ไม่เร้าใจ แต่ได้ไปต่อ
ประตูเดียวของ ไค ฮาแวร์ตซ์ จากนัดแรก กลายเป็นประตูชี้ขาดสำหรับการเจอกันสองนัดของทั้งสองทีม
อาร์เซน่อล เข้ารอบตัดเชือกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สองปีติดต่อกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยปีที่แล้วจอดป้ายด้วยน้ำมือ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ซึ่งก้าวต่อไปถึงตำแหน่งแชมป์ ส่วนปีนี้มี แอตเลติโก มาดริด ขวางทางรออยู่
ตลอดทั้งเกมในนัดสองที่ เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม เต็มไปด้วยความตึงเครียด และมีโอกาสยิงตรงกรอบเพียงฝั่งละครั้งเท่านั้น
ครั้งเดียวของปืนใหญ่ที่เข้ากรอบจากโอกาสลุ้นทั้งหมด 15 ครั้งมาจากการโหม่งลูกเตะมุมของ มาร์ติน ซูบีเมนดี้ ในนาทีที่ 30
ส่วน สปอร์ติ้ง ลิสบอน ได้ยิงเข้ากรอบครั้งแรกและครั้งเดียวจากการซัดไกลหน้าเขตโทษของ มักซี่ อาเราโฮ ในนาทีที่ 67 ขณะที่โอกาสจะแจ้งสุดมาจาก เชนี่ คาตาโม่ ซัดชนเสาในครึ่งแรก
อาร์เซน่อล ลงเล่นเกมนี้หลังจากเพิ่งเสียขวัญจากเกมลีกล่าสุดที่พลาดท่าแพ้คาบ้านต่อ บอร์นมัธ มิเกล อาร์เตต้า ปรับทีม 3 ตำแหน่งส่ง เอเบเรชี่ เอเซ่ ลงปั้นเกมในฐานะหมายเลข 10 แทน ไค ฮาแวร์ตซ์ พร้อมกับเปลี่ยนแบ็กสองข้างเป็น คริสเตียน มอสเกร่า และ ปิเอโร่ อินกาปิเย่
เอเซ่ มีส่วนกับการเล่นในหลายจังหวะ พลิกบอลพาบอลไปได้ สลับกับแทงบอลแนวลึก และยังไล่แย่งบอลหน้าเขตโทษได้ 2-3 ขณะที่ เดแคลน ไรซ์ กับ มาร์ติน ซูบีเมนดี้ ก็คอยเก็บกวาดได้ดี

เพียงแต่สามแนวรุกข้างหน้าเสียบอลค่อนข้างบ่อย ทำให้การเปลี่ยนจากรับเป็นรุกของ อาร์เซน่อล ขาดความต่อเนื่อง และมีโอกาสลุ้นยิงกันน้อยนิด
โนนี่ มาดูเอเก้ ดูจะมีความอันตรายมากสุด และเรียกฟาวล์หรือเตะมุมได้บ่อย แต่ อาร์เซน่อล ก็ไม่ได้ฉกฉวยโอกาสจากลูกตั้งเตะได้มากนัก
เกมรับของทั้งสองทีมถือว่าทำผลงานได้ดีในบรรยากาศที่สุดกดดันแบบนี้ ซึ่งแน่นอนว่ามีความผิดพลาดอยู่บ้าง เช่นจังหวะของ ดาบิด ราย่า ออกบอลเสียเข้าทาง เปโดร กอนซัลเวส แต่ดาวเตะสปอร์ติ้งก็เร่งจังหวะและจ่ายแรงจนบอลออกหลัง นายทวารปืนใหญ่จึงรอดตัวไป
อาร์เตต้า เปลี่ยนตัวเร็วในต้นครึ่งหลังที่ส่ง ไค ฮาแวร์ตซ์ ลงแทน วิคตอร์ โยเคเรส ซึ่งไม่สามารถทะลวงประตูทีมเก่าได้ในการเจอกันสองนัด
จากนั้น มาดูเอเก้ เจ็บจนเล่นต่อไม่ไหว เจ้าหนูแม็กซ์ ดาวแมน จึงได้ลงแทนในครึ่งชั่วโมงสุดท้าย ตามด้วย เลอันโดร ทรอสซาร์ กับ กาเบรียล เชซุส รับช่วงต่อจาก กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ และ เอเบเรชี่ เอเซ่
ส่วนการปรับเกมของ สปอร์ติ้ง ก็ไม่ได้มีอะไรกระเตื้อง ช่วง 20 นาทีสุดท้ายแทบไม่มีโอกาสลุ้นทำประตู

ท้ายที่สุด เกมจึงจบด้วยการเสมอกันไป 0-0 ซึ่งเป็นผลการแข่งขันที่ทำให้ อาร์เซน่อล ได้ผ่านเข้ารอบตัดเชือกอีกปี
ในสัปดาห์ที่น่าจะ "ชี้ขาด" ฤดูกาลนี้ได้ อาร์เซน่อล ทำภารกิจแรกสำเร็จกับการผ่านเข้ารอบบอลถ้วยยุโรป เหลืออีกภารกิจต่อไปที่สำคัญยิ่งยวดไปเยือน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในเกมลีกวันอาทิตย์นี้
อาร์เตต้า มีงานให้ทำอีกเพียบกับการปรับแก้เกมรุกของทีมเพื่อที่จะสู้กับทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า
นับตั้งแต่แพ้ แมนฯ ซิตี้ ในนัดชิงชนะเลิศคาราบาว คัพ แล้วกลับมามาลงสนามอีกครั้งหลังเบรกทีมชาติ เกมรุกของ อาร์เซน่อล ยังจูนกันไม่ติด และไม่มีเกมไหนที่สามารถกดดันคู่แข่งได้เลย
เอฟเอ คัพ ก็แพ้พลิกล็อกต่อ เซาธ์แฮมป์ตัน นัดแรกกับ สปอร์ติ้ง ก็เกือบจบที่เสมอหากไม่ได้ ไค ฮาแวร์ตซ์ ลงมาเป็นซูเปอร์ซับ จากนั้นก็แพ้คาบ้านต่อ บอร์นมัธ จนมาถึงนัดล่าสุดที่ไม่สามารถย้ำแค้น สปอร์ติ้ง ได้
แม้ไม่ใกล้เคียงกับฟอร์มการเล่นที่ดี แต่ เดแคลน ไรซ์ ซึ่งผ่านความฟิตลงตัวจริงช่วยทีมได้ก็มองบวกหลังเกมว่า "ผมรู้สึกปลื้มมาก มีความสุขสุดๆ เลย ตอนนี้พวกเราต้องการก้าวไปข้างหน้าให้ไกลกว่าฤดูกาลที่แล้วอีกหนึ่งก้าว นั่นคือการเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศให้ได้"
"น่าอึดอัดเหรอ? ไม่เลย พวกเราเพิ่งจะผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้อีกครั้งนะ ใครจะไปสนล่ะว่าคนอื่นจะคิดยังไง"
ชัยชนะแบบรวมผลสองนัดเหนือ สปอร์ติ้ง อาจไม่ใช่ภาพจำที่น่าประทับใจในแง่ของแท็กติกเกมรุก แต่มันคือการ 'เอาตัวรอด' ในช่วงเวลาที่ อาร์เซน่อล ไม่ได้อยู่ในฟอร์มที่ดี
การได้ไปต่อในถ้วยใบใหญ่ของยุโรปก็ช่วยลดอุณหภูมิความร้อนแรงหลังจากความปราชัยต่อ บอร์นมัธ ลงได้บ้าง
อย่างไรก็ตาม หาก อาร์เซน่อล หวังจะผ่านด่านหินอย่าง แอตเลติโก มาดริด ในรอบหน้า หรือแม้แต่การต่อกรกับแมนฯ ซิตี้ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า 'เกมรับที่เหนียวแน่น' เพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ
ความผิดพลาดเพียงนิดเดียว หรืออาการปืนฝืดของแนวรุก อาจหมายถึงจุดสิ้นสุดของเส้นทางลุ้นแชมป์ได้เลย

