เอาฤกษ์เอาชัย
อาร์เซน่อล โคจรมาเจอกับ แมนฯ ซิตี้ ในนัดชิงโล่การกุศลอีกครั้ง ซึ่งครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2023 ที่ อาร์เซน่อล ไล่ตีเสมอช่วงท้ายก่อนเป็นฝ่ายดวลจุดโทษชนะคว้าแชมป์ได้
สามปีผ่านไป ทั้งสองทีมมีการเปลี่ยนแปลงพอสมควรโดยเฉพาะทางฝั่ง แมนฯ ซิตี้ ที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก้าวลงจากตำแหน่ง ก่อนเป็น เอ็นโซ่ มาเรสก้า เข้ามารับช่วงต่อ
ครั้งนี้เป็น อาร์เซน่อล ของ มิเกล อาร์เตต้า เอาชนะได้อีกครั้ง แต่ผลการแข่งขันผิดคาดพอสมควร เช่นเดียวกับรูปเกมที่ประสิทธิภาพต่างกันมาก
ทีมปืนใหญ่เริ่มต้นยอดเยี่ยมออกนำอย่างรวดเร็วเพียงแค่ 23 วินาทีแรกจากจังหวะทำเกมทางฝั่งซ้ายก่อนเป็น ไมล์ส ลูอิส-สเกลลี่ จ่ายหักข้อทะลุช่องให้ ริคคาร์โด้ คาลาฟิออรี วิ่งสอดเข้าเขตโทษไปจบสกอร์อย่างเด็ดขาด
ในเกมใหญ่แบบนี้ การได้ประตูนำตั้งแต่ไม่ถึงครึ่งนาทีแรกส่งผลต่อเกมอย่างมาก และ อาร์เซน่อล ก็เข้าทำจังหวะนี้ได้เกือบสมบูรณ์แบบจากการสัมผัสบอล 20 ครั้ง มีผู้เล่น แมนฯ ซิตี้ โดนบอลคนเดียวคือ เอลเลียต แอนเดอร์สัน กองกลางป้ายแดงที่ย้ายมาด้วยค่าตัวถึง 116 ล้านปอนด์
ประตูนี้กลายเป็นประตูที่เร็วที่สุดของ อาร์เซน่อล ในยุค มิเกล อาร์เตต้า ที่คุมทีมมาตั้งแต่ปลายปี 2019 รวมถึงเป็นประตูที่เร็วที่สุดในศึกคอมมิวนิตี้ ชิลด์ นับตั้งแต่ปี 1968

กัปตันงัดฟอร์มเก่งพร้อมซัดลูกปิดท้าย
หลังจากนั้นในนาทีที่ 28 ปืนใหญ่ได้ประตูที่สองจากการเข้าทำอันสุดยอดเช่นกัน มาร์ติน โอเดการ์ด หยอดบอลโด่งจากขวาไปซ้าย คริสตอส โซลิส ปีกตัวใหม่ที่ออกสตาร์ตตัวจริง โหม่งย้อนกลับมาให้ ไค ฮาแวร์ตซ์ ขวิดระยะเผาขนไม่พลาด
โอกาสลุ้นทำประตู 2 ครั้งแรกเปลี่ยนเป็นประตูได้หมด นี่คือความแตกต่างที่ส่งให้ อาร์เซน่อล นำ 2-0 ในครึ่งแรก ขณะที่โอกาสจะแจ้งของ แมนฯ ซิตี้ ไม่ผ่านมือ ดาบิด ราย่า ที่ยังคงเหนียวหนึบไว้ใจได้เหมือนเดิม
มาเรสก้า ปรับเกมรุกทันทีในเริ่มครึ่งหลังส่ง แจ็ค กรีลิช ลงแทน เจเรมี่ โดกู ทว่าเพียง 2 นาทีเศษกลับโดน อาร์เซน่อล หนีห่าง 3-0 คริสตอส โซลิส จ่ายบอลยัดเข้ากลาง โอเดการ์ด วิ่งโฉบเกี่ยวบอลหนี ยอสโก้ กวาร์ดิโอล ก่อนดึงจังหวะหลอก จานลุยจิ ดอนนารุมม่า แล้วแปตุงตาข่ายอย่างเลือดเย็น
แม้มีเวลาเหลือเฟือในสนามเกิน 40 นาที แต่โอกาสคัมแบ็กของ แมนฯ ซิตี้ แทบปิดตายเพราะวิธีการเล่นเกมรุกและการป้องกันเกมรับสู้ อาร์เซน่อล ไม่ได้
ทีมปืนใหญ่ยังไม่ฟูลทีมจากการขาด วิลเลียม ซาลีบา และ ยูร์เรียน ทิมเบอร์ ในเกมรับ ขณะที่สองแกนหลักอย่าง เดแคลน ไรซ์ กับ บูคาโย่ ซาก้า ไม่ได้ลงเล่นปรีซีซั่นเลยเพราะเพิ่งเข้าแคมป์หลังเสร็จภารกิจทีมชาติ
แต่ด้วยขุมกำลังที่ใหญ่และมีคุณภาพก็ทำให้การเล่นยังมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะแดนกลางที่ ลูอิส-เกสลลี่ รักษาฟอร์มเก่งต่อเนื่องจากปลายฤดูกาลที่แล้วที่ขยับมาเล่นตรงกลางและแจ้งเกิดได้อีกครั้ง
แม้ กิมาไรส์ จะลงเล่นเพียง 45 นาทีแรกก่อนถูกเปลี่ยนจากการอาการบาดเจ็บเล็กน้อย แต่ตัวที่ลงมาแทนอย่าง ไรซ์ ก็ทำให้ระดับการเล่นของทีมแข็งแกร่งเหมือนเดิม เช่นเดียวกับตัวสำรองคนอื่น

