เจ็บกว่านี้มีอีกไหม

วันอาทิตย์ที่ 01 มีนาคม 2569 คอลัมน์ บรรเลงเพลงแข่ง โดย แว่นดำ
135
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
"บอกเธอเอาไว้ไม่ต้องมาเป็นห่วงกัน มันดี...เจ็บกว่านี้มีอีกไหม" (ไฮร็อก, 2536)

    เมื่อศุกร์ที่ผ่านมา ยูฟ่า จับสลากประกบคู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย แชมเปี้ยนส์ ลีก เรียบร้อยแล้ว

    หลายคู่ชวนให้เสียวปากซี๊ดซ๊าด ได้แค่เสียดาย เรอัล มาดริด หรือ แมนฯ ซิตี้ ที่ต้องตกรอบเร็วไปหน่อย เช่นเดียวกับ เชลซี หรือ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ดีกรีคู่ชิงแชมป์สโมสรโลก เมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา

    ประทานโทษ ต้องบอกว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สโมสรยักษ์ใหญ่ตกรอบน็อกเอาต์ตั้งแต่หัววัน ตั้งแต่รอบ 16 ทีมสุดท้ายนี้

    ฤดูกาลที่แล้ว ลิเวอร์พูล แชมป์รอบลีก เฟส จอดป้ายด้วยการพ่ายจุดโทษแชมป์ในบั้นปลายอย่าง ปารีส แซงต์ แชร์กแมง

    บาเยิร์น มิวนิค, แอต.มาดริด, เปแอสเช, ปอร์โต้ หรือ อินเตอร์ มิลาน ต่างเคยตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายในถ้วยใหญ่สุดแห่งยุโรปมาแล้ว

    นี่คือ "22 เกมสุดคลาสสิก รอบ 16 ทีม แชมเปี้ยนส์ ลีก" ในแต่ละฤดูกาลที่ผ่านมา 

2003/04 : แมนฯ ยูไนเต็ด 2-3 ปอร์โต้

    นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นสำหรับแชมป์ในบั้นปลาย เบนนี่ แม็คคาร์ธี่ ทำ 2 ประตูช่วยให้ปอร์โต้ชนะ 2-1 ในนัดแรก เกมยุโรปนัดแรกที่สนามเอสตาดิโอ โด ดราเกาแห่งใหม่ 

    นัดสองที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดทำให้ โชเซ่ มูรินโญ่ กลายเป็นดาวดังระดับโลก การวิ่งลงเส้นข้างสนามอันโด่งดังของเขาเกิดขึ้นหลังประตูของ คอสตินญ่า ในนาทีที่ 90 ซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่ทีมตามหลัง 0-1 และกำลังจะตกรอบด้วยกฎประตูทีมเยือน กลายเป็นภาพจำจนถึงทุกวันนี้

ปอร์โต้เขี่ยยักษ์ใหญ่ปีศาจแดงตกรอบ ก่อนคว้าแชมป์ในบั้นปลาย


2004/05 : เชลซี 5-4 บาร์เซโลน่า

    ในด้านความกล้าหาญและการโยกย้ายส่ายสะโพกอย่างเหนือชั้น ประตูที่ 2 ของ โรนัลดินโญ่ ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ยังคงยากที่จะหาใครเทียบได้

    อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ในเกมที่น่าตื่นเต้น แม้พ่าย 1-2 และ ดิดิเยร์ ดร็อกบา โดนใบแดงที่คัมป์ นู กระนั้น เชลซีนำห่าง 3-0 ภายใน 19 นาทีของนัดสองที่ลอนดอน

    2 ประตูของ โรนัลดินโญ่เกือบทำให้ลอนดอนน้ำตาแตก กระนั้น ลูกโหม่งของกัปตันทีม จอห์น เทอร์รี่ ก็ช่วยให้ "สิงห์บลูส์" คว้าชัยชนะอันน่าจดจำในท้ายที่สุด

โรนัลดินโญ่ (ขวา) สร้างมหัศจรรย์ แต่ แฟร้งค์ แลมพาร์ด และ โชเซ่ มูรินโญ่ คว้าชัยชนะ


