เกมรับที่ย่ำแย่
แต่เมื่อนำสถิติขึ้นมาอ้างอิงตองบอกว่าไม่ใช่
นายใหญ่วัย 41 ปี คุมทีมใน พรีเมียร์ลีก มาแล้ว 10 นัด พาทีมยะ 5 เสมอ 2 แพ้ 3 - ด้วยผลงานนี้ เชลซี จะอยู่อันดับที่ 4 ในตารางพรีเมียร์ลีก รองจาก แมนฯ ยูไนเต็ด, อาร์เซน่อล และ แมนฯ ซิตี้ เท่านั้น
อัตราการชนะ 50 เปอร์เซ็นต์ในลีกของ โรซิเนียร์ จัดอยู่ในอันดับที่ 14 ของผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดในยุค พรีเมียร์ลีก ของสโมสร โดยมีผู้จัดการทีมที่แย่กว่าเขาถึง 8 คนทั้ง แฟร้งค์ แลมพาร์ด, อังเดร วิลลาช-โบอาช, จานลูก้า วิอัลลี่, รุด กุลลิท, แกรม พ็อตเตอร์, เดวิด เว็บบ์, เกล็น ฮ็อดเดิ้ล และ เอียน พอร์เตอร์ฟิลด์
ในยุคของ "บลูโค" พ็อตเตอร์ อยู่อันดับท้ายสุดของรายการโดยมีอัตราการชนะเพียง 38.7 เปอร์เซ็นต์ ก่อนจะถูกปลดออกจากตำแหน่ง
แน่นอนว่ามีข้อโต้แย้งว่า โรซีเนียร์ มีทีมที่ดีกว่าและมีเสถียรภาพมากกว่าเมื่อครั้ง พ็อดเตอร์ คุมทีม เพราะทีมที่เขารับไม้ต่อคือสโมสร "แชมป์โลก" และมีผู้เล่นค่าตัวระดับ 100 ล้านปอนด์ หลายคนในทีมตัวจริงเมื่อเทียบกับ พ็อดเตอร์
และเมื่อนำไปเทียบกับ เอ็นโซ้ มาเรสก้า ที่ถูกแทนที่ มีอัตราชนะที่ 59.8 เปอร์เซ็นต์ จากสถิติในฤดูกาลนี้เพียงฤดูกาลเดียว แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่าง เชลซี ของ โรซีเนียร์ และ มาเรสก้า
ในแง่ของเกมรุกทีมมีสถิติที่ดีขึ้นแต่ในทางตรงข้ามเกมรับของพวกเขาแย่ลงอย่างมาก
19 เกมที่ มาเรสก้า คุมทีม "สิงห์บลูส์" มีสถิติประตูเฉลี่ยต่อเกมที่ 1.7 ลูก ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 1.9 ลูกในยุคของ โรซีเนียร์ และยังสร้างโอกาสทำประตูมากขึ้นจาก 2.7 ครั้งต่อเกมเป็น 3.7 ครั้ง
อย่างไรก็ตามทีมเสียประตูเฉลี่ยต่อเกมจาก 1.1 ลูกมาเป็น 1.4 ลูก ซึ่งทีมของ โรซีเนียร์ เก็บคลีนชีตได้แค่เกมเดียวเท่านั้นจาก 10 เกมแรกใน พรีเมียร์ลีก
เมื่อเทียบกันแล้ว มาเรสก้า เก็บคลีนชีตได้ 8 เกมจาก 19 เกม ซึ่งคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ลดลงจาก 42 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น
น่าเสียดายสำหรับ โรซิเนียร์ ที่ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะแย่ลงก่อนที่จะดีขึ้น โดย เชลซี จะมีเกมกับ พอร์ทเวล ใน เอฟเอ คัพ หลังเบรกทีมชาติก่อนที่จะต้องเจอกับทั้ง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ทั้งสองสโมสรจาก แมนเชสเตอร์ อยู่เหนือ เชลซี ในตารางคะแนนตั้งแต่ โรซิเนียร์ เข้ามาคุมทีม
เชลซี อยู่ในสถานการณ์ที่จะต้องเน้นใน เอฟเอ คัพ เพราะมันคือโอกาสสุดท้ายในการคว้าแชมป์ในซีซั่นนี้ ในขณะที่ใน พรีเมียร์ลีก ทีมก็ต้องคว้าตั๋วลุย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ให้ได้
การกลับมาของ ลีวาย โคลวิลล์ เป็นข่าวดีให้ทีมมีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับ โรเมโอ ลาเวีย
ช่วงเบรกทีมชาติมาในช่วงเวลาที่เหมาะสมหลังจากที่แพ้ในลีกมา 2 เกมติดต่อกัน เพราะนี่ทำให้ผู้เล่นมีโอกาสได้พักผ่อนและเรียกกำลังใจกลับคืนมา
มีเรื่องตลกนิดหน่อยเมื่อ ลอยด์ แคนฟิลด์ นักข่าวเชลซี ของ ซันสปอร์ต ทำชาลเลนจ์ใน โซเชียล ดีเมีย ขึ้นอยู่กับผลการแข่งขันของสโมสรเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม โดยเขาจะวิ่ง 2 กิโลเมตร หากทืมชนะ, วิ่ง 5 กิโลเมตร เมื่อเสมอและ 8 กิโลเมตร เมื่อแพ้ และยังบวกเพิ่มอีก 1 กิโลเมตรสำหรับทุกประตูที่ทีมเสีย
จนถึงตอนนี้เขาวิ่งไปแล้วถึง 59 กิโลเมตร หลังผ่านไปเพียง 7 เกมเท่านั้น เพราะนอกจากผลงานจะย่ำแย่แพ้ถึง 5 นัด ทีมยังเสียประตูทุกเกมอีกด้วย
เอาแค่เกมกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่ทีมแพ้ด้วยสกอร์ 2-5 นัดเดียว เขาต้องวิ่งถึง 13 กิโลเมตร มากกว่าระยะทางที่ผู้เล่นของ เชลซี วิ่งต่อเกมในซีซั่นนี้ซะอีก