กิมาไรส์ ได้แชมป์แรกแล้วหลังเพิ่งย้ายมา
เป็นเกมที่ อาร์เซน่อล สมควรเป็นผู้ชนะอย่างแท้จริง ซึ่งนอกจากสกอร์ที่ขาดลอยแล้ว ตัวเลขเชิงลึกค่า xG หรือโอกาสที่น่าจะเป็นประตูยังสะท้อนถึงการครองเกมของทีมแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างชัดเจน
อาร์เซน่อล สร้างค่า xG สูงถึง 2.19 เหนือกว่า แมนฯ ซิตี้ ที่ทำได้เพียง 0.77 (มากกว่าเกือบ 3 เท่า) และที่น่าสนใจคือ ค่า xG ทั้งหมดของทีมปืนใหญ่ ไม่ได้มาจากลูกตั้งเตะอันเป็นจุดแข็ง
เรียกได้ว่าไม่ได้พึ่งพาอาวุธเดิมๆ ที่เห็นบ่อยตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่สร้างโอกาสจากโอเพ่นเพลย์ให้เห็นเลยว่ามีดีไม่แพ้การเล่นลูกตั้งเตะ
กัปตัน โอเดการ์ด ที่ฟอร์มดีมากมาตั้งแต่ช่วงปรีซีซั่น กล่าวถึงผลงานของทีมว่า "เราเล่นฟอร์มระดับท็อป เป็นฟอร์มการเล่นและจุดเริ่มต้นฤดูกาลที่ดีเยี่ยม วันนี้เราแสดงให้เห็นถึงระดับของเรา และแสดงให้ทุกคนเห็นว่าเราพร้อมสำหรับฤดูกาลใหม่แล้ว"
แยกย่อยไปในรายคน ผู้เล่นปืนใหญ่ต่างงัดฟอร์มเก่งออกมาประชันกันแบบไม่มีใครยอมใครไม่ว่าจะเป็น โอเดการ์ด, คาลาฟิออรี่, ลูอิส-สเกลลี่ และ ราย่า รวมถึงสองตัวใหม่ โซลิส และ บรูโน่ กิมาไรส์

อาร์เตต้า ได้แชมป์คอมมิวนิตี้ ชิลด์ สมัย 3
มาร์ติน คีโอว์น อดีตกองหลัง อาร์เซน่อล ให้ความเห็นว่า "ช่องว่างในเกมนี้มันน่าตกใจจริงๆ อาร์เซน่อล เล่นแบบปลดเบรกมือ ส่วน แมนฯ ซิตี้ ดูไร้ชีวิตชีวา"
"นี่คือการประกาศศักดาของ อาร์เซน่อล ตอนนี้ปัญหาเดียวของ อาร์เตต้า คือจะเลือกใครลงสนาม แต่ทางฝั่ง แมนฯ ซิตี้ มีปัญหาให้แก้มากกว่านั้นเยอะ"
ชัยชนะนัดนี้สร้างความมั่นใจให้ อาร์เซน่อล ได้อย่างมากในการเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ที่มีเป้าหมายหลักป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีก และลุ้นคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สมัยแรก
พวกเขาต้องเจอกับความท้าทาย หรือบางคนบอกว่าเป็น "อาถรรพ์" สำหรับทีมแชมป์คอมมิวนิตี้ ชิลด์ ที่มักจะพลาดแชมป์พรีเมียร์ลีกบ่อยครั้ง ซึ่งสถิติตั้งแต่เปลี่ยนเป็นยุคพรีเมียร์ลีก (1992/93) มีทีมแชมป์โล่การกุศลนี้เพียง 8 จาก 34 ทีมเท่านั้นที่ไปถึงตำแหน่งแชมป์ลีกในท้ายที่สุด โดยทีมล่าสุดที่ทำได้คือ แมนฯ ซิตี้ ในฤดูกาล 2018/19 และก่อนหน้านั้นคือ แมนฯ ยูไนเต็ด ในฤดูกาล 2010/11
นี่คือความท้าทายที่ มิเกล อาร์เตต้า และพลพรรค อาร์เซน่อล ต้องก้าวผ่านให้ได้ และถ้าพวกเขาทำได้ก็จะเป็นการป้องกันแชมป์ลีกสูงสุดได้เป็นครั้งแรกในรอบเกือบหนึ่งร้อยปีของสโมสรเลยทีเดียว (1933/34 และ 1934/35)