2005/06 : ยูเวนตุส 4-4 แวร์เดอร์ เบรเมน

(ยูเวนตุส เข้ารอบด้วยกฎประตูทีมเยือน)

    ดาวิด เทรเซเกต์ ช่วยให้ยูเว่นำ 2-1 ขณะเหลือ 8 นาทีสุดท้าย นัดแรกที่เบรเมน แต่ก็มีเวลาฉลองไม่มากนัก เพราะเจ้าถิ่นรัว 2 ประตูแซงชนะ 3-2 อย่างไรก็ตาม ประตูของกองหน้าชาวฝรั่งเศสเป็นลูกตัดสิน ด้วยกฎประตูทีมเยือน 

    เบรเมนขึ้นนำที่สนามสตาดิโอ เดลเล่ อัลปี แต่ประตูจาก เทรเซเกต์ และ เอเมอร์สัน ทำให้สกอร์รวมเป็น 4-4 ส่งผลให้ยูเวนตุสปิดเกมอย่างสุดระทึก และเป็นที่น่าพึงพอใจ

2006/07 : บาเยิร์น มิวนิค 4-4 เรอัล มาดริด 

(บาเยิร์น มิวนิค เข้ารอบด้วยกฎประตูทีมเยือน)

    2 ประตูในเวลาเพียง 4 นาที จากทีมที่ห่างกัน 1,500 กิโลเมตร และระยะเวลาที่ต่างกัน 2 สัปดาห์ พลิกเกมนี้โดยฉับพลัน เรอัล มาดริดนำ 3-1 ในบ้านจากประตูของ ราอูล กอนซาเลซ และ รุด ฟาน นิสเตลรอย

    กระนั้น ประตูท้ายเกมของ มาร์ค ฟาน บอมเมล ในนาทีที่ 88 ทำให้ "เสือใต้" แพ้นัดแรกแค่ 2-3 และมีความหวังในการเข้ารอบ

    นัดสองที่เมืองเบียร์ รอย มาคาย ทำประตูเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ ชปล. (10.12 วินาที) ก่อน ลูซิโอ ยิงประตูตอกย้ำชัยชนะ แม้ "ราชันชุดขาว" ได้ประตูท้ายเกมจาก ฟาน นิสเตลรอย แต่ก็ไม่ทันการเสียแล้ว

2007/08 : เซบีย่า 5-5 เฟเนร์บาห์เช่

(เฟเนร์บาห์เช่ ชนะจุดโทษ 3-2)

    เซบีย่าขึ้นนำ 2 ครั้งแต่ยังตกรอบ เฟเนร์ชาห์เช่ของกุนซือ "เปเล่ขาว" ซิโก้ ตำนานแข้งบราซิเลียนยุค 80 กลับจากตามหลังและคว้าชัยที่อิสตันบูล ด้วยประตูท้ายเกมจาก เซมีห์ เซนเติร์ก ในค่ำคืนนั้น

    จากนั้น นัดสอง เซบีย่ากลับมาเฝ้ารัง ด้วยผลงานดุดัน และขณะเหลืออีก 11 นาที เมื่อนำ 3-1 และกำลังจะผ่านเข้ารอบ แต่ก็ต้องต่อเวลาพิเศษ หลังประตูจาก ดีวิด ดาวเตะบราซิเลียน ทำให้ทั้งสองทีมเสมอกัน 5-5

    เกมยืดเยื้อถึงการดวลจุดโทษ โวลคาน เดมิเรล ก็ได้รับคำชมจากการเซฟลูกจุดโทษ 3 ครั้ง

2008/09 : บาเยิร์น มิวนิค 12-1 สปอร์ติ้ง ลิสบอน

    นี่คือความคลาสสิกในแง่ของความห่างชั้นราวกับบอลคนละดิวิชั่น ด้วยสกอร์รวมที่ชาดลอยที่สุดในประวัติศาสตร์ ชปล.

    เกมนี้แทบไม่เป็นการแข่งขันเลยตั้งแต่ ฟร้องค์ ริเบรี่ ยิงให้บาเยิร์นขึ้นนำก่อนหมดครึ่งแรกเล็กน้อยในลิสบอน บาเยิร์นคว้าชัยชนะไป 5-0 

    เมื่อกลับไปเมืองเบียร์ มีผู้เล่น "เสือใต้" ทำประตูได้ถึง 6 ราย เทียบเท่ากับสถิติชนะด้วยผลต่างประตูห่างสุดในเกมน็อกเอาต์นัดเดียวในขณะนั้น

2009/10 : แมนฯ ยูไนเต็ด 7-2 เอซี มิลาน

    แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ได้ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมเหมือนเมื่อ 3 ฤดูก่อนที่เคยยิงโรม่าไป 7 ประตูในเกมเดียว แต่เกมนี้ก็เป็นการแสดงฝีมือที่เด็ดขาดอีกครั้งจากลูกทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

    2 ประตูของ เวย์น รูนี่ย์ ช่วยให้ยูไนเต็ดเอาชนะ 3-2 ที่สนามซาน ซิโร่ ซึ่งเป็นการปูทางไปสู่ฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

    รูนีย์ ทำ 2 ประตูได้อีกครั้ง โดยแสดงให้เห็นถึงความเร็ว พลัง และความมุ่งมั่นตามแบบฉบับแมนฯ ยูไนเต็ด

เวย์น รูนี่ย์ ทำ 2 ประตูในเกมที่ผีผู้ดีสอนบอลผีเลี่ยน


2010/11 : บาเยิร์น มิวนิค 3-3 อินเตอร์ มิลาน

(อินเตอร์ มิลาน เข้ารอบด้วยกฎประตูทีมเยือน)

    ความยอดเยี่ยมของ โธมัส คราฟท์ นายทวารบาเยิร์น เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ มาริโอ โกเมซ ยิงประตูชัยในนาทีที่ 90 ให้ "เสือใต้" คว้าชัยที่มิลาน แม้เกมล้างตานัดชิงชนะเลิศปี 2010 ยังไม่จบก็ตาม

    นัดสองที่แคว้นบาวาเรีย ซามูเอล เอโต้ ยิงประตูให้แชมป์เก่าอย่างรวดเร็ว ก่อนบาเยิร์นกดรวดเดียว 2 ประตู และนำห่างด้วยสกอร์รวม 3-1 ใน 31 นาทีแรก

    อย่างไรก็ตาม ท้ายเกม เวสลี่ย์ สไนเดอร์ และ  โกรัน ปานเดฟ ยิงประตูให้ "งูใหญ่" บุกชนะ 3-2 พร้อมกับปาดหน้าเข้ารอบด้วยกฎประตูทีมเยือน

2011/12 : อาโปเอล 1-1 ลียง

(อาโปเอล ชนะจุดโทษ 4-3)

    อาโปเอลของกุนซือ อีวาน โยวาโนวิช ซึ่งเป็นทีมแรกจากไซปรัสที่ผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ หลังพ่าย 0-1 ที่ลียง อาโปเอลตามตีเสมอ เพื่อต่อเวลาพิเศษ นัดสองที่นิโคเซีย ด้วยประตูของ กุสตาโว่ มันดูคา ในช่วงต้นเกม

    แม้ใบแดงในนาทีที่ 115 อาจทำให้อาโปเอลเสียสมาธิไปบ้าง แต่ ดิโอนิซิออส คิโอติส ผู้รักษาประตู ก็ยังคงรักษาความเยือกเย็นไว้ได้ และเจ้าบ้านคว้าชัยชนะในการดวลจุดโทษในที่สุด

2012/13 : บาเยิร์น มิวนิค 3-3 อาร์เซน่อล 

(บาเยิร์น มิวนิค เข้ารอบด้วยกฎประตูทีมเยือน)

    ทีมของ จุ๊ปป์ ไฮน์เกส ขึ้นนำ 2-0 ภายใน 21 นาทีแรกของนัดแรกที่ลอนดอนเหนือ และจบลงด้วยชัยชนะ 3-1 ในคืนนั้น

