การตัดสินประวัติศาสตร์

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
เซเนกัล ถูกริบแชมป์ แอฟริกัน คัพ ออฟ เนชั่นส์ หลังจากที่ได้แชมป์ไป 58 วัน เหตุผลมาจากการที่พวกเขาเดินออกจากสนามนานถึง 17 นาที เนื่องจากประท้วงที่ โมร็อกโก เจ้าภาพได้จุดโทษช่วงท้ายเกม

    อย่างไรก็สนามที่สุดแล้วพวกเขาก็กลับมาลงเล่นกันต่อ และจุดโทษนั้น บราอิม ดีอาซ ก็ยิงพลาด ยื้อเกมออกไปในช่ฝงต่อเวลาและ ป๊าป เกย์ ยิงประตูชัยให้ เซเนกัล ชนะ 1-0 

    แต่ผลการแข่งขันนั้นกลับถูกพลิกกลับโดยคณะกรรมการอุทธรณ์ของสมาพันธ์ฟุตบอลแอฟริกา ให้ โมร็อกโก ชนะ 3-0 ซึ่งเป็นการตัดสินที่ก่อให้เกิดข้อถกเถียงอย่างมาก

    วันนี้เราจะย้อนกลับไปดูเกมที่น่าอัปยศอดสูซึ่งการตัดสินที่น่าสงสัยของกรรมการได้เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ฟุตบอล และสงสัยว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรหากไม่เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น

ไอร์แลนด์ - ฝรั่งเศส
รอบ เพลย์ ออฟ ฟุตบอลโลก 2010 


    ไอร์แลนด์ ถูกโกงอย่างชัดเขนจนพลาดเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2010 จากสิ่งที่บางคนเรียกมันว่า "Hand of Frog" หรือ "มือของกบ"

    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2009 ยังคงเป็นหนึ่งในบทที่มืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์กีฬาของไอร์แลนด์ วันที่เต็มไปด้วยความรู้สึกไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง ในเกมที่ สต๊าด เดอ ฟรองซ์ ที่ทาง "ยักษ์เขียว" ตามหลัง 1-0 จากเลกแรก และ ร็อบบี้ คีน ทำในครึ่งแรกที่ ปารีส ทำให้ทีมตีเสมอที่สกอร์รวม 1-1 ในเกมที่พวกเขาเล่นดีกว่าชัดเจน

    เกมดำเนินมาถึงช่วงต่อเวลาพิเศษนาทีที่ 103 เธียร์รี่ อองรี ใช้มือซ้ายประคองบอลไม่ให้หลุดออกจากตัวก่อนเปิดเข้ามาให้ วิลเลี่ยม กัลลาส โหม่งจ่อๆ เข้าไปท่ามกลางการประท้วงอย่างหนักของ ไอร์แลนด์ แต่ไม่เป็นผล

    สุดท้ายเกมจบที่ผลเสมอ 1-1 และทัพ "ตราไก่" ก็เข้าไปเล่นรอบสุดท้ายด้วยสกอร์รยวม 2-1 และภาพที่่ เธียร์รี่ อองรี ดีใจอย่างบ้าคลั่งในจังหวะตีเสมอ คงเป็นภาพที่ฝั่ง ไอร์แลนด์ เกลียดอย่างมาก

อังกฤษ - เยอรมัน
ฟุตบอลโลก 2010 รอบ 16 ทีมสุดท้าย


    การเจอกันของชาติที่มีประวัติศาสตร์อย่างยาวนานในโลกลูกหนัง และพวกเขาก็ถูกมองว่าเป็นคู่แค้นกันด้วย

    การแข่งขันที่สนาม ฟรี สเตท สเตเดี้ยม ประเทศ แอฟริกาใต้ ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย มิโลสลาฟ โคลเซ่ และ ลูคัส โพดอลสกี้ ช่วยกันทำประตูให้ทัพ "อินทรีเหล็ก" นำ 2-0 ก่อนที่ แม็ทธิว อัพสัน จะมาตีไข่แตกให้ฝั่ง "สิงโตคำราม"

    อังกฤษ ควรจะได้ประตูตีเสมอจังหวะสับไกของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ที่บอลชนคานเด้งลงพื้นข้ามเส้นไปแล้วเด้งออก แต่ผู้ช่วยผู้ตัดสิน เมาริซิโอ เอสปิโนซ่า มองไม่ทันบอลและไม่ยกธงว่าเป็นประตู ในช่วงเวลาที่เทคโนโลยี "วีเออาร์" ยังไม่เกิด ผลประโยชน์จุึงตกเป็นของฝั่ง เยอรมัน ไป

    สุดท้าย โธมัส มุลเลอร์ มาบวกอีก 2 ประตูส่งให้ทีมเอาชนะไปขาดลอย 4-1 

    เอสปิโนซ่า พูดถึงเรื่องนี้ในภายหลังว่า "ลูกยิงมันเร็วมาก ผมมองเห็นไม่ชัดแม้ว่าจะอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องแล้วก็ตาม เราไม่ได้ดูภาพรีเพลย์ในห้องแต่งตัวตอนพักครึ่ง แต่คุณก็รู้สึกได้ว่าเกิดอะไรขึ้น"

    "เราเพิ่งรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ต่อเมื่อได้ดูทางทีวี"

    ความหวังในการลุ้นแชมป์โลกอีกครั้งของ อังกฤษ หลังจากปี 1966 ก็ยังคงต้องรอกันต่อไปจนถึงปัจจุบัน

อังกฤษ - อาร์เจนติน่า
ฟุตบอลโลก 1986 รอบก่อนรองชนะเลิศ


    อีกครั้งที่ อังกฤษ มีส่วนกับการตัดสิน คู่แข่งเปลี่ยนจาก เยอรมัน มาเป็น อาร์เจนติน่า และนี่คือหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลตลอดกาล

    "หัตถ์พระเจ้า" คือคำนิยามของ ดีเอโก้ มาราโดน่า ที่กระโดดใช้มือชกบอลผ่าน ปีเตอร์ ชิลตัน เข้าไป แน่นอนว่ามือกาวทัพ "สิงโตคำตาม" ประท้วงจังหวะนี้แต่ไม่เป็นผล

    สุดท้าย อาร์เจนติน่า กรุยทางไปถึงรอบชิงชนะเลิศและคว้าแชมป์มาครองอย่างยิ่งใหญ่ ทำให้ "เสือเตี้ย" คือพระเจ้าของคนทั้งชาติอย่างแท้จริง

    ถ้าการที่ เซเนกัล เดินออกจากสนามแล้วกลับมาเล่นต่อ แต่ยังถูกตัดสินใจริบแชมป์ อย่างนั้นกรณีนี้คงยิ่งชอบธรรมให้มีการเปลี่ยนแปลงคำตัดสินไปกันใหญ่

อังกฤษ - เยอรมันตะวันตก
ฟุตบอลโลก 1966 รอบชิงชนะเลิศ


    นี่คือเกมที่มีประตูที่มีการถกเถียงกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์โลกฟุตบอล แม้ว่าตอนนี้เวลาจะผ่านมานานถึง 6 ทศวรรษแล้วก็ตาม

    เกมที่พลิกไปพลิกมาในช่วง 90 นาทีแรกฝั่ง เยอรมัน นำก่อนนาทีที่ 12 จาก เฮลมุต ฮัลเลอร์ แต่ฝั่ง อังกฤษ มายิง 2 ลูกแซงขึ้นนำจาก เจฟฟ์ เฮิร์สต์ นาทีที่ 18 และ มาร์ติน ปีเตอร์ส นาทีที่ 78 ทว่าก่อนหมดเวลา 1 นาที โวล์ฟกัง เวเบอร์ มาตีเสมอให้ "อินทรีเหล็ก" ทำให้เกมต้องสู้กันในช่วงต่อเวลา

    ประตูขึ้นนำ 3-2 ของ ทัพ "สิงโตคำราม" นี่เองที่เป็นข้อถกเถียงเมื่อ เจฟฟ์ เฮิร์สต์ รับลูกเปิดจาก อลัน บอลล์ ในเขตโทษแล้วพลิกกดด้วยขวาบอลชนคานเด้งออกมาซึ่งทาง โรเจอร์ ฮันท์ กองหน้าคู่หูรีบชูมือบอกว่ามันเป็นประตู และสุดท้ายผู้ตัดสินก็เป่าให้เป็นประตู จริงๆ

    สุดท้ายตัว เฮิร์สต์ มายิงตอกฝาโลงนาทีสุดท้าย เป็น "แฮตทริคฮีโร่" ให้ อังกฤษ ชนะ 4-1 คว้าแชมป์โลกเป็นสมัยแรก

    เฮิร์สต์ พูดถึงประตูนี้ว่า "โดยสัญชาตญาณแล้วถ้าคุณเป็นยอดกองหน้า คุณจะพยายามยิงเให้เข้าประตูไปเ แต่เขา (ฮันท์) ยกแขนขึ้นและตะโกนว่า 'มันเป็นประตู' ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับผมแล้ว"

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด