'บรูโน่ จี' ยกระดับกลางปืนขึ้นอีกขั้น Part 1

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
แดนกลางของ อาร์เซน่อล ดูน่าสนใจขึ้นมากทีเดียว หลังคว้าตัว บรูโน่ กิมาไรส์ กองกลางทีมชาติบราซิลมาจาก นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด

กิมาไรส์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในกองกลางที่ครบเครื่องทั้งเกมรุกและเกมรับ เป็นผู้เล่นสไตล์บ็อกซ์ ทู บ็อกซ์ ที่มีความดุดันในการเล่นเกมรับ และความคิดสร้างสรรค์ในเกมรุก บางคนอาจมองว่าเป็นสไตล์ Deep-Lying Playmaker หรือ เพลย์เมกเกอร์ตัวต่ำ ก็ได้

ตลอด 4 ฤดูกาลครึ่งในการเล่นในพรีเมียร์ลีกกับทัพสาลิกาดง ดาวเตะวัย 28 ปี ถูกจดจำในภาพของ "Duel Monster" คือเป็นสายพวกชอบปะทะ ชอบดวลตัวต่อตัว ครองบอลเหนียวแน่นและเรียกฟาวล์เก่ง ขยันวิ่งไล่บอล และพร้อมพุ่งเข้าหาคู่ต่อสู้โดยไม่ลังเล

ในเวลาเล่นเกมรุกก็สร้างโอกาสให้เพื่อนได้ดีเช่นกัน โดยเฉพาะจังหวะโอเพ่นเพลย์ที่มีสถิติจ่ายบอลไปข้างหน้า และจ่ายทะลุช่องตัดแนวรับเป็นอันดับต้นๆ ของลีก สามารถเปลี่ยนจากสถานการณ์จากรับเป็นรุกได้ทันทีในจังหวะเดียว

นอกจากนี้ รักษาสภาพร่างกายก็ดีเยี่ยม มีความอึด ถึก ทน และแทบไม่ค่อยมีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวน ทำให้ลงสนามช่วยทีมได้อย่างต่อเนื่อง โดยลงเล่นให้ นิวคาสเซิ่ล ถึง 195 นัดนับตั้งแต่ประเดิมในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2022 

วันนี้เราจะมาเจาะกันโดยละเอียดว่า บรูโน่ กิมาไรส์ จะเข้ามาเติมเต็ม หรือช่วยยกระดับ อาร์เซน่อล ได้อย่างไรบ้าง


∎ โรเตชั่นทีมได้สมดุลขึ้น  

มิเกล อาร์เตต้า เคยพูดถึงความเสี่ยงจากการลงสนามสะสมติดต่อกันหลายฤดูกาลของ เดแคลน ไรซ์ และ บูคาโย่ ซาก้า ดังนั้น จึงต้องหาพยายามหาทางป้องกันผู้เล่นทั้งสองคน รวมถึงคนอื่น ๆ ในสถานการณ์คล้ายกัน ซึ่งสำคัญมากในระยะยาว

ฤดูกาลที่แล้ว คู่มิดฟิลด์อย่าง เดแคลน ไรซ์ กับ มาร์ติน ซูบีเมนดี้ ลงเล่นไป 4,454 นาที 4,292 นาทีตามลำดับ แต่ คริสเตียน นอร์การ์ด ที่ถูกดึงเข้ามาเพื่อเป็นอะไหล่ ได้ลงเล่นเพียง 1,040 นาที และเป็นการเล่นในพรีเมียร์ลีกน้อยนิด 101 นาทีเท่านั้น เห็นได้ชัดว่า อาร์เตต้า ไม่กล้าใช้งานกองกลางเดนมาร์กในเกมสำคัญเท่าที่ควร 

ช่วง 3-4 เดือนสุดท้ายของฤดูกาลที่แล้ว ซูบีเมนดี้ เริ่มอ่อนล้าเพราะไม่เคยลงเล่นหนักหน่วงและเข้มข้นขนาดขนาดนี้มาก่อน ฟอร์มการเล่นดร็อปลงตามไปด้วยจนเสียตำแหน่งตัวจริงให้ ไมล์ส ลูอิส-สเกลลี่

แต่การมาของ บรูโน่ กิมาไรส์ จะช่วยลดแรงกดดันและการต้องฝืนลงสนามของ ไรซ์ และ ซูบีเมนดี้ การโรเตชั่นทีมได้เหมาะสมและสมดุลมากขึ้น ช่วยให้ความฟิตและร่างกายของผู้เล่นตัวหลักไม่เหนื่อยล้าเกินไป 


ไรซ์ กับ ซูบีเมนดี้ มีตัวช่วยที่สมน้ำสมเนื้อ

ในอดีต โชเซ่ มูรินโญ่ นำ เชลซี คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกในฤดูกาล 2004/05 ด้วยสามกองกลางอย่าง แฟร้งค์ แลมพาร์ด, โคล้ด มาเกเลเล่ และ ติอาโก้ เมนเดส ซึ่งเป็นชุดที่ดูลงตัวดีและไม่น่าต้องปรับเปลี่ยนอะไร ทว่าช่วงซัมเมอร์ มูรินโญ่ ก็ไปดึง ไมเคิ่ล เอสเซียง มาเพิ่ม

เอสเซียง ช่วยแบ่งเบาะภาระของผู้เล่นแดนกลาง เชลซี ได้อย่างมาก นาทีลงเล่นของ แลมพาร์ด ลดลงจาก 3,413 นาที เหลือ 3,150 นาที ส่วน มาเกเล่เล่ ลดจาก 3,240 นาที เหลือ 2,544 นาที โดยที่ เอสเซียง ได้ลงเล่นไป 2,459 นาที ซึ่งเป็นการกระจายงานในแผงกองกลางได้อย่างสมดุลยิ่งขึ้น และ เชลซี ก็สามารถป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีกเอาไว้ได้

บรูโน่ กิมาไรส์ จะตอบโจทย์ตรงนี้ได้คล้ายกัน เขาสามารถจับคู่กับ เดแคลน ไรซ์ หรือ ซูบีเมนดี้ ก็ได้ขึ้นอยู่กับคู่ต่อสู้ที่เจอ หรือแท็กติกที่ อาร์เตต้า ต้องการ 

 รักษาความเข็มข้นตลอด 90 นาที 

หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ อาร์เซน่อล มักสะดุดในช่วงโค้งสำคัญของฤดูกาล คือปัญหาเรื่อง "ความเข้มข้นในการเล่น" (Intensity) ที่มักจะดร็อปลงในช่วงท้ายเกม เมื่อผู้เล่นตัวจริงเริ่มมีอาการล้าจากการโหมเพรสซิงหนักหน่วงตลอดทั้งแมตช์

การมี บรูโน่ กิมาไรส์ เข้ามา จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างตรงจุด ด้วยสไตล์การเล่นแบบ "Duel Monster" ที่มีความดุดันและพลังงานเหลือเฟือ ทำให้ มิเกล อาร์เตต้า สามารถรักษามาตรฐานความเข้มข้นในแดนกลางเอาไว้ได้ตั้งแต่วินาทีแรกจนถึงเสียงนกหวีดยาวหมดเวลา

หากรูปเกมตึงเครียดหรือต้องการรักษาสกอร์ กิมาไรส์ สามารถถูกส่งลงมาเพื่อเติมความสด ช่วยตัดเกมคู่แข่งในแดนกลาง และเก็บบอลจังหวะสองไม่ให้คู่ต่อสู้โหมบุกกดดันใส่

เมื่อลงมาเป็นตัวสำรองหรือสลับตัวจริง เขาสามารถเล่นได้ทั้งบทบาทรับแน่นหรือดันสูงไปช่วยสร้างสรรค์เกมรุก ทำให้จังหวะการเล่นของทีมไม่มีสะดุด แม้ตัวหลักจะถูกเปลี่ยนออกเพื่อพักร่างกาย

นี่คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะช่วยให้แผงมิดฟิลด์ของ "ปืนใหญ่" มีความดุดันและคงเส้นคงวาในระดับสูงสุดตลอด 90 เต็ม โดยไม่มีอาการแผ่วปลายให้เห็นเหมือนในอดีต

 ความคิดสร้างสรรค์และบอลแนวลึก

แม้นักเตะชาวบราซิลจะได้รับคำชมอย่างมากเรื่องความขยันและการเอาชนะการดวลในแดนกลาง แต่ความคิดสร้างสรรค์ของเขาก็ช่วยให้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นระดับท็อปของยุโรป

นับตั้งแต่ย้ายมาเล่นในลีกนี้ ผลงานประตูและแอสซิสต์ของเขาก็โดดเด่นขึ้่นเรื่อย ๆ ไม่มีผู้เล่น นิวคาสเซิ่ล คนไหนยิงประตูในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลที่แล้วได้มากกว่า บรูโน่ กิมาไรส์ 

ความสามารถในการสร้างสรรค์โอกาสจากการเล่นโอเพ่นเพลย์ ถือเป็นอาวุธสำคัญเลย ซึ่งจากบรรดาผู้เล่นที่สร้างโอกาสได้มากกว่า 200 ครั้งนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2022 มีผู้เล่นเพียงสองคนเท่านั้นที่มีเปอร์เซ็นต์การสร้างโอกาสจากโอเพนเพลย์สูงกว่า บรูโน่ กิมาไรส์ 