    ทว่า นัดสองกลับไม่ง่ายเลย โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ สร้างความฮึกเหิมให้อาร์เซน่อลในช่วงต้นเกม และประตูของ โลร็องต์ กอสซิแอลนี่ ทำให้ช่วงท้ายเกมดุเดือดขึ้น

    กระนั้น บาเยิร์นก็ยังคงรักษาผลการแข่งขันไว้ได้ ก่อนกลับมายังกรุงลอนดอนอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม เพื่อเล่นนัดชิงชนะเลิศกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ คู่แข่งจากบ้านเดียวกัน

โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ โหม่งประตูแรกให้อาร์เซน่อล ก่อนบุกโค่นเสือใต้ถึงถิ่น


2013/14 : แมนฯ ยูไนเต็ด 3-2 โอลิมเปียกอส

    กุนซือใหม่ เดวิด มอยส์ นำ "ปีศาจแดง" ผ่านรอบแบ่งกลุ่มโดยไม่แพ้ใคร แต่กลับพ่าย 0-2 ในนัดแรกที่เมืองปิเรอุส

    แชมป์จากกรีซเคยแพ้ในการเยือนอังกฤษ 11 ครั้งก่อนหน้านี้ และลูกจุดโทษของ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ในนาทีที่ 25 ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ทำให้ความหวังของโอลิมเปียกอสสั่นคลอน

    กองหน้าดัตช์ทำประตูตีเสมอ 2-2 ช่วงท้ายครึ่งแรก ก่อนยิงฟรีคิกโค้งตุงตาข่ายในช่วงต้นครึ่งหลัง อันเป็นประตูแฮตทริก เพื่อนำผีแดงพลิกกลับมาเอาชนะสำเร็จ

โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ระเบิดแฮตทริก โดยมี เวย์น รูนี่ย์ ร่วมฉลอง


2014/15 : เชลซี 3-3 ปารีส แซงต์ แชร์กแมง
(ปารีส แซงต์ แชร์กแมง เข้ารอบด้วยกฎประตูทีมเยือน)

    หลังเสมอ 1-1 ที่ปารีส บางที เชลซี อาจรู้สึกว่าโชคเข้าข้างพวกเขาแล้ว เมื่อ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ตัวเก่งของเปแอสเชโดนใบแดงไล่ออกในนาทีที่ 31 ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์

    แกรี่ เคฮิลล์ ทำประตูให้ทีมของมูรินโญ่ขึ้นนำในช่วงท้ายเกม แต่ ดาวิด ลุยซ์ ก็ตีเสมอได้ในช่วงท้ายเกม ทำให้ต้องต่อเวลาพิเศษ

    เอแด็น อาซาร์ ยิงจุดโทษในนาทีที่ 96 ทำให้สิงห์ลลูส์กลับมาได้เปรียบอีกครั้ง แต่ ติอาโก้ ซิลวา โหม่งทำประตูชัยในอีก 6 นาทีต่อมา ด้วยความพยายามอันยอดเยี่ยมของยักษ์ใหญ่จากกรุงปารีส

ซลาตัน อิบราโมวิช โดนใบแดง แต่เปแอสเชยังแกร่งพอบุกดับฝันสิงห์บลูส์ถึงกรุงลอนดอน


2015/16 : แอต.มาดริด 0-0 พีเอสวี

(แอต.มาดริด ชนะจุดโทษ 8-7)

    นี่เป็นเกมที่ถูกจดจำในฐานะเกมรอบน็อกเอาต์ ชปล. ที่เสมอแบบไร้สกอร์ หลังผ่าน 2 นัด บวกกับการต่อเวลาพิเศษอีก 30 นาที

    พีเอสวีเสีย กัสตอน เปเรยโร่ จากการโดนใบแดงในช่วงต้นครึ่งหลังที่ไอนด์โฮเฟ่น แต่ก็ยังสามารถยันเสมอได้

    แอต.มาดริดมีโอกาสยิงประตูมากกว่าถึง 2 เท่าในนัด 2 ด้วยจำนวน 24 ครั้ง แต่สุดท้ายก็ต้องตัดสินด้วยการยิงจุดโทษ โดย ลูเซียโน่ นาร์ซิงห์ ของพีเอสวี ยิงชนคานในลูกที่ 15 ก่อน ฆวนฟราน ยิงนำชัยให้ตราหมีเข้ารอบอย่างฉิวเฉียด

