ถอดรหัสประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอย
ผลเสมอล่าสุดทำให้ อาร์เซน่อล เก็บชัยชนะในลีกได้เพียง 2 นัดจาก 7 นัดหลังสุด โอกาสที่หลายคนเคยมองว่าสดใสก็เริ่มอึมครึม เหมือนมีเมฆก้อนใหญ่คืบคลานมาเรื่อยๆ
3 ฤดูกาลที่ผ่านมา "ปืนใหญ่" ได้เพียงตำแหน่งรองแชมป์ พวกเขาเคยนำคู่แข่งหลายคะแนน แต่ก็โดนแซงช่วงท้าย และตอนนี้มันจะเกิดขึ้นอีกครั้งหรือไม่
อาร์เซน่อล ยังคงนำจ่าฝูง แต่หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในตอนนี้ก็ทำให้นึกย้อนไปเมื่อ 18 ปีที่แล้ว ตอนที่พวกเขาเคยพลาดแชมป์ และมีจุดเริ่มต้นจากเกมหนึ่งเกมที่ส่งผลอย่างมาก
หากลองไปเจาะลึกสถิติดูแล้วพบว่า ฤดูกาลนี้เริ่มมีเค้าลางที่ดูเหมือนกับเหตุการณ์ในปี 2007/08 อย่างเหลือเชื่อ ในปีที่ อาร์เซน่อล ฟอร์มรูดมหาราชจนจบอันดับ 3 ทั้งที่เคยนำห่างถึง 5 แต้มหลังจากผ่านไป 26 นัด
แต่ลองตามเรามาดูทีละช็อตก่อนแล้วกัน...
ย้อนกลับไปในปี 2008 ทีมของ อาร์แซน เวนเกอร์ รั้งจ่าฝูงด้วยการมี 63 คะแนน ทิ้งห่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ตามมาเป็นอันดับสอง

โดน เบอร์มิงแฮม ตีเสมอแล้วเป๋ยาว
จุดที่เหมือนกับฤดูกาลนี้เป๊ะๆ คือเกมที่ 27 ของพวกเขาคือการต้องออกไปเยือนแถบเวสต์มิดแลนด์ส เพื่อดวลกับทีมหนีตาย ซึ่งตอนนั้นคือ เบอร์มิงแฮม ซิตี้ ภายใต้การคุมทีมของ อเล็กซ์ แม็คลีช
หลังจากเหตุการณ์บาดเจ็บสยองของ เอดูอาร์โด้ กองหน้าทีมชาติโครเอเชียของปืนใหญ่ และประตูจาก เจมส์ แม็คฟาดเด็น ของฝั่งเจ้าถิ่นที่เหลือ 10 คน ธีโอ วัลค็อตต์ ในวัย 18 ปี ก็มาเหมาสองประตูแรกของตัวเองในพรีเมียร์ลีก ช่วยให้ทีมเยือนนำ 2-1 จนเข้าสู่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ
ทว่าลูกเหวอของ กาแอล กลิชี่ ทำให้นักเตะปืนใหญ่เสียจุดโทษ และเปิดทางให้ แม็คฟาดเด็น สังหารประตูตีเสมอในนาทีที่ 95 ซึ่งช้ากว่าประตูที่ ทอม เอโดซี่ ยิงให้วูล์ฟส์เมื่อวันพุธที่ผ่านมาเพียงแค่นาทีเดียวเท่านั้น
หลังจบเกมที่พวกเขาพับสนามบุกแต่ทำได้แค่เสมอ ภาพจำที่โด่งดังคือ วิลเลี่ยม กัลลาส กองหลังกัปตันทีมลงไปนั่งแหมะอยู่กลางสนาม ในสภาพที่ "ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง"

ฟอร์มเหลวช่วงท้ายฤดูกาล 2007/08
ตัดภาพกลับมา 18 ปีให้หลัง... อาร์เซน่อล เพิ่งทำแต้มหลุดมือแบบน่าผิดหวังด้วยการเสมอ วูล์ฟส์ 2-2 เมื่อวันพุธที่ผ่านมา
พวกเขานำอยู่ 2-1 จนถึงช่วงทดเวลาเจ็บอีกครั้ง
คราวนี้ไม่ใช่จุดโทษ แต่เป็นนาทีที่ 94 เมื่อ ริคคาร์โด้ คาลาฟิออรี่ สกัดลูกยิงของดาวรุ่งหน้าใหม่อย่าง ทอม เอโดซี่ เข้าประตูตัวเองไป
แม้จังหวะที่ กาเบรียล เชซุส ไปผลัก เยร์ซอน มอสเกร่า เมื่อวันพุธจะดูไม่ดราม่าเท่าเหตุการณ์ในอดีต แต่มันแสดงให้เห็นชัดเจนว่าผู้เล่น อาร์เซน่อล หลายคนตกอยู่ในอาการช็อกและหงุดหงิดหลังสิ้นเสียงนกหวีดจบเกมไม่ต่างกันเลย
ผลเสมอ 2-2 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2008 ทำให้ช่องว่างบนตารางของพวกเขาลดเหลือเพียง 3 แต้ม หลังแมนฯ ยูไนเต็ดถล่ม นิวคาสเซิล 5-1 ขณะที่ผลการแข่งขันเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา ก็เปิดช่องให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มีโอกาสจี้ตูดเหลือเพียง 2 แต้มหากพวกเขาเก็บชัยในนัดตกค้างได้
อาร์เซน่อล ชุดปัจจุบันคงได้แต่หวังว่า "ความเหมือน" มันจะจบลงเพียงเท่านี้ เพราะเมื่อ 18 ปีก่อน หลังจากนัดนั้นทัพปืนใหญ่สะกดคำว่าชนะได้เพียงเกมเดียวจาก 7 นัดถัดมาในพรีเมียร์ลีก

ผลเสมอสุดช็อกล่าสุดที่รังหมาป่า
ฟอร์มที่ดิ่งเหวขนาดนั้นส่งให้พวกเขาร่วงลงไปอยู่อันดับ 3 ตามหลังจ่าฝูงใหม่อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ถึง 9 แต้ม
แม้จะกลับมาฮึดชนะ 4 นัดสุดท้ายของฤดูกาล แต่ อาร์เซน่อล ก็เข้าเส้นชัยเพียงอันดับ 3 มี 83 คะแนน ตามหลังแชมป์ปีศาจแดง 4 แต้ม และตามหลังรองแชมป์ เชลซี 2 แต้ม
เหล่านักเตะ อาร์เซน่อล มีโอกาสทันควันที่จะพิสูจน์ว่าประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอย ในเกม นอร์ทลอนดอน ดาร์บี้ สุดสัปดาห์นี้ ตามด้วยเกมในบ้านพบ เชลซี

โปรแกรม 11 นัดสุดท้ายฤดูกาลนี้
หลังจากนั้น เกมเดียวที่ต้องเจอทีมระดับท็อปซิกซ์คือนัดชี้ชะตาแชมป์ที่อาจสำคัญที่สุด นั่นคือการบุกไปเยือนเอติฮัด สเตเดี้ยม ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในวันที่ 18 เมษายน
ด้วยสถิติชนะแค่ 2 จาก 7 นัดหลังสุด บวกกับภาพหลอนจากผลการแข่งขันกับเบอร์มิงแฮมที่สะท้อนออกมาในเกมเสมอเมื่อคืนนี้ ความกดดันทั้งหมดตกมาอยู่ที่ อาร์เซน่อล อย่างเลี่ยงไม่ได้
แต่อนาคตยังไม่ถูกเขียนขึ้น... ขุมกำลังปืนใหญ่ชุดนี้ยังมีโอกาสที่จะสะกดวิญญาณร้ายจากปี 2008 ให้สงบลง ด้วยการผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 22 ปี

