King Of League Cup
ก่อนหน้านายนี้นายใหญ่ชาวสเปน อยู่ในทำเนียบกุนซือที่ได้แชมป์รายการนี้มากที่สุดร่วม 4 สมัย กับบรรดาสุดยอดผู้จัดการทีมอย่าง ไบรอัน คลัฟ, เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และ โชเซ่ มูรินโญ่
และชัยชนะหนล่าสุดทำให้เขาก้าวขึ้นมาอยู่เหนือเหล่าตำนานทั้งหลาย โดยมีสถิติพาทีมลงเล่นรายการนี้ 39 เกม ชนะ 29 ทำได้ถึง 89 ประตู เสียไปแล้ว 26 ลูกเท่านั้น
วันนี้เราจะย้อนกลับไปดูแชมป์ทั้ง 4 สมัยก่อนหน้านี้ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ในรายการนี้ว่าเป็นยังไงบ้าง
ฤดูกาล 2017/18

ถือเป็นโทรฟี่แรกที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ได้มาครองกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หลังจากที่จบซีซั่นแรกในการคุมทีมในปี 2016/17 ด้วยมือเปล่า
เส้นทางในปีนี้ของ "เรือใบ" ต้องบอกว่าไม่ยากเลย แต่พวกเขาก็เผชิญความยากลำบากในการผ่านแต่ละรอบ เริ่มจากรอบ 3 ที่เจอกับ เวส์บรอมวิช อัลเบี้ยน แต่หืดจับทีเดียวกว่าจะชนะ 2-1 ที่ เดอะ ฮอว์ธอร์น โดยได้ 2 ประตูจาก เลรอย ซาเน่
จากนั้นในรอบ 4 ต้องสู่กับ วูล์ฟส์ ถึงดวลจุดโทษกว่าจะเข้ารอบด้วยสกอร์ 4-1 หลังเสมอ 0-0 ในเวลา 120 นาที ตามด้วยรอบ 5 ที่สู้กับ เลสเตอร์ ถึง 120 นาทีเช่นกันก่อนจบด้วยการเสมอกัน 1-1 ก่อนดวลจุดโทษชนะ 4-3
รอบรองชนะเลิศเจอกับงานง่ายเจอกับ บริสตอล ซิตี้ ด้วยการชนะทั้งเหย้า-เยือนด้วยสกอร์รวม 5-3 และปิดท้ายเกมชิงชนะเลิศด้วยการไล่อัด อาร์เซน่อล 3-0 จากประตูของ เซร์คิโอ อเกวโร่, แว็งซ็องต์ ก็องปานี และ ดาบิด ซิลบา
ฤดูกาล 2018/19

เป็นอีกปีที่เส้นทางสู่การไปถึงตำแหน่งแชมป์ของพลพรรค แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เจอกับงานที่ไม่ยากนัก และเป็นการป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ
ทีมเปิดหัวรอบ 3 ด้วยการบุกถล่ม อ็อกซ์ฟอร์ด 3-0 โดยไประตูจาก กาเบรียล เชซุส, ริยาด มาห์เรซ และ ฟิล โฟเด้น ตามด้วยการเปิดบ้านอัด ฟูแล่ม 2-0 ในรอบ 4 จากประตูของ บราอิม ดีอาซ ทั้ง 2 ลูก
รอบก่อนรองชนะเลิศที่ไปเยือน เลสเตอร์ ต้องออกแรงถึงดวลจุดโทษหลังเสมอในเวลา 1-1 โดยทีมได้ประตูจาก เควิน เดอ บรอยน์ แต่โดน มาร์ค อัลไบรท์ตัน ตีเสมอ
รอบตัดเชือกมาเจอกับทีมรองบ่อนอย่าง เบอร์ตัน ซึ่งทีมจัดการรัวชนะด้วยสกอร์รวมท่ามท้น 10-0 และเกมชิงชนะเลิศมาเจอ เชลซี จบด้วยการเสมอ 0-0 ในเวลา 120 นาที ก่อนชนะด้วยการดวลจุดโทษ
ฤดูกาล 2019/20

เป๊ป กวาร์โอล่า ยังพาทีมสานต่อความวำเร็จในรายการนี้ด้วยการป้องกันแชมป์ไว้ได้อีกครั้ง และเป็นการคว้าแชมป์เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน
ในรอบ 3 ทีมบุกเอาชนะ เปรสตัน ไม่ยากที่สกอร์ 3-0 จากประตูของ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง, กาเบรียล เชซุส และการทำเข้าประตูตัวเองของ ไรอัน เลดสัน ตามด้วยการตบ เซาธ์แฮมป์ตัน 3-1 ในรอบ 4 โดยได้ทั้ง 3 ประตูจาก นิโกลัส โอตาเมนดี้ และ เซร์คิโอ อเกวโร่ ที่จัด 2 ลูก
จากนั้นในรอบก่อนรองชนะเลิศ ซิตี้ บุกชนะ อ็อกซ์ฟอร์ด 3-1 จากประตูของ ชูเอา กานเซโล่ และ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง 2 ลูก ไปเจอกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในรอบตัดเชือก
"เรือใบ" กุมความได้เปรียบจากชัยชนะนัดแรกที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด 3-1 โดยรัว 3 ประตูตั้งแต่ครึ่งแรกจาก แบร์ราร์โด้ ซิลวา, ริยาด มาห์เรซ และการทำเข้าประตูตัวเองของ อันเดรียส เปเรยร่า
เกมนี้ 2 ในบ้านทีมแพ้ 0-1 จากก็เพียงพอที่จะเข้ารอบด้วยสกอร์รวม 3-2 เข้าไปชิงถ้วยกับ แอสตัน วิลล่า และจบด้วยชัยชนะ 2-1 จากประตูจาก เซร์คิโอ อเกวโร่ และ โรดรี้
ฤดูกาล 2020/21

ท่ามกลางสถานการณ์ของไวรัสโควิด แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ครองความเป็นจ้าวของศึก ลีก คัพ ด้วยการคว้าแชมป์สมัยที่ 4 ติดต่อกัน ซึ่งถือสถิติที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์รายการนี้ เท่ากับที่ ลิเวอร์พูล เคยทำได้ในปี 1981-1984
เกมรอบที่ 3 ทีมเจอกับ บอร์นมัธ และเบียดชนะได้ 2-1 โดยได้ประตูจาก เลียม ดีแล็ป กับ ฟิล โฟเด้น ตามด้วยการบุกชนะ เบิร์นลี่ย์ 3-0 ในรอบที่ 4 โดยได้ประตูจาก ราฮีม สเตอร์ลิ่ง 2 ลูก กับ เฟร์ราน ตอร์เรส
จากนั้นในรอบก่อนรองชนะเลิศทีมต้องไปเยือน เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ซึ่ง "เรือใบ" โชว์ฟอร์มร้อนแรงด้วยการไล่ต้อน 4-1 จากการทำประตูของ กาเบรียล เชซุส, ริยาด มาห์เรซ, ฟิล โฟเด้น และ เอมเมอริก ลาปอร์กต์
ในเกมรอบตัดเชือกที่เล่นกันแค่นัดเดียวกับการเจอ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด ทีมของ เป๊ป กวาร์โอล่า จัดการเอาชนะไปได้ 2-0 จากการทำประตูของ จอห์น สโจนส์ และ แฟร์นานดินโญ่
ปิดท้ายรอบชิงชนะชิงชนะเลิศในการเจอกับ สเปอร์ส ทีมเฉือนชนะ 1-0 โดยได้ประตูจาก เอมเมอริก ลาปอร์กต์ ในนาทีที่ 82