2016/17 : บาร์เซโลน่า 6-5 ปารีส แซงต์ แชร์กแมง

    ใครเลยจะคิดว่า สกอร์ 4-0 ที่กรุงปารีส ในนัดแรก จะกลับตาลปัตรและกลายเป็นบาร์เซโลน่าที่สร้างปรากฏการณ์ ด้วยผลการแข่งขันที่บ้าคลั่งยิ่งกว่าในแมตช์ตัดสินที่ คัมป์ นู

    บาร์ซ่านำ 2-0 ในช่วงพักครึ่งและ ลิโอเนล เมสซี่ ยิงจุดโทษเข้าไป หลังเริ่มครึ่งหลังไม่นาน อย่างไรก็ตาม ประตูของ เอดินสัน คาวานี่ ควรปิดเกมได้แล้ว

    แต่เมื่อเหลือเวลาอีก 2 นาที เนย์มาร์ ก็ซัดฟรีคิกสุดเฉียบ ก่อนตามด้วยจุดโทษในช่วงทดเจ็บ นาทีที่ 90+1

    สายเกินไป? ไม่มีพจนานุกรมฉบับกาตาลุนย่า เนย์มาร์ เปิดบอลให้ เซร์จี้ โรเบร์โต้ ชาร์จประตูชัยในนาทีที่ 90+5 และพาบาร์ซ่าเข้ารอบอย่างสุดขีดคลั่ง

หนึ่งในเกมที่บ้าคลั่งที่สุดในประวัติศาสตร์ ชปล.


2017/18 : ยูเวนตุส 4-3 สเปอร์ส

    "สิงโตแห่งเวมบลีย์" คือพาดหัวข่าวของ คอร์ริเอเร่ เดลโล่ สปอร์ต หลังยูเวนตุสเอาชนะสเปอร์สได้สำเร็จ

    "ไก่เดือยทอง" พลิกสถานการณ์จากที่ตามหลัง 0-2 มาเสมอ 2-2 ในเลกแรก โดย กอนซาโล่ อิกวาอิน ของ "ม้าลาย" พลาดโอกาสทำแฮตทริกเมื่อยิงจุดโทษชนคาน 

    ซน ฮึง-มิน ซัดให้เจ้าบ้านขึ้นนำในครึ่งแรกของนัดสอง แต่ อิกวาอิน และ เปาโล ดีบาล่า ช่วยกันยิง 2 ประตูภายใน 3 นาทีส่งให้ยูเว่แซงชนะถึงกรุงลอนดอน และผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายสำเร็จ

2018/19 : ปารีส แซงต์ แชร์กแมง 3-3 แมนฯ ยูไนเต็ด 

(แมนฯ ยูไนเต็ด เข้ารอบด้วยกฎประตูทีมเยือน)

    มาร์คัส แรชฟอร์ด ยิงจุดโทษในนาทีที่ 94 ช่วยให้แมนฯ ยูไนเต็ด พลิกกลับมาเอาชนะได้อย่างเหลือเชื่อ และคว้าตั๋วเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศสำเร็จ 

    ก่อนหน้านี้ ไม่มีทีมใดเคยพลิกสถานการณ์จากความพ่ายแพ้ในบ้าน 0-2 รอบน็อกเอาต์ ชปล. ได้

    กระนั้น ประตูของ โรเมลู ลูกากู ในนาทีที่ 2 ที่สนาม พาร์ค เดส์ แปร็งส์ กลายเป็นปฐมบทนำ "ปีศาจแดง" บุกชนะครั้งอย่างยิ่งใหญ่

ปีศาจแดงบุกเผากรุงปารีสอย่างสุดยิ่งใหญ่


2019/20 : ลิเวอร์พูล 2-4 แอต.มาดริด 

(แอต.มาดริด เข้ารอบหลังต่อเวลาพิเศษ)

    แอต.มาดริด เดินทางมายังแอนฟิลด์พร้อมกับสกอร์นำ 1-0 แต่เกมนี้ไม่ใช่ฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมสำหรับทีมของ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่

