อาร์เซน่อล : จากทีมตัวตลกสู่แชมป์พรีเมียร์ลีก

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
หลังจากเสียงนกหวีดยาวคอนเฟิร์มแชมป์พรีเมียร์ลีกในรอบ 22 ปีสิ้นสุดลง บรรยากาศที่สนามซ้อมลอนดอน โคลนีย์ ก็ระเบิดไปด้วยความโล่งอก บรรดาผู้เล่น อาร์เซน่อล พากันกระโดดดีใจอย่างสุดเหวี่ยงฉลองแชมป์ที่รอคอยมานาน

บูคาโย่ ซาก้า พกห่วงยางเป่าลมกระโดดลงไปในน้ำ ซึ่งแตกต่างจากยุคทองระหว่างปี 1998-2004 โดยสิ้นเชิง แต่ประเด็นสำคัญคือ อาร์เซน่อล ก็ได้กลับมาฉลองแชมป์อย่างเต็มคราบอีกครั้ง

การก้าวสู่ตำแหน่งแชมป์ครั้งนี้ทำให้มุกตลกล้อเลียน มิเกล อาร์เตต้า กลายเป็นอดีต มหากาพย์แชมป์ลีกสมัยที่ 14 ของ อาร์เซนอล คือเรื่องราวของแผนระยะยาวล้างบางสโมสรจาก "ทีมตลกคาเฟ่" ให้กลับมาเป็นปืนใหญ่สมฉายา และปิดฉาก "ยุคล้อเลียน" ลงอย่างถาวร

ชายผู้บ้าคลั่งในรายละเอียด

ภายนอก อาร์เตต้า อาจดูเคร่งเครียด แต่คนในรู้ดีว่าเขาคือคนบ้างานที่สามารถลากยาว 90 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ได้สบายๆ โดยไม่รู้ตัว สอดคล้องกับคำพูดของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในวัยหนุ่มว่า "นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของงาน แต่มันคือภารกิจ" 

อันที่จริง อาร์เตต้า เกือบได้คุมทีมตั้งแต่ปี 2018 แต่บอร์ดกลับลำไปเลือก อูไน เอเมรี่ แต่ อาร์เตต้า มองว่าการ "รอ" ตอนนั้นเป็นผลดีต่ออาชีพเขา โลกฟุตบอลมีเรื่องตลกร้าย ตลาดซื้อขายซัมเมอร์ปี 2011 ที่ถูกตราหน้าว่าเป็นจุดตกต่ำเพราะเกิดขึ้นหลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถล่มยับ 8-2 กลับเป็นจุดเริ่มต้นที่ระหว่าง อาร์เซน่อล กับบ อาร์เตต้า เขาเป็นหนึ่งในนักเตะที่ถูกดึงร่วมทีม และกลายเป็นรากฐานอนาคตในวันนี้


ล้างบาง "ห้องแต่งตัวเน่าเฟะ"

ตอนที่ อาร์เตต้า กลับมาคุมทีมในเดือนธันวาคม 2019 บอร์ดบริหารบางคนยังลังเลและเล็งโค้ชโปรไฟล์หรูคนอื่นอยู่ ตอนนั้นพวกเขามีข่าวคุยกับทั้ง ปาทริค วิเอร่า, วิตอร์ เปเรย์รา และกำลังเล็ง มักซ์ อัลเลกรี รวมถึง โรนัลด์ คูมัน อยู่ด้วยซ้ำ

แต่หลังจาก อาร์เตต้า กางพิมพ์เขียวฟุตบอลถล่มบอร์ดในห้องประชุมจาก 1 ชั่วโมงลากยาวเป็น 4 ชั่วโมง ผู้บริหารคนหนึ่งถึงกับอุทานว่า "เข้าใจแล้วว่าทำไมทุกคนถึงพูดถึงแต่หมอนี่"

ตอนนั้น อาร์เซน่อล ตกต่ำเข้าขั้น "พังพินาศ" ห้องแต่งตัวเป็นพิษ เต็มไปด้วยแข้งไร้สปิริตที่เลือกนัดลงเล่น และแกล้งเจ็บก่อนเกมเยือนนัดยากๆ จนทีมถูกล้อว่าเป็น "ตัวตลก" บนโลกออนไลน์ 


อาร์เตต้า หงุดหงิดใจตั้งแต่สมัยเป็นผู้เล่นที่ทีมมักหมดลุ้นแชมป์ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ เพราะนักเตะมัวแต่คิดเรื่องแพ็กกระเป๋าไปเที่ยวพักร้อน แผนการซ้อมยุคเวนเกอร์ก็ขาดรายละเอียดจนบางครั้งต้องเขียนแท็กติกลงบนกระดาษ 'โพสต์-อิท' แต่นั่นกลายเป็นแรงขับเคลื่อนให้อาร์เตต้าอยากเข้ามาสะสาง

จุดดิ่งสุดจนเกือบถอดใจ

ช่วงแรกงานนี้หนักหนาสาหัสเกินรับไหว ทีมดาดๆ โละนักเตะส่วนเกินไม่ออก แข้งใหม่ก็พึ่งพาไม่ได้ แม้ อาร์เตต้า จะเค้นฟอร์มพาทีมคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ปี 2020 (ซึ่งเขาปฏิเสธเงินโบนัสเพื่อแลกกับห้องทำงานใหม่) แต่ทีมก็ยังสะดุดหัวทิ่มซ้ำๆ จนช่วงฤดูหนาวปี 2020 อาร์เตต้า ดิ่งขั้นสุดถึงขั้น คิดจะลาออก เพราะคิดว่าตัวเองตัดสินใจผิดมหันต์ที่มารับงานนี้

แต่ ทิม ลูอิส รองประธานบริหารคือผู้ฉุดเขากลับมา ลูอิส พา อาร์เตต้า บินตรงไปเดนเวอร์เพื่อกางวิสัยทัศน์ให้ สแตน ครองเก้ เห็นว่า ทีมที่ลุ้นแชมป์ได้จะส่งผลดีต่อธุรกิจของเจ้าของทีมอย่างไร จุดนั้นทำให้อาร์เตต้าได้รับการซัพพอร์ตงบประมาณเต็มตัว


แผน 5 ปี และการกำจัด "เนื้อร้าย"

กรกฎาคม 2021 อาร์เตต้า ใช้ปากกาเคมีเขียน "แผนงาน 5 ปี" ในห้องทำงาน เพดานค่าเหนื่อยของสโมสรตอนนั้นอยู่ที่ 125 ล้านปอนด์ ห่างไกลจาก แมนฯ ซิตี้ ที่ใช้เงินทะลุ 300 ล้านปอนด์ อาร์เตต้า จึงต้องใช้สูตร "ดอร์ทมุนด์ โมเดล" ดันดาวรุ่งกระหายความสำเร็จอย่าง ซาก้า และ เอมิล สมิธ โรว์ ขึ้นมาเป็นแกนหลักกว่าเดิม และเซ็ตระบบกดดันคู่แข่งที่เรียกว่า "เครื่องปั่นแห้ง" (The Spin Drier)

เมื่อระบบนี้ต้องการคนที่วิ่งสู้ฟัด แข้งกินแรงจึงอยู่ไม่ได้ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง ถูกตัดหางปล่อยวัดทันที ขณะที่การเข้ามาของ กาเบรียล เชซุส พลิกมิติเกมรุกไปโดยสิ้นเชิง

แม้จะเจอความเจ็บปวดจากการพลาดตั๋วแชมเปี้ยนส์ ลีก ให้ สเปอร์ส ในฤดูกาล 2021/22 หรือการได้แค่รองแชมป์ลีกลากยาวมา แต่ อาร์เซน่อล ชุดนี้กลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิมทุกครั้ง ทีมมีพัฒนาการชัดเจน เก็บเพิ่มจาก 84 คะแนน พุ่งเป็น 89 คะแนน และขยับจากรอบ 8 ทีมไปถึงรอบรองฯ แชมเปี้ยนส์ ลีก


เปิดศึกกับเรือใบสีฟ้า

ศัตรูตัวฉกาจของ อาร์เซน่อล คือ แมนฯ ซิตี้ ทีมเก่าของอาร์เตต้า ย้อนไปช่วงปี 2020-2022 ตอนที่เรือใบไล่ต้อนปืนใหญ่ขาดลอย เป๊ป กวาร์ดิโอลา ยังทำท่าเอ็นดูและบอกให้บอร์ดปืนช่วยดูแลเพื่อนรักของเขาดีๆ แต่พอถึงปี 2023 อาร์เซน่อล ปาดหน้าคว้า เดแคลน ไรซ์ ที่ยอมปฏิเสธเงินก้อนโตกว่าจาก ซิตี้ เพราะ อาร์เตต้า เป็นตัวแปร หลังจากนั้นเป็นต้นมา ความสัมพันธ์ระหว่างสองสโมสรก็เปลี่ยนเป็น "สงครามเต็มรูปแบบ"

ความปราชัยและตำแหน่งรองแชมป์ 2 ปีติดทำให้ อาร์เตต้า ทรมานตัวเองอย่างหนัก แต่มันถูกแปรเปลี่ยนเป็นแท็กติกที่เคี่ยวขึ้น เขามองว่าพรีเมียร์ลีกปัจจุบันเน้นพละกำลังและรับลึก อาร์เซน่อล จึงหันมาเน้นลูกนิ่งโดยมี นิโกล่าส์ โยเวอร์ ติวเข้ม และการตัดสินใจดึง ดาบิด ราย่า มาเฝ้าเสาแทน อารอน แรมส์เดล ก็พิสูจน์แล้วว่าเป็นดีลชั้นยอด ลบทุกคำครหา

นายทวารชาวสเปนพิสูจน์แล้วว่าเขาคือ "ของจริง" ช็อตเซฟปาฏิหาริย์ในเกมเจอ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ถูกนำมาเปิดโชว์ในห้องวิดีโอเมื่อคืนวันอังคาร ท่ามกลางเสียงปรบมือโห่ร้องแสดงความยินดีจากเพื่อนร่วมทีมทุกคน


แน่นอนว่า อาร์เตต้า ไม่ได้ต้องการแค่เพิ่มขนาดไซส์ของนักเตะให้ใหญ่ขึ้น แต่เขาต้องการขยายขนาดของขุมกำลังสำรองให้ลึกพอด้วย เขาถอดบทเรียนราคาแพงจากโปรแกรมที่ชุกชุมในฤดูกาล 2024/25

"ม้านั่งสำรองต่างหาก คือสิ่งที่จะตัดสินแชมป์ให้คุณ" เขามักจะพูดเช่นนั้น ผลลัพธ์ที่ได้คือสไตล์ฟุตบอลที่อาจไม่ได้ดูสวยงามบันเทิงใจสำหรับแฟนบอลเป็นกลาง แต่มันคือฟุตบอลที่ไม่มีทีมไหนในโลกอยากจะโคจรมาเผชิญหน้าด้วย

อาร์เซน่อล ไม่ใช่ทีมตลกคาเฟ่ ไม่ใช่มุกตลกล้อเลียนในโลกอินเทอร์เน็ตอีกต่อไป

เพราะตอนนี้ พวกเขาคือ "แชมป์พรีเมียร์ลีก" อย่างเต็มภาคภูมิ 



ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด