ก่อนคิกออฟรอบ 8 ทีมสุดท้าย
8 ทีมที่ฝ่าด่านเข้าถึงรอบนี้ประกอบด้วย 4 ทีมที่เคยเป็นแชมป์โลกมาแล้วคือ อาร์เจนติน่า (3 สมัย), ฝรั่งเศส (2 สมัย), สเปน (1 สมัย) และ อังกฤษ (1 สมัย) กับอีก 4 ทีมที่ไม่เคยเป็นแชมป์มาก่อนคือ โมร็อกโก, เบลเยียม, นอร์เวย์ และ สวิตเซอร์แลนด์
ก่อนจะไปลุยบทวิเคราะห์เจาะลึกในรอบก่อนรองชนะเลิศ เราไปดูโปรแกรมและเวลาลงสนามของแต่ละคู่ รวมถึงการแข่งขันที่ผ่านมากันก่อน
ฝรั่งเศส พบ โมร็อกโก
| วันที่ 9 กรกฎาคม 2026 เวลา 03:00 น. (คืนวันพฤหัสบดี)
สเปน พบ เบลเยียม
| วันที่ 11 กรกฎาคม 2026 เวลา 02:00 น. (คืนวันศุกร์)
นอร์เวย์ พบ อังกฤษ
| วันที่ 12 กรกฎาคม 2026 เวลา 04:00 น. (คืนวันเสาร์)
อาร์เจนตินา พบ สวิตเซอร์แลนด์
| วันที่ 12 กรกฎาคม 2026 เวลา 08:00 น.
ภาพรวมที่ผ่านมา 3 เจ้าภาพร่วมคือ สหรัฐฯ, เม็กซิโก, แคนาดา ตกรอบเรียบวุธ ไม่เหลือเงาหัวให้แฟนบอลเจ้าถิ่นได้เชียร์ในรอบนี้ ขณะที่สองมหาอำนาจลูกหนังโลกอย่าง บราซิล และ เยอรมนี ก็กอดคอกันร่วงก่อนถึงรอบ 8 ทีมพร้อมกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ผลการแข่งขันในรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่ผ่านมา
ทางด้าน "ฟ้าขาว" อาร์เจนตินา แชมป์เก่า เกือบขิตในรอบ 16 ทีม หลังโดน มัมมี่ "อียิปต์" ขึ้นนำถึง 2-0 ก่อนไล่บี้ตี้เสมอจนต้องลากยาวไปช่วงต่อเวลาพิเศษ และเป็นฝ่ายเฉือนชนะแบบใจหายใจคว่ำ 3-2 รักษาชีวิตเข้ามาลุ้นป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ
ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย กูรูจากสื่อดังอย่าง ดิ แอธเลติก ยกนิ้วให้ฟอร์มการเล่นของ 4 ทีมคือ อังกฤษ, เบลเยียม, นอร์เวย์ และ โมร็อกโก
อังกฤษ โชว์จิตวิญญาณนักสู้ในเกมน็อกเอาต์ที่แย่งตั๋วจากเม็กซิโกคาถิ่นอัซเตก้า แถมต้องเล่น 10 คนนานถึงครึ่งชั่วโมง แต่เกมรับยังปึก
เบลเยียม แผนการเล่นของ รูดี้ การ์เซีย ที่กล้าดร็อป โรเมลู ลูกากู, เดอ บรอยน์, เฌเรมี่ โดกู เป็นสำรอง แต่ถล่มพญาอินทรี สหรัฐฯ คารังแบบหมดสภาพ 4-1
นอร์เวย์ แสดงให้เห็นระบบทีมที่ไล่บดกดดัน บราซิล จนเสียทรง มีเปอร์เซ็นต์ครองบอลต่ำเตี้ยเรี่ยดินที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกเพียง 34% เท่านั้น
โมร็อกโก จัดการตบแคนาดาร่วง 3-0 ยืดสถิติแพ้ในเวลา 90 นาทีเพียงนัดเดียว จาก 50 เกมหลังสุด

นอร์เวย์ อาจมีเซอร์ไพรส์อีก
เมื่อพูดถึง "แมน ออฟ เดอะ แมตช์" ในรอบที่ผ่านมา สปอตไลต์ทุกดวงส่องไปที่สองอดีตเพื่อนร่วมทีมดอร์ทมุนด์
จู๊ด เบลลิงแฮม (อังกฤษ) ระเบิดฟอร์มกดคนเดียว 2 ตุงในนรกอัซเตก้า ทั้งวิ่งทำทาง ขับเคลื่อนเกม แถมยังลงมาสไลด์ตัดบอลในแดนหลัง
เออร์ลิง ฮาลันด์ (นอร์เวย์)ตะบัน 2 ประตูใส่บราซิล ลูกกลางอากาศและจังหวะฉีกตัวประกบของเขาทำเอากองหลังระดับโลกกลายเป็นเด็กประถม สื่อต่างประเทศฟันธงตรงกันว่าเขานี่แหละที่จะพานอร์เวย์ทำเซอร์ไพรส์ไปเรื่อยๆ
ส่วนอีกหนึ่งรายที่ห้ามมองข้ามคือ ชาร์ลส์ เดอ เคเตลาเร่ (เบลเยียม) กองหน้าจาก อตาลันต้า มีส่วนร่วมถึง 3 จาก 4 ประตูในเกมถล่มสหรัฐฯ ป่วนแนวรับจนเปื่อย
นอกจากถ้วยแชมป์โลกแล้ว ตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุก็เดือดจัดจนปรอทแตก เมื่อบรรดาดาวยิงระดับพระกาฬเรียงหน้ากันมาตามนัด:
ลิโอเนล เมสซี (อาร์เจนตินา): 8 ประตู
คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ (ฝรั่งเศส): 7 ประตู
เออร์ลิง ฮาลันด์ (นอร์เวย์): 7 ประตู
แฮร์รี่ เคน (อังกฤษ): 6 ประตู

ดาวซัลโวแย่งกันสนุกเช่นกัน
เมื่อเหล่านักข่าวชั้นนำจาก ดิ แอธเลติก ต้องสวมบท "หมอดู" ฟันธงทีมเข้ารอบรองชนะเลิศ มติส่วนใหญ่ค่อนข้างเอกฉันท์ แต่ก็มีมุมมองพลิกล็อกที่น่าสนใจ
ฝรั่งเศส vs โมร็อกโก: นักข่าวเกือบ 100% เทใจให้ฝรั่งเศสที่ชนะในเวลา 90 นาทีรวดทุกนัด จะรักษาสถิติพร้อมผ่านเข้ารอบได้อีก มีเพียง แซม ลี คนเดียวที่ขวางโลกมองว่า โมร็อกโก จะสร้างเทพนิยายล้มยักษ์อีกครั้ง
สเปน vs เบลเยียม: ส่วนใหญ่เชื่อมือเกมรับกำแพงหินของ สเปน ว่าจะบดเอาชนะเบลเยียมได้ มีแค่ คาร์ล อังกา และ เฟลิเป้ คาร์เดนัส ที่เชื่อว่าแผนโรเตชั่นของเบลเยียมจะแผลงฤทธิ์
อังกฤษ vs นอร์เวย์: คู่นี้เสียงแตกและน่าจับตาที่สุด สื่อส่วนใหญ่ยังจิ้ม "สิงโตคำราม" แต่ คาร์ล อังกา และ เจมส์ ฮอร์นคาสเซิล มั่นใจว่าความกระหายของ ฮาลันด์ จะพา นอร์เวย์ สร้างปาฏิหาริย์เขี่ยสิโตคำรามตกรอบ
อาร์เจนตินา vs สวิตเซอร์แลนด์:เอกฉันท์ 100% ไม่มีใครกล้าตรงข้ามทีมของกัปตันเมสซี่ นักข่าวทุกคนชี้ไปที่ "ฟ้าขาว" จะเคี้ยวหมูสวิสเข้าสู่รอบตัดเชือกแน่นอน
เหลือการแข่งขันอีกไม่ถึง 8 นัดเท่านั้นที่เราจะได้รู้กันว่าชาติใดจะขึ้นครองบัลลังก์แชมป์โลก 2026