    จอร์จินโย่ ไวนัลดุม โหม่งประตูปลดล็อกท้ายครึ่งแรก นัดสองที่แอนฟิลด์ และลิเวอร์พูลทุ่มสุดตัวในการโจมตีคู่แข่งจากแดนกระทิงดุอย่างบ้าคลั่ง หากแต่ไม่มีประตูเพิ่ม และต้องต่อเวลาพิเศษ

    โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ทำประตูให้หงส์แดงขยับนำ และดูเหมือนตราหมีไม่มีทางสู้

    ทว่า เกิดเหตุพลิกผัน ความผิดพลาดของ อาเดรียน นำมาสู่ประตูตีไข่แตกของ มาร์กอส ยอเรนเต้ และตราหมีที่ได้ประตูทีมเยือน กลับมากุมความได้เปรียบ ท้ายสุด หงส์อ่อนแรง ยอเรนเต้ยิงประตูที่ 2 ของตนเอง ก่อน อัลบาโร่ โมราต้า ปิดเกมในนาทีที่ 121 พาแอต.มาดริดบุกเหยียบจมูกหงส์ถึงแอนฟิลด์

มาร์กอส ยอเรนเต้ พระเอกของตราหมีในเกมเยือนแอนฟิลด์


2020/21 : ยูเวนตุส 4-4 ปอร์โต้

(ปอร์โต้ เข้ารอบด้วยกฎประตูทีมเยือน)

    ทีมเยือน ปอร์โต้ ที่เหลือผู้เล่นเพียง 10 คน ผ่านเข้ารอบต่อไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ แม้พ่ายนัดสอง 2-3 แซร์โจ้ โอลิเวยร่า ยิงจุดโทษให้ปอร์โต้ขึ้นนำ แต่สถานการณ์พลิกผันในเวลาเพียง 15 นาทีในครึ่งหลัง

    เฟเดริโก้ เคียซ่า ตีเสมอและโหม่งประตูที่ 2 ขณะที่ปอร์โต้เหลือผู้เล่นเพียง 10 คน แต่ก็ยังคงยันไว้ได้จนถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ

    ปอร์โต้มาได้ประตูนำอีกครั้งจากฟรีคิกของ แซร์โจ้ โอลิเวยร่า ที่ผ่านมือของ วอยเชียค เชสนี่ กระนั้น อาเดรียง ราบิโอต์ โหม่งอีกเม็ดให้ "ม้าลาย" ในอีก 2 นาทีต่อมา แต่นั่นก็ไม่เพียงพอสำหรับเกมน็อกเอาต์ ภายใต้กฎประตูทีมเยือน

2021/22 : ปารีส แซงต์ แชร์กแมง 2-3 เรอัล มาดริด

    เมื่อ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ เจ้าของประตูชัยนัดแรกที่กรุงปารีส ช่วยให้เปแอสเชบุกมานำที่ซานติอาโก้ เบร์นาเบว ด้วยสกอร์รวม 2-0 ดูเหมือนว่าจะมีผู้ชนะเพียงทีมเดียวในเกมนี้ ทีมของ คาร์โล อันเชล็อตติ แทบทำอะไร ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ไม่ได้เลย

    กระทั่ง คาริม เบนเซม่า ฉวยโอกาสจากความผิดพลาดในนาทีที่ 61 ก่อนกองหน้าฝรั่งเศสรายนี้ทำอีก 2 ประตูภายใน 2 นาทีอันดุเดือด พลิกสถานการณ์ให้ "ราชันชุดขาว" กลับมาเป็นฝ่ายแซงชนะหน้าตาเฉย

    นั่นไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับฤดูกาลดังกล่าว เรอัล มาดริด โกงความตายและเฉือนชนะ 3 ทีมจากเกาะอังกฤษต่อจากนั้น เพื่อคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 14 อย่างยอดเยี่ยม

คาริม เบนเซม่า ฉลองแฮตทริก ส่งให้ ลิโอเนล เมสซี่ ต้องผิดหวังอีกครั้ง


2022/23 : แอร์เบ ไลป์ซิก 1-8 แมนฯ ซิตี้

    ลูกโหม่งอันทรงพลังของ ยอสโก้ กวาร์ดิโอล ช่วยให้สโมสรเมืองเบียร์ตามตีเสมอ 1-1 นัดแรก 

    หากแต่นัดสอง "กระทิงดุ" ต้องเจอกับพลังที่หยุดไม่อยู่ของ เออร์ลิง ฮาแลนด์ ศูนย์หน้าชาวนอร์เวย์ ซึ่งกดจุดโทษในนาทีที่ 22 ก่อนมหกรรมทำประตูเกิดขึ้นอย่างโหดร้าย

    35 นาทีต่อมา ฮาแลนด์ทำได้ถึง 5 ประตูอย่างน่าทึ่ง อิลคาย กุนโดกัน ทำประตูที่ 4 ท่ามกลางประตูมากมายของฮาแลนด์ และลูกยิงสุดสวยของ เควิน เดอ บรอยน์ ปิดท้ายชัยชนะอันน่าทึ่ง 7-0

เออร์ลิง ฮาแลนด์ เครื่องจักรผลิตประตูของเรือใบสีฟ้า


2023/24 : อินเตอร์ มิลาน 2-2 แอต.มาดริด 

(แอต.มาดริด ชนะจุดโทษ 3-2)

    มาร์โก อาร์เนาโตวิช ทำประตูให้ทีมจากอิตาลีชนะอย่างเฉียดฉิว 1-0 นัดแรกในบ้าน ก่อนบินไปสเปน และเมื่อ เฟเดริโก ดิมาร์โก ยิงประตูขึ้นนำในนัดสอง ดูเหมือน อินเตอร์ มิลาน จะคว้าชัยชนะได้อย่างง่ายดาย

    กระนั้น ยี่ห้อ "ตราหมี" ไม่เคยยอมแพ้ง่ายๆ แอต.มาดริด ของ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ได้ประตูตีไข่แตกจาก อองตวน กรีซมันน์ 2 นาทีหลังจากนั้น

    ท้ายเกม เมมฟิส เดอปาย ยิงประตูในนาทีที่ 87 ทำให้เกมต้องต่อเวลาพิเศษ และตัดสินด้วยการยิงจุดโทษ ยาน โอบลัค ยังคงเยือกเย็น และเซฟจุดโทษจาก อเล็กซิส ซานเชซ และ ดาวี่ คลาเซ่น ขณะที่ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ยิงพลาด ทำให้ "งูใหญ่" ตกรอบอย่างสุดช้ำ

2024/25 : ลิเวอร์พูล 1-1 ปารีส แซงต์ แชร์กแมง
(ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ชนะจุดโทษ 4-1)

    ปารีส แซงต์ แชร์กแมง คุมเกมเบ็ดเสร็จในนัดแรกที่แดนน้ำหอม ทว่า ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ ซัดประตูชัยนาทีสุดท้ายให้ลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นแชมป์รอบลีก เฟส บุกมาคว้าชัยอย่างเหลือเชื่อ

    เปแอสเชที่จบรอบลีก เฟส ด้วยอันดับ 15 และต้องเล่นเพลย์ออฟ ก่อนรอบ 16 ทีมสุดท้ายเป็นครั้งแรก เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อนัดสองที่แอนฟิลด์เริ่มขึ้น

    ทีมของ หลุยส์ เอ็นรีเก้ สู้กับจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกได้อย่างไม่เป็นรอง และประตูชัยของ อุสมาน เดมเบเล่ กลายเป็นลูกตัดสินที่นำไปสู่การต่อเวลาพิเศษ และดวลจุดโทษในที่สุด

    จานลุยจิ ดอนนารุมม่า เซฟ 2 จุดโทษจากปลายเกือก ดาร์วิน นูนเญซ และ เคอร์ติส โจนส์ ขณะที่แข้งเปแอสเชยิงเข้าทั้ง 4 คน และบุกมาชนะที่แอนฟิลด์อย่างยอดเยี่ยม นั่นคือบันไดสู่แชมป์ชปล. สมัยแรกของสโมสรในบั้นปลาย

อุสมาน เดมเบเล่ ซัดประตูชัยให้เปแอสเช บุกหักปีกหงส์ที่แอนฟิลด์

เจ็บกว่านี้มีอีกไหม

    ไล่เรียงแมตช์คลาสสิก รอบ 16 ทีม ชปล. ในแต่ละฤดูกาลแล้ว บางเกมก็ดุเดือดเลือดพล่าน บางเกมพลิกล็อกวินาศสันตะโร บางเกมก็หักมุมอย่างสุดระทึก และบางเกมก็กลายเป็นบอลคนละชั้นซะอย่างงั้น รวมๆ แล้วให้ความรู้สึก "มันส์" ดีครับ 

    แน่นอน อารมณ์แบบนี้จะกลับมาอีกครั้งในฤดูกาลนี้ สำหรับ 8 คู่ชู้ชื่น เพียงแต่จะออกมาในรูปแบบไหนเท่านั้น

    เป็นธรรมดาของฟุตบอลน็อกเอาต์ ไม่แพ้ก็ชนะ ต้องมีหนึ่งทีมสมหวัง และอีกทีมที่โบกมือลา ใครดีใครอยู่ พี่เบิร์ด ยังบอกว่า "คนที่แพ้ก็ต้องดูแลตัวเอง"

    ไม่ได้เป็นคนซาดิสต์ แต่ขอปิดท้ายคอลัมน์ด้วยบทเพลงนี้ครับ

    "เจ็บกว่านี้มีอีกไหม" ชื่อเพลงและอัลบั้มของ ไฮร็อก แฮร์แบนด์ยุค 90 ที่มี พี่เป้-สุรัช ทับวัง เป็นนักร้องนำ 

    ท่อนฮุกของเพลงนี้ว่าไว้อย่างนี้ครับ

เคยเจ็บกว่านี้ยังไม่ตาย อีกหน่อยก็หายคนอย่างฉัน  

บอกเธอเอาไว้ไม่ต้องมาเป็นห่วงกัน เธออย่ามาเสแสร้งเลย  

เคยเจ็บกว่านี้ยังไม่ตาย อีกหน่อยก็หายคนอย่างฉัน  

บอกเธอเอาไว้ไม่ต้องมาเป็นห่วงกัน มันดี ... เจ็บกว่านี้มีอีกไหม

    เพลงนี้ได้ พี่เสือ-ธนพล อินทฤทธิ์ ในฐานะคนเบื้องหลัง เขียนเนื้อร้องและทำนอง รวมทั้งร่วมเรียบเรียงเสียงประสานกับ พี่เอ-จิตติพล บัวเนียม คนดนตรีคู่บุญของพี่เสือด้วยครับ

    ไม่ใช่แค่นั้น งานชุดนี้ พี่เสือยังเป็นโปรดิวเซอร์อีกต่างหาก ก่อนที่ปีถัดมา ได้รับโอกาสทำงานเบื้องหน้า และสร้างปรากฏการณ์ด้วยผลงานเพลง "ทีของเสือ" ในฐานะศิลปินเบื้องหน้าอย่างเต็มตัว

    นั่นคืองานระดับ "คลาสสิก" ชิ้นหนึ่งของวงการเพลงไทยครับ ด้วยคุณภาพครบรส ความมันส์สะใจวัยรุ่น เนื้อหากินใจชวนซาบซึ้ง หรือการบันทึกเสียงที่ได้รับการยอมรับว่า "แจ๋วจริง"

    ไม่ต่างกับ 22 เกมสุดคลาสสิกในรอบ 16 ทีมสุดท้าย แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ละฤดูกาลที่ผ่านมาเลยครับ

 บทเพลงที่ 113  เจ็บกว่านี้มีอีกไหม 

 คำร้อง/ทำนอง  ธนพล อินทฤทธิ์

 เรียบเรียง  ธนพล อินทฤทธิ์/จิตติพล บัวเนียม

 ศิลปิน  ไฮร็อก  อัลบั้ม  เจ็บกว่านี้มีอีกไหม  ปี  2536



ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})