เส้นทางสุดขั้วของ 'ดาบิด ราย่า'
"ผู้รักษาประตูที่ลงเล่นในแมตช์เมื่อวานนี้ ย้ายมาอยู่กับ เซาธ์พอร์ต ด้วยสัญญายืมตัวจาก อ็อกซ์ฟอร์ด ยูไนเต็ด...ใช่แล้ว! แม็กซ์ โครคอมบ์ ผมว่าผมจำไม่ผิดนะ"
และนั่นทำให้รายชื่อขยับเพิ่มเป็น 4 คน ปีเตอร์ วิธ, สแตน มอร์เตนเซ่น, ตัวเขา ราย่า เอง และรายล่าสุดคือผู้รักษาประตูมือหนึ่งทีมชาตินิวซีแลนด์ นี่คือกลุ่มบุรุษผู้เคยผ่านการค้าแข้งกับสโมสรเล็กๆ อย่าง เซาธ์พอร์ต และได้ก้าวไปลุยศึกฟุตบอลโลก
เบื้องหลังความสำเร็จที่ถูกหล่อหลอมจาก 'นอกลีก'
เกมระดับอาชีพนัดแรกของราย่า เกิดขึ้นต่อสายตาแฟนบอลเพียง 1,405 คน ในเกมเยือนแม็คเคิลส์ฟิลด์ ศึกคอนเฟอเรนช์ (ลีกระดับ 5 ของอังกฤษ) ตัดภาพกลับมาที่เกมล่าสุดของเขา ราย่า ลงเฝ้าเสาต่อหน้าผู้ชม 61,035 คน ในรอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่บูดาเปสต์
เหตุการณ์นี้ทำให้เขาเป็นนักฟุตบอลเพียงไม่กี่คนในประวัติศาสตร์ที่เคยสัมผัสทั้งความเคี่ยวกรำของฟุตบอลนอกลีก และเกมสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก (อีกสองคนคือ สตีฟ ฟินแนน และ คริส สมอลลิ่ง)
หลังจากนั้นเพียง 4 วัน เขาก็ได้ขึ้นรถบัสเปิดประทุนแห่ถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีก ก่อนจะบินตรงมาสมทบกับทีมชาติสเปนในฐานะทีมเต็งแชมป์โลก ซึ่ง ราย่า เรียกช่วงเวลานั้นว่า "วันเวลาที่ดีที่สุดในอาชีพค้าแข้ง"

เริ่มต้นเฝ้าเสาให้ในนอกลีก
แต่คำว่าช่วงเวลาที่ดีที่สุดไม่ได้หมายถึงความสำเร็จในปัจจุบันเพียงอย่างเดียว แต่มันรวมถึงความลำบากในอดีตที่หล่อหลอมให้เขาเป็นเขาในวันนี้ด้วย
ตอนอายุ 18 ปี ราย่าย้ายไปเล่นให้ เซาธ์พอร์ต แบบยืมตัว "ตอนอยู่ทีม U-21 ของ แบล็คเบิร์น มันไม่มีแรงกดดัน ไม่มีใครมาสนใจหรอกว่า 3 คะแนนมันสำคัญแค่ไหน" ราย่าย้อนความหลัง
"ผมเลยบอกสโมสรว่า ผมต้องการลงเล่นฟุตบอลอาชีพจริงๆ เพื่อสัมผัสว่าคำว่า ‘ต้องชนะ’ มันเป็นยังไง ตอนนั้นฝีมือผมยังไม่ถึงขั้นจะไปเล่นลีกวันหรอก แต่การลงไปลีกระดับ 5 มันสร้างตัวตนของผมขึ้นมาเลย"
ช่วงแรกมันไม่ได้สวยหรูเลย ราย่า เล่าปนขำว่า "ถ้าคุณไปถามประธานสโมสรเซาธ์พอร์ตตอนนั้น เขาคงกุมขมับแล้วคิดว่า ‘นี่เราเซ็นใครมาวะ?!’ ผมเพิ่งอายุ 18-19 แต่ต้องมาเล่นในลีกที่เข้าบอลกันหนักหน่วงมาก ในทีมเยาวชนเราเน้นต่อบอลกับพื้นสวยๆ แต่ที่นี่ คุณจะโดนชายฉกรรจ์อายุ 30-35 ปี วิ่งเข้าชนแบบไม่สนบอล สนแต่จะอัดผู้รักษาประตู"
"แต่พอผมปรับตัวได้และได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนร่วมทีม 3-4 เดือนนั้นกลายเป็นช่วงเวลาที่ผมได้เรียนรู้มากที่สุดในชีวิตเลย"
"คุณจะได้เห็นความเป็นจริงของชีวิต แฟนบอลและเพื่อนร่วมทีมบางคนต้องการเงินโบนัสจากการชนะการแข่งขันเพื่อไปจ่ายค่าผ่อนบ้าน บางคนเตะเกมกลางคืนเสร็จ ต้องตื่น 6 โมงเช้าไปทำงานประจำต่อ มันทำให้คุณเห็นโลกความจริง และจะไม่มองข้ามสิ่งเล็กๆ น้อยๆ อีกเลย"
"ยอมรับเลยว่าตอนนั้นเนื้อตัวผมเขียวช้ำไปหมด ตาเขียว ปวดระบมไปทั้งตัว แต่มันโคตรสนุกและผมซาบซึ้งกับมันมาก และนั่นคือเหตุผลที่ผมมาอยู่ตรงนี้"
บาดแผลจากบูดาเปสต์ และ ค่ำคืนที่ใจสลาย
ปัจจุบัน สเปนปักหลักซ้อมอยู่ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเบย์เลอร์ นอกเมืองแชตตานูกา บรรยากาศในแคมป์เต็มไปด้วยความผ่อนคลาย เพื่อนร่วมทีมกำลังรอไปตีกอล์ฟด้วยกันหลังจากซ้อมเสร็จ พวกเขาอยู่ร่วมกันมา 2-3 สัปดาห์แล้ว และเป้าหมายสูงสุดคือการไปให้ถึงรอบชิงชนะเลิศที่นิวเจอร์ซีย์

แชมป์พรีเมียร์ลีกที่รอคอย
อย่างไรก็ตาม สำหรับ ราย่า แล้ว ความสำเร็จในพรีเมียร์ลีกมาพร้อมกับบาดแผลฉกรรจ์ในถ้วยยุโรป หลังจากต้องพ่ายแพ้การดวลจุดโทษให้กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในรอบชิงชนะเลิศถ้วยยุโรป
"พวกเราที่เล่นนัดชิงแชมเปี้ยนส์ ลีก ได้พักเพิ่มไม่กี่วัน ผมเดินทางมาถึงแคมป์ทีมชาติก่อน ฟาเบียน รูอีซ นิดหน่อย พอเขามาถึง สิ่งแรกที่ผมทำคือเดินไปยินดีกับเขา ตอนจบเกมที่บูดาเปสต์ผมพูดอะไรไม่ออกเลยจริงๆ มันจุกอก แต่พอวันต่อมาเราก็มานั่งคุยกันแบบเพื่อนสนิท ผมดีใจกับเขาจริงๆ ที่ได้ชูถ้วยนี้เป็นครั้งที่สอง"
แต่คำว่า "ดีใจ" คงเทียบไม่ได้กับความเจ็บปวดในใจที่ยังหลงเหลืออยู่
"ความจริงก็คือ เมื่อคุณแพ้ในรอบชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก การพ่ายแพ้ในการเข้าชิงครั้งแรกในรอบ 20 ปีของสโมสร แถมยังแพ้จุดโทษอีก มันเหมือนโดนทำลายจากข้างในเลยล่ะ" นายด่านชาวสเปนยอมรับแบบตรงไปตรงมา
"ผมเดินเอาหัวพิงกระจกรถบัสด้วยความภูมิใจในสิ่งที่เราทำมาตลอดทั้งปีนะ แต่ข้างในมันแตกสลาย เพราะเราเข้าใกล้เคียงมันมากๆ ใกล้เหลือเกิน"
เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ "คุณไม่มีทางรู้เลยว่าคุณจะได้กลับไปเล่นรอบชิงแบบนั้นอีกเมื่อไหร่ คืนนั้นที่บูดาเปสต์มันทรมานมาก วันรุ่งขึ้นก็แย่ไม่แพ้กัน แต่พอเรากลับมาถึงสนามเอมิเรตส์ สเตเดียม ได้เห็นแฟนบอลมารอรับ ได้ขึ้นรถบัสแห่แชมป์พรีเมียร์ลีก ได้เห็นว่ามันมีความหมายต่อพวกเขาขนาดไหน มันทำให้เราดึงสติกลับมาได้ และตระหนักว่าสิ่งที่เราทำสำเร็จในลีกมันยิ่งใหญ่แค่ไหน"
"จากทีมเมื่อไม่กี่ปีก่อน เทียบกับตอนนี้ที่เราดีขึ้นเรื่อยๆ และคว้าแชมป์ลีกครั้งแรกในรอบมากกว่า 20 ปี มันทำให้ผมยิ้มได้ และคิดว่าปีหน้าเราจะกลับไปทำได้ดีกว่าเดิม และจะคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีกให้ได้"

นัดชิงแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่จบด้วยความเจ็บปวด
บทบาทในทีมชาติสเปน และสงครามแย่งชิงมือหนึ่ง
แม้ว่า ดาบิด ราย่า จะโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมในอังกฤษ การันตีด้วยรางวัลถุงมือทองคำ 3 ปีซ้อน แต่ในศึกฟุตบอลโลกหนนี้ เขากลับไม่ได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงในสองเกมแรกที่สเปนเสมอ เคปเวิร์ด ต่อด้วยเอาชนะ ซาอุดิอาระเบีย เพราะตำแหน่งตัวจริงยังคงเป็นของ อูไน ซีมอน มือหนึ่งขาประจำตลอด 6 ปีที่ผ่านมา
การที่เขาไม่ได้เล่นให้สโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง เรอัล มาดริด หรือ บาร์เซโลนา ทำให้ ราย่า มักจะหลุดโผจากสปอตไลท์ของสื่อสเปนอยู่บ่อยครั้ง จนทำให้ หลุยส์ เด ลา ฟวนเต้ กุนซือทีมชาติสเปนเคยถึงกับหลุดปากถามสื่อด้วยความอัดอั้นว่า "ทำไมไม่มีใครพูดถึง ดาบิด ราย่า บ้าง? มันน่าเหลือเชื่อและน่ากลัวมากนะ" ซึ่งราย่าก็บอกว่าเขาซาบซึ้งกับแรงสนับสนุนของโค้ชมาก
"มันก็เป็นเรื่องธรรมดาแหละ อูไน กับ โจน (การ์เซีย) เขาเล่นในสเปน ส่วนผมย้ายออกมานานมาก จำได้ว่าตอนโดนเรียกตัวติดทีมชาติตามหน้าสื่อครั้งแรกในปี 2022 พาดหัวข่าวแทบทุกฉบับยังถามเลยว่า ‘ดาบิด ราย่า คือใคร?’ " เขากล่าวปนยิ้ม
เมื่อถามถึงประเด็นการแข่งขันแย่งตำแหน่งผู้รักษาประตูที่มักจะถูกจับตามองเป็นพิเศษ ราย่าตอบอย่างเป็นธรรมชาติว่า "หลายคนพยายามจะหาเรื่องดราม่าหรือสร้างพาดหัวข่าว แต่สำหรับผม การแข่งขันคือสิ่งที่ดี เราต้องรับมือกับมันอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าคุณจะเป็นมือหนึ่ง มือสอง หรือมือสาม คุณก็ต้องปฏิบัติต่อคนอื่นให้เหมือนเดิม ตอนผมย้ายไป อาร์เซน่อล ก็มีดราม่าเรื่อง อารอน แรมส์เดล หรือตอนผมไป เซาธ์พอร์ต แรกๆ ที่นั่นมีผู้รักษาประตูตั้ง 8 คน!"

"ตรงนี้ความกดดันมันต่างออกไป คุณอยู่ท่ามกลางแสงสปอตไลท์ของคนทั้งโลก แต่มันไม่ใช่ความกดดันแบบที่ต้องคิดว่าจะหาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าผ่อนบ้านเหมือนตอนนู้นหรอกนะ ผมรู้ว่ามนุษย์เราผิดพลาดกันได้ และไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบคุณ ดังนั้นเรื่องดราม่าปล่อยให้คนอื่นคุยกันไปเถอะ"
"พวกเรา (ผู้รักษาประตูทีมชาติสเปน) ซ้อมด้วยกันทุกวัน สนิทกัน และช่วยเหลือกันเสมอ ตนแหน่งนี้อยู่ในมือของคนที่ไว้ใจได้แน่นอน ไม่ว่าใครจะได้ลงเล่นก็ตาม สำหรับผม การได้มาอยู่ตรงนี้คือความสุขขั้นสุด มันคือฟุตบอลโลกครั้งที่สองในชีวิต และมันคือความฝัน"
"ตอนสเปนได้แชมป์โลกปี 2010 ผมเพิ่งอายุ 15 ปีเอง ตอนนี้ผมจึงอยู่ตรงนี้ด้วยความสุขและความกระหายอย่างเต็มเปี่ยม เพราะโอกาสที่จะได้มาฟุตบอลโลกไม่ได้มีเข้ามาในชีวิตบ่อยๆ หรอกนะ"
จากผู้รักษาประตูวัยรุ่นที่เคยโดนแข้งรุ่นใหญ่อัดจนน่วมในลีกล่างของอังกฤษ สู่ทำเนียบแชมป์พรีเมียร์ลีกและนายทวารระดับโลก... วันนี้ ดาบิด ราย่า กำลังอยู่บนเส้นทางไล่ล่าความฝันสูงสุดในรายการที่ยิ่งใหญ่สุดอย่าง "ฟุตบอลโลก"