กิมาไรส์ สร้างโอกาส 213 ครั้งตลอดกาลเล่นในพรีเมียร์ลีกให้กับ นิวคาสเซิ่ล และมี 197 ครั้งที่มาจากโอเพนเพลย์ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 92.5%


สถิติการสร้างสรรค์โอกาส

การผ่านบอลไปข้างหน้าเป็นอีกหนึ่งอาวุธสำคัญของ บรูโน่ กิมาไรส์ และตลอด 4 ปีครึ่งที่ผ่านมาก็มีมิดฟิลด์เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ผ่านบอลไปข้างหน้ามากกว่าจำนวน 2,401 ครั้งของเขา

บรูโน่ แฟร์นันดส์ จอมทัพ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นอันดับหนึ่งของลีกในด้านนี้ ซึ่งไม่น่าแปลกใจเพราะมีบทบาทหน้าที่โดยตรงในฐานะเพลย์เมกเกอร์ แต่สถิติอันดับสองที่ บรูโน่ กิมาไรส์ ติดเข้ามาถือว่าน่าประทับใจมาก


ผ่านบอลขึ้นหน้ามากเป็นอันดับ 2 ของมิดฟิลด์พรีเมียร์ลีก

กองกลางทีมชาติบราซิล ยังรักษาฟอร์เก่งไปจนถึงฟุตบอลโลก 2026 ที่จบด้วยการทำไป 4 แอสซิสต์จาก 5 นัด เป็นรองเพียง ไมเคิ่ล โอลิเซ่ ของฝรั่งเศสเท่านั้น

ที่ต้องไม่ลืมคือ ฤดูกาลที่แล้วเขาลงเล่นพรีเมียร์ลีก 29 นัดเพราะมีช่วงต้องพักหลายสัปดาห์จากอาการบาดเจ็บแฮมสตริง แต่สถิติผ่านบอลไปข้างหน้าก็ยังสูงกว่าคนอื่นที่ลงเล่นมากกว่า 

 ประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีก

การย้ายมาสู่ถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดี้ยมของ บรูโน่ กิมาไรส์ ไม่ใช่การปรับตัวครั้งใหญ่ เนื่องจากเจ้าตัวผ่านสังเวียนพรีเมียร์ลีกมาอย่างโชกโชนตลอด 4 ฤดูกาลครึ่ง และผ่านสถานการณ์มาแล้วทุกรูปแบบนับตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าสู่เกาะอังกฤษ

ย้อนกลับไปในช่วงที่เขาย้ายมาร่วมทัพ นิวคาสเซิ่ล แรก ๆ ทีมกำลังอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากและต้องดิ้นรนหนีการตกชั้น ทว่าด้วยหัวจิตหัวใจนักสู้และคุณภาพฝีเท้าทำให้เขากลายเป็นแกนหลักที่พลิกสถานการณ์และแบกทีมพ้นโซนอันตรายได้อย่างยอดเยี่ยม ก่อนจะยกระดับสโมสรขึ้นมาเป็นทีมแถวหน้าได้อย่างรวดเร็ว


ตลอดช่วงเวลาในถิ่นเซนต์ เจมส์ พาร์ค กิมาไรส์ คือกำลังสำคัญที่พา นิวคาสเซิ่ล ทะยานไปโลดแล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ถึง 2 ฤดูกาลติดต่อกัน และที่สำคัญที่สุดคือการคว้าแชมป์คาราบาว คัพ มาครองได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นแชมป์เมเจอร์แรกในรอบ 70 ปีของสโมสร

ประสบการณ์ระดับสูงที่ผ่านทั้งยามวิกฤตหนีตกชั้น การต่อสู้ในพื้นที่หัวตาราง ยุโรป และการสัมผัสถ้วยแชมป์ฟุตบอลถ้วยในอังกฤษ ทำให้ กิมาไรส์ เปรียบเสมือนผู้เล่นที่ "สอบผ่านและพร้อมใช้งานทันที" ซึ่งเป็นสิ่งที่ อาร์เซน่อล ต้องการอย่างมาก 

(โปรดรอติดตามต่อในตอนที่ 2 ที่เจาะลึกในสถิติการดวลตัวต่อตัวและเป็นผู้เล่นเสียบอลยาก ความทรหดอดทนในการลงสนาม ความเป็นผู้นำและคาแรคเตอร์ที่แข็งแกร่ง  รวมถึงเปรียบเทียบกับกองกลางคนอื่นของ อาร์เซน่อล)



ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด