครบโควตาในเกมกับ ไครัต ซึ่งไม่มีผลต่อการเข้ารอบหรือตกรอบใดๆ แล้ว ก็จะทำให้ติดโทษแบนในรอบ 16 ทีมซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นก็ต้องเขกกะโหลกตัวเองสถานเดียว
หลายคนที่เห็นจังหวะฟาวล์เพื่อเอาใบเหลืองของ ไรซ์ ในเกมกับ อินเตอร์ แล้ว ก็คงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "รู้กันนะ" ไม่ต้องพูดอะไรให้มาก
และเมื่อทุกอย่างถูกวางหมากไว้ล่วงหน้าอย่างรอบคอบ ทั้งผลงานในสนาม โปรแกรมการแข่งขัน สภาพความฟิต ไปจนถึงรายละเอียดเล็กๆ อย่างใบเหลืองที่เลือกเวลาได้ เส้นทางสายยุโรปของ อาร์เซน่อล ในฤดูกาลนี้จึงไปได้สวยเหลือเกิน

