เจาะลึกแชมป์พรีเมียร์ลีกที่รอคอย Part 1

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
สิ่งที่แฟนบอล อาร์เซน่อล รอคอยมานาน 22 ปี ก็มาถึงในที่สุดกับการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองได้สำเร็จ และเกือบต่อยอดเป็นแชมป์ยุโรปสมัยแรกหากไม่แพ้จุดโทษอย่างน่าเสียดายในนัดชิงชนะเลิศ

ความสำเร็จในการหวนคืนบัลลังก์แชมป์พรีเมียร์ลีกของ อาร์เซน่อล มีความพิเศษและเฉพาะตัวอย่างมากในโลกฟุตบอลปัจจุบัน

แน่นอนว่ามีองค์ประกอบพื้นฐานของทุกทีมที่เป็นแชมป์อยู่ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นทีมนักเตะที่ยอดเยี่ยม, กุนซือฝีมือดี และการทุ่มเงินมหาศาลในตลาดซื้อขาย ทว่าสิ่งที่ทำให้ตำแหน่งแชมป์ครั้งนี้แตกต่างออกไป คือ "ความอดทนและการทำงานอย่างต่อเนื่อง"

แชมป์นี้คือผลลัพธ์ของแผนการระยะยาวที่แท้จริง ซึ่งถูกวางไว้อย่างใจเย็นและประณีตในทุกรายละเอียด 

หลายปีก่อนที่ อาร์เซน่อล จะกลับมาทวงแชมป์ บรรดาบอร์ดบริหารระดับผู้กำหนดนโยบายของสโมสรได้มองเห็นโอกาสที่หาได้ยากในวัฏจักรการแข่งขันของพรีเมียร์ลีกจากการวิเคราะห์โครงสร้างทีมคู่แข่งอย่างละเอียดทั้งระยะเวลาสัญญา, กราฟอายุเฉลี่ยของนักเตะ และไทม์ไลน์ของกุนซือคู่แข่ง 

อาร์เซน่อล คาดการณ์ถึงสิ่งที่เรียกว่า "หน้าต่างแห่งชัยชนะ" (Win Window) จะเปิดขึ้นในช่วงระหว่างปี 2023 ถึง 2027 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล สองมหาอำนาจที่ผูกขาดแชมป์รวมกันมาตลอด 8 ฤดูกาลหลังสุด น่าจะเริ่มคลายความไร้เทียมทานลง

ทุกย่างก้าวที่ อาร์เซน่อล ทำหลังจากนั้น จึงถูกสร้างขึ้นบนฐานการคำนวณดังกล่าว


ช่วงแรกของ อาร์เตต้า ไม่ง่ายเลย

ย้อนกลับไปในฤดูหนาวปี 2020 ในช่วงที่ มิเกล อาร์เตต้า กำลังเผชิญความกดดันอย่างหนักและทีมจมอยู่กลางตาราง กุนซือชาวสเปนพร้อมด้วย ทิม ลูอิส ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งกรรมการที่ปรึกษา (Non-executive Director) ได้บินด่วนไปยังเดนเวอร์ สหรัฐอเมริกา เพื่อเข้าพบ สแตน ครองกี้ เจ้าของสโมสร

อาร์เตต้า และ ลูอิส ได้ร่วมกันนำเสนอแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวที่ออกแบบมาเพื่อพาทีมปืนใหญ่กลับมาผงาดเป็นซูเปอร์คัพยุคใหม่และทีมฟุตบอลระดับแถวหน้าของโลกอีกครั้ง หลังจากนั้นโปรเจกต์นี้เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเรื่อย ๆ

การก้าวเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการเทคนิคของ เอดู ในช่วงหน้าร้อนปี 2019 ได้จุดชนวนให้เกิดการรื้อระบบบริหารจัดการฟุตบอลของสโมสรขนานใหญ่ ทีมแมวมองชุดเดิมในหลาย ๆ ส่วนถูกยุบและแทนที่ด้วยหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาใหม่ชื่อว่า "ฟุตบอล อินเทลลิเจนซ์" (Football Intelligence) 

หน่วยงานนี้มีหน้าที่หลักในการสแกนภาพรวมและทิศทางในอนาคตของฟุตบอลอังกฤษ รวมถึงการประเมินตำแหน่งแห่งที่ของอาร์เซน่อลในสารบบนั้น เรียกได้ว่ามีหน้าที่หลักในการคาดการณ์ความโรยราของทีมคู่แข่งล่วงหน้า 

