เอาตัวรอดไปวันๆ
ตลอด 2-3 เดือนที่ผ่านมา อาร์เซน่อล ไม่ได้อยู่ในฟอร์มที่ดีสุด การลงสนามแต่ละนัดจึงต้องเน้นผลการแข่งขันเป็นหลัก โดยเฉพาะในเกมล่าสุดกับ นิวคาสเซิ่ล ที่ลงสนามด้วยความกดดันมหาศาลหลังเสียตำแหน่งจ่าฝูงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชิงจังหวะขึ้นนำเป็นจ่าฝูงได้สำเร็จหลังบุกชนะ เบิร์นลีย์ เมื่อกลางสัปดาห์ ขณะที่ อาร์เซน่อล เสียโมเมนตัมต่อเนื่องจากการแพ้ 2 นัดติดในลีกซึ่งรวมถึงนัดที่ถูกมองว่าเป็นเกมชี้ชะตาพ่ายต่อ แมนฯ ซิตี้ สัปดาห์ที่แล้ว
หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า อาร์เซน่อล กำลังจะแผ่วปลายเหมือนฤดูกาลที่ผ่านมาหรือไม่? ดังนั้น มิเกล อาร์เตต้า ต้องพาทีมชนะให้ได้ ไม่มีทางเลือกอื่น พวกเขาไม่มีโอกาสให้พลาดได้อีกแล้ว
ท่ามกลางบรรยากาศอันตึงเครียดที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม เสียงนกหวีดหมดเวลาพร้อมชัยชนะที่ต้องการ 1-0 เปรียบเสมือนเสียงสวรรค์ที่ปลดปล่อยความอัดอั้นของสาวก "ปืนใหญ่" ให้เป็นอิสระ
ภาพของนักเตะ อาร์เซน่อล หลายคนทิ้งตัวลงนอนแผ่หลากับพื้นหญ้าไม่ใช่ภาพที่เห็นได้บ่อยนัก แต่มันคือหลักฐานที่บ่งบอกว่า 3 คะแนนในเกมเฉือนชนะสาลิกาครั้งนี้ ต้องแลกมาด้วยพละกำลังและหยาดเหงื่อหยดสุดท้ายจริงๆ
อาร์เซน่อล กลับมาชนะได้อีกครั้ง และทำได้ด้วยวิธีการที่ถนัดที่สุดกับการเล่นลูกนิ่งที่ลงล็อกตั้งแต่นาทีที่ 9

ในจังหวะเตะมุมที่ไม่ได้เล่นเหมือนเดิมกับการโยนเข้าเขตโทษ แต่เลือก "เล่นสั้น" ต่อบอลหาช่องยิงหน้าเขตโทษ อาร์เซน่อล ได้โอกาสถึง 3 ครั้ง โดยสองครั้งแรกโดนตัดและซัดหลุดรอบ
แต่ครั้งที่ 3 ได้ผล บอลถูกลำเลียงไปถึงเท้าของ ไค ฮาแวร์ตซ์ ก่อนจะไหลต่อให้ เอเบเรชี่ เอเซ่ ที่ยืนรอบริเวณหัวกะโหลก ดาวเตะทีมชาติอังกฤษบรรจงปั่นไซด์โค้งด้วยขวา บอลพุ่งแหวกอากาศก่อนจะมุดเสียบสามเหลี่ยมเสาไกลไปอย่างหมดจด
ประตูนี้นอกจากจะเป็นประตูชัยแล้ว ยังเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับพรีเมียร์ลีกด้วยการเป็นทีมที่ทำประตูจากลูกเตะมุมได้มากที่สุดในหนึ่งฤดูกาลถึง 17 ประตู ซึ่ง 13 จาก 17 ลูกนั้นคือประตูเบิกสกอร์ที่นำไปสู่ชัยชนะ
อย่างไรก็ตาม เหรียญมักมีสองด้านเสมอ ชัยชนะที่ดูเหมือนจะสดใสในช่วงต้นเกม กลับกลายเป็นเกมแห่งความกดดันในครึ่งเวลาหลัง
นิวคาสเซิ่ล แม้จะอยู่ในช่วงย่ำแย่แพ้มา 4 นัดติดต่อกัน แต่ลูกทีมของ เอ็ดดี้ ฮาว ก็แสดงให้เห็นถึงศักดิ์ศรี และความมุ่งมั่นทุ่มเท จังหวะยิงไกลของ ซานโดร โตนาลี่ และ บรูโน่ กิมาไรส์ ทำให้ ดาบิด ราย่า ต้องงัดซูเปอร์เซฟออกมาช่วยทีมเอาไว้
เช่นเดียวกับช่วงท้ายเกมที่ นิค โวลเทมาเดอ งัดบอลให้ โยอัน วิสซ่า หลุดเดี่ยวได้เอี้ยวตัววอลเลย์ในเขตโทษ บอลกลับเหินข้ามคานไปเพียงนิดเดียว ทำเอาแฟนบอลเจ้าถิ่นหัวใจแทบวาย
อาร์เซน่อล ต้องลุ้นหนักแทบหยุดหายใจเพราะไม่สามารถบวกประตูเพิ่มเพื่อทำให้สถานการณ์ผ่อนคลายได้ พวกเขามีโอกาสไม่ได้น้อยไปกว่าทีมเยือน แต่ก็พลาดเล็กๆ น้อยๆ ในเสี้ยววินาทีสุดท้าย

เสียงนกหวีดยาวจบเกมจึงเหมือนเสียงสวรรค์อย่างที่บอกไป มันคือสิ่งที่ยืนยันว่า อาร์เซน่อล โล่งใจอย่างมากกับการเอาตัวรอดได้ตามเป้าด้วยชัยชนะที่ทำให้ทวงตำแหน่งจ่าฝูงได้
สิ่งที่น่ากังวลอีกอย่างนอกเหนือจากฟอร์มการเล่นแล้วคือ อาการบาดเจ็บของ ไค ฮาแวร์ตซ์ และ เอเบเรชี่ เอเซ่ ซึ่งพวกเขามีโปรแกรมสำคัญในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศกับ แอตเลติโก มาดริด รออยู่กลางสนามนี้
อย่างไรก็ตาม การกลับไปนำหน้า แมนฯ ซิตี้ 3 คะแนน แม้จะแข่งมากกว่าอยู่หนึ่งนัด แต่มันคือการโยนความกดดันกลับไปให้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ได้ลิ้มรสบ้าง และในสุดสัปดาห์ต่อไป อาร์เซน่อล จะมีโอกาสขยายช่องว่างเป็น 6 คะแนนก่อนที่เรือใบจะลงสนามในลีกนัดถัดไป
หากจะสรุปบทเรียนจากเกมนี้ อาร์เซน่อล หาทางเอาชนะคู่แข่งได้ในวันที่ฟอร์มไม่ดีที่สุด รู้วิธีการใช้ประโยชน์จากรายละเอียดเล็กๆ อย่างลูกตั้งเตะ และที่สำคัญที่สุดคือแสดงให้เห็นว่าผ่านวิกฤตได้อีกครั้ง
เหลืออีก 4 นัดสุดท้ายซึ่งทุกนัดคือนัดชิงชนะเลิศสำหรับ อาร์เซน่อล และแน่นอนว่าแม้จะเป็นวิธีการที่เหมือนเอาตัวรอดไปวันๆ แต่นาทีนี้ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่านี้อีกแล้ว

