โหมโรงชิงเจ้ายุโรป
นี่คือคู่ชิงชนะเลิศที่สมศักดิ์ศรีและมีดีคนละแบบ ทั้งสองทีมต่างพิสูจน์ศักยภาพในแบบของตัวเองให้เห็นตลอดเส้นทางสู่รอบชิงชนะเลิศ ในวันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคมนี้
นัดชิงชนะเลิศครั้งนี้ยังเป็นการ "รีแมตช์" รอบรองชนะเลิศเมื่อฤดูกาลก่อน ซึ่งตอนนั้นทัพ เปแอสเช ของ หลุยส์ เอ็นรีเก้ เอาชนะ อาร์เซน่อล ของ มิเกล อาร์เตต้า ไปได้ทั้งสองนัดด้วยสกอร์รวม 3-1 ก่อนจะเข้าไปถล่ม อินเตอร์ มิลาน ในนัดชิงขาดลอย 5-0 คว้าถ้วยหูใหญ่มาครองเป็นสมัยแรก
อย่างไรก็ตาม จากการพบกันทั้งหมด 5 ครั้งในถ้วยนี้ ชัยชนะ 2 นัดในฤดูกาลก่อนคือครั้งเดียวที่ปารีสฯ ทำได้ เพราะถ้าย้อนไปในรอบลีกเฟสกลับเป็น อาร์เซน่อล ที่ชนะไปได้ ส่วนอีก 2 นัดในฤดูกาล 2016/17 จบลงด้วยผลเสมอ
อาร์เซน่อล ลุ้นเป็นทีมที่ 10 ที่คว้าแชมป์ด้วยการไม่แพ้ใคร ทว่ากระดูกชิ้นโตที่ขวางทางพวกเขาอยู่คือทีมที่คว้าแชมป์ได้ในฤดูกาลที่แล้ว เป็นทีมแชมป์เก่าที่เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศติดต่อกันสำเร็จ นับตั้งแต่ที่ เรอัล มาดริด เคยทำไว้ในฤดูกาล 2016/17 และ 2017/18
เส้นทางของทั้งสองทีมดำเนินไปในสไตล์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
อาร์เซนอล เน้นความรัดกุมในการเล่น วินัยในเกมรับยอดเยี่ยม โดยเก็บคลีนชีตได้ถึง 9 นัด และเสียไปเพียง 4 ประตูเท่านั้นในรอบลีกเฟส และโชว์ฟอร์มแกร่งชนะทั้ง แอตเลติโก มาดริด, บาเยิร์น มิวนิค และ อินเตอร์ มิลาน ก่อนจะผ่านน็อกเอาต์ในเกมเหย้า-เยือนสุดตึงเครียดกับ เลเวอร์คูเซ่น, สปอร์ติ้ง ลิสบอน และ แอตฯ มาดริด อีกครั้ง

ขณะที่ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง คือภาพตรงข้าม ยอดทีมเข้ารอบชิงชนะเลิศมาด้วยเกมบุกอันจัดจ้าน ถล่มประตูไปแล้วถึง 44 ลูก ขาดอีกเพียงประตูเดียวก็จะทาบสถิติตลอดกาลในหนึ่งฤดูกาลของ บาร์เซโลน่า ชุดปี 1999/2000
ควิช่า ควารัตสเคเลีย เป็นหัวใจสำคัญของทีม ปีกชาวจอร์เจียฟอร์มกำลังร้อนแรงสุด ๆ ทำไปแล้ว 10 ประตูกับ 6 แอสซิสต์ในทัวร์นาเมนต์นี้ ซึ่งเป็นการยิงในรอบน็อกเอาต์ถึง 7 ประตู
หลังจากระเบิดฟอร์มถล่ม อตาลันต้า, เลเวอร์คูเซ่น, บาร์เซโลนา และท็อตแนม ฮอตสเปอร์ มาในรอบลีกเฟส ปารีสฯ ก็ยกระดับความโหดขึ้นไปอีกในรอบน็อกเอาต์ด้วยการเขี่ย เชลซี และลิเวอร์พูล ตกรอบ ก่อนจะเปิดตำราจัดแมตช์คลาสสิกโค่น บาเยิร์น มิวนิค ในรอบรองชนะเลิศ
การเติบโตของ อาร์เซน่อล ภายใต้การคุมทีมของ อาร์เตต้า เป็นไปอย่างมั่นคงและไต่ระดับขึ้นมาต่อเนื่อง จากรอบ 8 ทีมในฤดูกาล 2023/24 สู่รอบรองชนะเลิศในปี 2024/25 และพาทีมเข้าชิงชนะเลิศหนแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 2005/06
อาร์เตต้า เพิ่งนำทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้เป็นครั้งแรกในรอบ 22 ปีซึ่งความสำเร็จนี้คือเชื้อไฟชั้นดีในการเพิ่มความมั่นใจก่อนเกมสุดสำคัญนัดสุดทายของฤดูกาล
หากคว้าแชมป์ได้ในเกมนี้ อาร์เซน่อล จะฉลองแชมป์ประวัติศาสตร์นำถ้วยบิ๊กเอียร์สู่ลอนดอนเหนือเป็นครั้งแรก แต่หากชัยชนะเป็นของ ปารีสฯ พวกเขาจะคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่สอง และกลายเป็นสโมสรฝรั่งเศสทีมแรกในประวัติศาสตร์ที่ป้องกันแชมป์ยุโรปได้สำเร็จ

อาร์เซน่อล ได้ความมั่นใจจากการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก
มิเกล อาร์เตต้า เปิดใจก่อนนัดชิงครั้งประวัติศาสตร์ว่า "พวกเรามีความปรารถนาและความทะยานอยากที่ตรงกันเพื่อสโมสรแห่งนี้ บางครั้งเราอาจต้องมีโชคช่วยบ้าง ทุกอย่างต้องเป็นใจ แต่เราใส่ทั้งความทุ่มเท ความหลงใหล และความเชื่อมั่นลงไปในสิ่งที่เราทำอย่างมหาศาล และรางวัลตอบแทนคือวันที่สุดยอดในกรุงบูดาเปสต์ครั้งนี้"
ขณะที่ เดแคลน ไรซ์ เสริมว่า "ผมคิดว่าไม่มีใครปฏิเสธสิ่งที่เราทำมาตลอดในทัวร์นาเมนต์นี้ได้ เรามีสิทธิ์เต็มที่ที่จะฉลองเพราะมันคือช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่มาก แชมเปี้ยนส์ ลีก คือรายการที่มีเกียรติที่สุด และนี่คือช่วงเวลาที่น่าภาคภูมิใจของสโมสรและนักเตะทุกคน"
ส่วน บูคาโย่ ซาก้า กล่าวว่า "คุณคงเห็นแล้วว่าสิ่งนี้มีความหมายต่อพวกเราและแฟนบอลมากแค่ไหน พวกเรามีความสุขกันมาก มันเป็นเรื่องราวที่สวยงาม และผมหวังว่ามันจะจบลงอย่างสมบูรณ์แบบที่บูดาเปสต์"
ทางฝั่ง เปแอสเช นำโดยกุนซือ หลุยส์ เอ็นรีเก้ ที่มีภารกิจพาทีมป้องกันแชมป์กล่าวว่า "สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการโฟกัสที่ตัวเราเองมากกว่าคู่แข่ง นี่คือการแข่งขันระดับสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรป แน่นอนว่ามันต้องมีการปรับแท็กติกบ้างเพราะมาตรฐานของคู่ต่อสู้สูงมาก แต่เราเองก็ยกระดับเกมของตัวเองขึ้นมาได้เช่นกัน และเราภูมิใจมากที่ได้เข้าชิงชนะเลิศอีกครั้ง"

ปารีสฯ ผ่าน บาเยิร์น มาได้อย่างสมศักดิ์ศรี
ควิช่า ควารัตสเคเลีย ที่ผลงานโดดเด่นอย่างมากในรายการนี้ มองว่า "พวกเราเคารพทุกทีม สิ่งสำคัญสำหรับเราคือการเล่นในเกมของตัวเอง เราไม่ได้โฟกัสว่าคู่แข่งจะเป็นใคร แค่เตรียมตัวให้พร้อมและทุ่มเททุกสิ่งลงไปบนสนาม เกมนี้มันยากแน่นอนเพราะนี่คือนัดชิงแชมเปียนส์ลีก สิ่งที่เราต้องทำคือลงไปเล่นและสนุกกับมัน"
นั่นคือความเห็นจากโค้ชและนักเตะของสองทีม ส่วนในมุมผู้สื่อข่าว โจ เทอร์รี ของฝั่ง อาร์เซน่อล ให้ความเห็นว่า "มันอาจจะดูง่ายไปหน่อยถ้าจะบอกว่านัดชิงชนะเลิศปีนี้เป็นการดวลกันระหว่าง เกมรุกของปารีสฯ ปะทะ เกมรับของอาร์เซนอล แต่ อาร์เซน่อล คือน่าจะเป็นทีมที่มีอาวุธครบมือที่สุดในการหยุดยั้งเกมรุกอันตรายของทีมดังจากฝรั่งเศส"
"แกนหลักในแดนหลังของพวกเขาอย่าง ดาบิด ราย่า, วิลเลียม ซาลิบา และกาเบรียล มากัลเญส คือกลุ่มคนที่ทำให้ทีมเสียประตูน้อยที่สุดทั้งในศึกพรีเมียร์ลีกที่พวกเขาเพิ่งคว้าแชมป์มาครองได้ และในเส้นทางสู่รอบชิงที่บูดาเปสต์"
"ตอนนี้นักเตะ อาร์เซน่อล กำลังอยู่ในช่วงมั่นใจสุดขีดหลังเพิ่งฉลองแชมป์ลีกครั้งแรกในรอบ 22 ปี และพวกเขาก็พร้อมที่จะสู้ในฐานะทีมรอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับบทเรียนจากความพ่ายแพ้ในรอบรองชนะเลิศเมื่อฤดูกาลก่อน คราวนั้นเป็นเกมที่เบียดกันสูสีซึ่งปารีสฯ สมควรชนะ แต่ในตอนนี้ อาร์เซน่อล ได้ก้าวผ่านและพัฒนาขึ้นมาจากจุดนั้นอย่างก้าวกระโดดแล้ว"

ทางด้าน อเล็กซ์ เคลเมนต์สัน ผู้สื่อข่าวฝั่งเปแอสเช มองว่า "'ครั้งแรกคือประวัติศาสตร์ แต่ครั้งที่สองคือตำนาน"* นี่คือข้อความบนป้ายแบนเนอร์ที่แฟนบอลปารีสฯ กางในสนามระหว่างเกมอุ่นเครื่องเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา"
"เกมนัดชิงที่บูดาเปสต์เปิดโอกาสให้ปารีสฯ ก้าวขึ้นไปอยู่บนหิ้งร่วมกับเหล่าทีมผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต ด้วยจำนวน 23 ประตูที่ทำได้ในรอบน็อคเอาต์ และ 44 ประตูรวมทั้งหมด เกมรุกที่เป็นเครื่องหมายการค้าของพวกเขายังไม่มีทีท่าว่าจะแผ่วลงเลย แถมเกมรับที่ช่วยกันยัน บาเยิร์น มิวนิค ได้ในรอบรองชนะเลิศนัดที่สอง ยังแสดงให้เห็นถึงความเคี่ยวลากดิน"
"หากพวกเขาสามารถผสานสองสิ่งนี้เข้าด้วยกันได้ในวันเสาร์ ปารีสฯ ก็มีโอกาสสูงมากที่จะกลายเป็นทีมแรกนับตั้งแต่ เรอัล มาดริด ที่ป้องกันแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ
บทสรุปของถ้วยใบใหญ่ที่สุดในยุโรปงวดเข้ามาทุกที ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้ง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง และ อาร์เซน่อล ต่างมีองค์ประกอบของทีมแชมป์ที่ครบเครื่องด้วยกันทั้งสองทีม
สุดท้ายแล้ว ฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศมักจะตัดสินกันด้วยรายละเอียดเพียงเล็กน้อย ความผิดพลาดแค่ครั้งเดียวอาจเปลี่ยนเส้นทางของถ้วยรางวัลใบนี้ได้ทันที น่าติดตามเหลือเกินว่าหน้าประวัติศาสตร์บทไหนจะถูกเขียนขึ้นที่กรุงบูดาเปสต์ในค่ำคืนวันเสาร์นี้