อาร์เซน่อล คาดการณ์ถึงการเปลี่ยนแปลงกุนซือของทีมคู่แข่ง โดยมองเห็นล่วงหน้าว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ จะโบกมือลา ลิเวอร์พูล รวมถึงการคำนวณกราฟอายุของคีย์แมนคู่แข่งอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ รวมถึง เควิน เดอ บรอยน์ ของทางฝั่ง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 

แม้มันจะไม่ใช่การคาดการณ์ที่แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มันทำให้บอร์ดบริหารมีพิมพ์เขียวในการทำงาน ส่งผลให้การเซ็นสัญญาคว้าตัวนักเตะถูกปรับให้สอดคล้องกับแนวทางนี้ เพื่อสร้างทีมให้ก้าวขึ้นสู่จุดพีคในช่วงเวลาเดียวกับที่คู่แข่งเริ่มแผ่วปลายพอดี


สองพ่อลูกตระกูลครองกี้ 

แน่นอนว่าระหว่างทางย่อมต้องมีการปรับเปลี่ยน มีช่วงเวลาที่เฉียดไปเฉียดมา การได้รองแชมป์ 3 ปีซ้อนระหว่างปี 2023 ถึง 2025 บ่งชี้ว่าพวกเขาเข้าใกล้ความจริงมากแล้ว แต่ยังขาดแรงส่งอีกนิด 

เมื่อ "วินโดว์แห่งโอกาส" เริ่มงวดเข้ามา การแต่งตั้ง อันเดรีย แบร์ต้า เข้ามาเป็นผู้อำนวยการกีฬาเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว จึงเป็นการเปิดฉากลุยตลาดซื้อขายนักเตะในเชิงรุกที่ดุดันยิ่งขึ้นเพื่อเผด็จศึก

ในท้ายที่สุด อาร์เซน่อล ก็ทำตามแผนงานที่พวกเขาวางรากฐานไว้เมื่อหลายปีก่อนได้สำเร็จ แชมป์นี้ไม่ได้ชนะกันในสนาม แต่มันถูกออกแบบและสร้างขึ้นมาอย่างเป็นระบบ  

วิสัยทัศน์ที่ อาร์เตต้า และทีมงานนำไปเสนอต่อ สแตน ครองกี้ นั้น ถูกจำลองโครงสร้างอย่างละเอียดยิบภายในลอนดอน โคลนีย์

หน้าร้อนปี 2020 อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ท่ามกลางวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 อาร์เซน่อล กำลังเคว้งคว้าง แหล่งข่าวใกล้ชิดบอร์ดบริหารเผยว่า ครองกี้ รู้สึกว่าเขาต้องการข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับระบบภายในสโมสรมากกว่าที่เป็นอยู่ เขาจึงหันไปพึ่ง ทิม ลูอิส ทนายความคู่ใจที่คอยให้คำปรึกษาตระกูลมหาเศรษฐีอเมริกันรายนี้มาตลอดตั้งแต่ช่วงเริ่มทยอยซื้อหุ้น อาร์เซน่อล

ครองกี้ อาจจะได้เห็นอะไรมากกว่าที่เขาคิด เมื่อ ลูอิส เริ่มลงมือล้างบางสโมสรขนานใหญ่ ราอูล ซานเยฮี หัวหน้าฝ่ายฟุตบอลถูกบีบให้พ้นตำแหน่ง พร้อมๆ กับนโยบายซื้อขายนักเตะแบบเดิม ๆ ที่ดึงแข้งอย่าง นิโกลาส์ เปเป้, ดาวิด ลุยซ์ และ เซดริก โซอาเรส มาร่วมทีม


สตาร์ดังถูกปล่อยออก

การเลิกจ้างพนักงานล็อตใหญ่ส่งผลให้ทีมแมวมองเดิมถูกรีแบรนด์ใหม่เป็นหน่วย "ฟุตบอล อินเทลลิเจนซ์" โดยมี เจสัน อายโต้ นักวิเคราะห์ข้อมูลก้าวขึ้นมาช่วยจัดทัพทีมงานที่กระชับฉับไวนี้ ร่วมกับกำลังหลักอย่าง เบน แนปเปอร์, มาร์ค เคอร์ติส และ เจมส์ เอลลิส ในเวลาต่อมา

อาร์เซน่อล กำหนดแนวทางในตลาดซื้อขายไว้อย่างชัดเจนว่าจะโฟกัสที่การเซ็นสัญญานักเตะที่มีอายุไม่เกิน 23 ปี และมีค่าตัวไม่เกิน 40 ล้านยูโร (ประมาณ 34.6 ล้านปอนด์) เท่านั้น ซึ่ง ลูอิส เห็นชอบกับกลยุทธ์นี้ ขณะที่ สแตน และ จอช ครองกี้ สองพ่อลูกก็ไฟเขียว ทีมงานฟุตบอล อินเทลลิเจนซ์ จึงปรับระบบการสแกนฟอร์ม ฐานข้อมูล และความสัมพันธ์กับเอเยนต์ให้ตรงตามสเปกนี้ทั้งหมด

