อีกก้าวเดียว
ตลอดระยะเวลา 3 ปีครึ่งที่เขาทำงานเป็นลูกมือภายใต้ชายที่ชื่อ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เขาได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย มันคือสุดยอดคอร์สฝึกงานของเส้นทางโค้ชฟุตบอลอย่างแท้จริง ซึ่งตัวเขาเองก็เคยนิยามประสบการณ์ครั้งนั้นว่าเป็นอะไรที่ "น่าเหลือเชื่อ"
ย้อนไปในตอนนั้น เป๊ป แอบคิดด้วยซ้ำว่า อาร์เตต้า นี่แหละคือตัวแทนที่เหมาะสมที่สุดเมื่อถึงเวลาที่เขาต้องก้าวลงจากตำแหน่ง ซึ่งอาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดในช่วงฤดูร้อนปี 2021 และบรรดาบอร์ดบริหารระดับสูงของ แมนฯ ซิตี้ ก็ต่างปลาบปลื้มและประเมินค่าผู้ช่วยหนุ่มไฟแรงคนนี้ไว้สูงไม่แพ้กัน
อย่างไรก็ตาม อาร์เตต้า กลับไม่ได้คิดแบบนั้น แทนที่จะยอมนั่งรอเวลาอีกหลายปีในเมืองแมนเชสเตอร์ เขากลับรู้สึกว่าตัวเองพร้อมแล้วที่จะออกไปนำทัพด้วยตัวเองในช่วงปลายปี 2019 และทีมที่เขาต้องการไปคุมนั้นก็เป็นทีมที่เฉพาะเจาะจงเอามากๆ
อาร์เตต้า จะยอมรอเป็น "ทายาทโดยชอบธรรม" ของ เป๊ป ได้ แต่เขาเลือกเดินคนละทาง และกว่าที่อดีตลูกเจ้านายของเขาจะพร้อมอำลาทีมจริงๆ ในเดือนพฤษภาคมปี 2026 อาร์เตต้า ก็ได้สร้างอาณาจักรของตัวเองขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่เรียบร้อยแล้ว
อาร์เซน่อล ในวันที่เขาเดินเข้ามาวันแรกนั้นบอกได้คำเดียวว่า "เละเทะ" สโมสรกำลังหลงทางและพยายามค้นหาตัวตนหลังจากปล่อยจอยมานานหลายปี แฟนบอลแตกแยกเป็นเสี่ยงๆ

อาร์เตต้า เลือกออกจากร่มเงาของ เป๊ป ในปลายปี 2019
ส่วนขุมกำลังในทีมนักเตะก็นับว่าไร้ประสิทธิภาพ สองปีแรกของเขาหมดไปกับการต่อสู้เพื่อพาทีมก้าวข้ามความดิ้นรนในระดับกลางตาราง การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมห้องแต่งตัวที่เหยาะแหยะ และต้องรับมือกับสถานการณ์ท็อกซิกที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของสองแข้งซุปตาร์อย่าง เมซุต โอซิล และ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง
มันไม่มีสูตรสำเร็จที่รวดเร็ว และไม่มีชัยชนะที่ได้มาง่ายๆ เลย
แต่ลองหันมามอง อาร์เซน่อล ในอีก 6 ปีครึ่งต่อมา ในค่ำคืนวันเดียวกับที่อนาคตของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เริ่มชัดเจนว่าจะอำลาทีม ทีมของอาร์เตต้าก็ขยับเข้าใกล้แชมป์พรีเมียร์ลีกไปอีกก้าวใหญ่ๆ
ชัยชนะเหนือ เบิร์นลีย์ 1-0 ทำให้พวกเขามีแต้มนำห่าง 5 คะแนนโดยเหลือการแข่งขันอีกเพียงนัดเดียว พวกเขาจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2004 ทันทีหากเอาชนะ คริสตัล พาเลซ ได้ในวันอาทิตย์นี้ หรืออาจจะเร็วเร็วกว่านั้นด้วยซ้ำ ถ้า บอร์นมัธ ช่วยการตัดแต้ม ซิตี้ ในคืนวันอังคารนี้
และหลังจากนั้นอีกหนึ่งสัปดาห์ในวันเสาร์ ก็จะเป็นนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่บูดาเปสต์
หลังสิ้นเสียงนกหวีดยาวในเกมนัดเหย้าสุดท้ายของฤดูกาล อาร์เตต้า และเหล่านักเตะได้มารวมตัวกันบนผืนหญ้าก่อนจะเดินขอบคุณแฟนบอลรอบสนามตามธรรมเนียม เมื่อไมโครโฟนถูกส่งมาถึงมือ เขายืนเด่นอยู่ตรงนั้น มือล้วงกระเป๋า และมีสีหน้าที่ดูอิ่มเอมใจอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก ท่ามกลางเสียงเพลงร้องเชียร์ชื่อของเขาจากแฟนบอลรอบทิศ เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือว่ามันเป็น "ความสุขอันเปี่ยมล้นที่ได้เห็นการเปลี่ยนผ่าน" ของเอมิเรตส์ สเตเดียม "ให้กลายเป็นสถานที่ที่สวยงามที่สุดในการลงเล่นฟุตบอลของเรา"

และมันคือเรื่องจริง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ บรรยากาศและอารมณ์ร่วมที่เปลี่ยนไปที่นี่ หากเทียบกับช่วงปีสุดท้ายอันหดหู่ในยุคของ อาร์แซน เวนเกอร์ และช่วงเวลาสั้นๆ ของ อูไน เอเมรี ถือว่าน่าทึ่งและยอดเยี่ยมมากจริงๆ
คำว่า "สวยงาม" เป็นคำที่น่าสนใจ เพราะถ้าอาร์เซน่อลชุดนี้จะก้าวขึ้นเป็นแชมป์ พวกเขาคงจะไม่ได้รับเสียงชื่นชมในแง่ของ "ศิลปะความสวยงามของเกมรุก" เหมือนกับทีมชุดยิ่งใหญ่ของเวนเกอร์ในอดีต พวกเขาจะเป็นแชมป์ที่ทำประตูได้น้อยที่สุด นับตั้งแต่ที่ เลสเตอร์ ซิตี้ เคยทำไว้ในปี 2015/16 เลยทีเดียว
ประตูเดียวของพวกเขาเมื่อคืนนี้ก็มาจากลูกนิ่งเหมือนกับอีกหลายๆ ประตูที่ผ่านมา โดยเป็น ไค ฮาแวร์ตซ์ ที่เทกตัวขึ้นได้สูงที่สุดก่อนจะโหม่งลูกเตะมุมของ บูกาโย ซาก้า เข้าไป
แม้พวกเขาจะเป็นฝ่ายครองเกมได้เหนือกว่าอย่างชัดเจนโดยเฉพาะในครึ่งแรก แต่นั่นกลับเป็นหนึ่งในโอกาสยิงตรงกรอบเพียงแค่ 3 ครั้งเท่านั้น หากพูดถึงสไตล์ อาร์เซน่อล ของ อาร์เตต้า มีความคล้ายคลึงกับ เชลซี ชุดแกร่งช่วงกลางทศวรรษ 2000 ของ โชเซ่ มูรินโญ่ มากกว่าสไตล์ฟุตบอลที่ไหลลื่นของ แมนฯ ซิตี้ ยุคเป๊ป หรือ อาร์เซน่อล ยุคเวนเกอร์เสียอีก

ความสวยงามที่แท้จริงมันซ่อนอยู่ในเรื่องราวของการ "เกิดใหม่" ต่างหาก มันไม่ใช่เทพนิยายแจ็คผู้ฆ่ายักษ์แบบ เลสเตอร์ ซิตี้ แต่มันคือการชุบชีวิตสโมสรที่กำลังล้มครืนขึ้นมาใหม่อย่างพิถีพิถัน อาร์เตต้า ไม่ได้เปลี่ยนแค่รายชื่อนักเตะหรือวิวัฒนาการของแท็กติกเท่านั้น แต่เขาและทีมงานได้เปลี่ยน "วัฒนธรรม" ของทีมไปอย่างสิ้นเชิง โค้ชหลายคนในสโมสรใหญ่มักจะหลงทางหลังจากเริ่มต้นได้ดี แต่กับ อาร์เตต้า ที่ อาร์เซน่อล กราฟของทีมกลับพุ่งทะยานสูงขึ้นปีแล้วปีเล่าอย่างมั่นคง
มีอยู่ช่วงหนึ่งในช่วงแรกๆ ที่เขาคุม อาร์เซน่อล ชื่อของอาร์เตต้ามักจะถูกโยงเข้าไปเกี่ยวพันกับเก้าอี้กุนซือว่างในอนาคตของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อยู่บ่อยครั้ง หาก เป๊ป อำลาทีมไปในช่วงฤดูร้อนปี 2021 (ซึ่งในตอนนั้นดูมีแนวโน้มสูงมาก) ชื่อของอาร์เตต้าย่อมจะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นแน่นอน เขาอาจดูเป็นตัวเลือกที่หลายคนมองข้ามในตอนนั้น แต่ก็นั่นแหละ ใครจะไปคิดว่า เอ็นโซ่ มาเรสก้า อดีตโค้ชเชลซีและอีกหนึ่งอดีตผู้ช่วยของเป๊ป จะก้าวขึ้นมามีบทบาทในปี 2026 ได้เหมือนกัน
แต่ความแตกต่างคือ อาร์เตต้า ไม่ได้ผูกพันทางอารมณ์กับโปรเจกต์ของ อาร์เซน่อล อย่างลึกซึ้งเท่านั้น ทว่าได้สร้างทีมที่มีความทะเยอทะยานเติบโตไปพร้อมๆ กับตัวเขาเอง และบางทีมันอาจจะเป็นเรื่องของความเข้ากันได้ของปรัชญา
สไตล์ของอาร์เตต้าได้วิวัฒนาการไปสู่ความเน้นผลการแข่งขันและเพลย์เซฟมากขึ้นในช่วง 2 ปีหลังสุด แต่ถึงกระนั้น ตั้งแต่ช่วงแรกๆ นานก่อนที่ทีมของเขาจะก้าวขึ้นมาท้าชนแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกกับ แมนฯ ซิตี้ เขาก็เลือกที่จะ "เทหมดหน้าตัก" ให้กับทีมปืนใหญ่ไปแล้ว

ข่าวการเตรียมอำลาทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เปรียบเสมือนการเปิด "ประตูแห่งโอกาส" ให้กับบรรดาทีมคู่แข่งของ แมนฯ ซิตี้ และในขณะที่สโมสรอื่นๆ ยังอยู่ในสภาวะลองผิดลองถูกหรือช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่ อาร์เซน่อล กลับอยู่ในจุดที่พร้อมอย่างยิ่งที่จะก้าวขึ้นมาเรืองอำนาจในยุคพรีเมียร์ลีกที่ไร้เงาของ เป๊ป
คำพูดนี้อาจจะดูด่วนสรุปเกินไปหน่อย เมื่อพิจารณาว่าภายใต้การคุมทีมของ อาร์เตต้า พวกเขายังไม่สามารถคว้าแชมป์รายการอื่นเพิ่มได้เลยนับตั้งแต่แชมป์เอฟเอ คัพ ในปีแรกของเขา
แต่ในที่สุด หลังจากเฉียดไปเฉียดมาหลายครั้ง ตอนนี้อ าร์เซน่อล ต้องการชัยชนะอีกเพียงนัดเดียวเพื่อเป็นแชมป์อังกฤษ และอีกนัดเดียวเพื่อเป็นแชมป์ยุโรป ถ้วยหลังนั้นอาจดูเป็นงานหินสุดๆ เมื่อต้องเจอกับความแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ของ เปแอสเช แต่สำหรับตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีกที่รอคอยมาแสนนาน ตอนนี้มันอยู่ใกล้แค่เอื้อมจนแทบจะสัมผัสได้แล้ว
ฤดูกาลนี้ อาร์เซน่อล ลงเล่นไปแล้วถึง 61 นัดในทุกรายการ และแพ้ไปเพียงแค่ 7 นัดเท่านั้น ซึ่งความพ่ายแพ้ 4 นัดจากทั้งหมดดันเกิดขึ้นในช่วงเวลา 4 สัปดาห์อันยากลำบากระหว่างกลางเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนเมษายน จนทำให้เกิดคำถามเดิมๆ เกี่ยวกับเรื่องของสภาพจิตใจและความแข็งแกร่งของทีม

แต่การตอบสนองของพวกเขานั้นไร้ที่ติ ใน 6 เกมทุกรายการนับตั้งแต่ความพ่ายแพ้ต่อแมนฯ ซิตี้ 1-2 พวกเขาชนะ 5 เสมอ 1 และเสียไปเพียงประตูเดียวเท่านั้น (ซึ่งเป็นลูกจุดโทษของ แอตเลติโก มาดริด)
ในแง่นี้ ผลการแข่งขันอย่าง 1-0, 1-1, 3-0, 1-0, 1-0, 1-0 มันคือภาพสะท้อนตัวตนของ อาร์เซน่อล ยุคใหม่ ซึ่งในบางมุม มันชวนให้คิดถึงทีมยุคปลายทศวรรษ 1980 ถึงต้นทศวรรษ 1990 ของ จอร์จ แกรแฮม ยุคที่เรียกว่า "บอริ่ง อาร์เซน่อล" กับการเน้นผลชนะ 1-0 ซึ่งตัวของ "บิ๊กจอร์จ" ก็เข้ามานั่งชมชัยชนะนัดนี้ที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม เช่นกัน และเหมือนกับสาวกกูนเนอร์สทุกคน เขาคงจะนั่งลุ้นจนตัวโก่งในครึ่งหลัง แต่ก็สะใจกับผลการแข่งขันเมื่อเสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้น
ตอนนี้ความกดดันถูกเตะไปที่ฝั่งของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แล้ว พวกเขาจะยังมีพลังงานเหลือพอในถังที่จะหยุดสถิติไร้พ่าย 16 นัดของ บอร์นมัธ และลากการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกไปจนถึงนัดสุดท้ายได้หรือไม่ หลังเพิ่งผ่านการคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ มาได้เพียง 3 วัน
ไม่ว่าอย่างไร อาร์เตต้า และลูกทีมต่างเตรียมพร้อมรับมือกับความเป็นไปได้นั้น รวมถึงโอกาสที่จะต้องไปเล่นเกมนัดชิงดำที่บีบคั้นหัวใจสุดๆ กับ คริสตัล พาเลซ ในวันอาทิตย์นี้
แต่หลังจากรอคอยมานานถึง 22 ปี การรอเพิ่มอีกไม่กี่วันจะเป็นอะไรไป? เพราะของบางอย่าง มันก็คุ้มค่าที่จะรอคอยเสมอ