ในหน้าร้อนปี 2021 อาร์เซน่อล ประกาศจุดยืนชัดเจนด้วยการคว้าตัวผู้เล่นทีมชุดใหญ่มา 6 ราย ซึ่งเกือบทั้งหมดเข้าข่ายเกณฑ์ข้างต้น แม้จะไม่ใช่ทุกดีลที่ประสบความสำเร็จ แต่การหลั่งไหลเข้ามาของสายเลือดใหม่ในตอนนั้นมีชื่อของ มาร์ติน โอเดการ์ด และ เบน ไวท์ รวมอยู่ด้วย ซึ่งต่อมาทั้งคู่ได้กลายเป็นเสาหลักของโปรเจกต์นี้

แต่ความสำเร็จย่อมต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด อาร์เซน่อล รู้ดีว่ากลยุทธ์นี้จะยังไม่เห็นผลในระยะเวลาอันสั้น ในช่วงเปลี่ยนผ่านนั้น พวกเขาต้องผ่านกระบวนการล้างไพ่ที่เจ็บปวด ด้วยการโละนักเตะอายุมากที่รับค่าเหนื่อยมหาศาลออกจากทีม

เมซุต โอซิล และ ดาวิด ลุยซ์ ถูกปล่อยตัวออกจากทีม รวมถึงการยอมฉีกสัญญากับ เปเป้, เอคตอร์ เบเยริน และ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง ทำให้สโมสรตกเป็นเป้าสายตาและโดนล้อเลียนอย่างหนัก ทว่าพวกเขายังคงแน่วแน่ที่จะเดินหน้าปฏิวัติตัวเองต่อไป


พลังหนุ่มทั้งในและนอกถูกหลอมรวมกัน

นักเตะใหม่ถูกนำมาผสมผสานกับแกนหลักที่เป็นสายเลือดบลัดกูดจากอะคาเดมี่อย่าง บูคาโย่ ซาก้า, กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ และ เอมิล สมิธ โรว์ ขณะที่ วิลเลียม ซาลีบา ก็ถูกดึงกลับมาร่วมทีมในที่สุดหลังจากที่ อาร์เตต้า เคยมีข้อกังขาในช่วงแรก อาร์เซน่อล ตั้งใจสร้างกลุ่มนักเตะที่มีอายุไล่เลี่ยกัน เพื่อให้พวกเขาเติบโตและสุกงอมไปพร้อมๆ กัน

สิ่งนี้ส่งผลให้ทีมมีความผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้น ในเวลาว่างหรือระหว่างเดินทาง พวกเขามักจะเล่นไพ่หรือบอร์ดเกมสเปน (Parchis) ด้วยกัน นอกจากนี้ นักเตะหลายคนยังเชื่อมโยงกันด้วยหลักความเชื่อ โดยมีกลุ่มชาวคริสต์ที่เคร่งครัดเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ในทีม

โปรเจกต์เริ่มฉายแววรุ่งเรืองเร็วเกินคาด เมื่อ อาร์เซน่อล สามารถตั๋วกลับไปเล่นฟุตบอลยุโรปและถ้วยใหญ่อย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ก่อนกำหนดการที่วางไว้ กลยุทธ์การซื้อขายจึงเริ่มวิวัฒนาการขึ้น โดยเปลี่ยนมาขยับเซ็นสัญญานักเตะที่อยู่ในช่วงอายุพีคเพื่อให้เข้ามาเติมเต็มทีมที่กำลังเติบโตได้ทันที

นั่นหมายความว่าสโมสรต้องยอมควักกระเป๋าหนักขึ้น และการได้ไปลุยแชมเปี้ยนส์ ลีก อย่างสม่ำเสมอก็ทำให้เรื่องนี้เป็นไปได้ อาร์เซน่อล ล็อกเป้าโปรไฟล์นักเตะเฉพาะทางอย่าง ยูร์เรียน ทิมเบอร์, ดาบิด ราย่า และดีลทุบสถิติต่างดาวของสโมสรอย่าง เดแคลน ไรซ์

เมื่อสโมสรสร้างขุมกำลังที่น่าทึ่งขึ้นมาได้แล้ว แต่การจะก้าวไปเป็นแชมป์ พวกเขายังต้องการกุนซือระดับพิเศษด้วยเช่นกัน และพวกเขามีอยู่แล้วนั่นคือ...มิเกล อาร์เตต้า


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด