ครบรอบ 20 ปี กับแชมป์พรีเมียร์ลีก

วันศุกร์ที่ 01 พฤษภาคม 2569 คอลัมน์ สิงห์สนามจริง โดย ยักษ์เดนส์
139
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ทุกสิ่งที่ดีย่อมต้องมีวันสิ้นสุด สำหรับ ไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่น กับ เชลซี ปี 2006 คือปีนั้น

    ดาวรุ่งอนาคตไกลวัย 21 ปี ย้ายจาก โบลตัน มาอยู่กับ "สิงห์บลูส์" ในปี 2000 และตลอด 6 ฤดูกาลกับทีมต้องบอกว่าหัวหอกทีมชาติไอซ์แลนด์ รายนี้สร้างความประทับใจมากมาย

    กุ๊ดยอห์นเซ่น ใช้เวลาไม่นานก็ประสานงานในแนวรุกไม่ว่าจะกับ จานฟรังโก้ โซล่า หรือ จิมมี่ ฟรอยด์ ฮัสเซลเบงค์ ได้เป็นอย่างดี

    ทั้ง 3 คนนี้มีบทบาทสำคัญในการพาทีมไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในปี 2003 ช่วยให้สโมสรพ้นจากความกังวลเรื่องการเงิน และเป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ของ เชลซี ภายใต้การเป็นเจ้าของของ โรมัน อับราโมวิช


    แน่นอน "เสี่ยหมี" มาพร้อมกับพลังเงินหมาศาลพร้อมนำนักเตะดระดับโลกมาร่วมทีมมากมายแต่ กุ๊ดยอห์นเซ่น ยังเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้เล่นร่วมกับ วิลเลี่ยม กัลลาส, จอห์น เทอร์รี่ และ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ที่ยังอยู่ในเป็นกำลังหลักในทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่

    สตาร์รายนี้ลงเล่น 37 เกม พร้อมทำ 12 ประตู ใน พรีเมียร์ลีก ช่วยทีมเป็นแชมป์ลีกสูงสุเดครั้งแรกในรอบ 50 ปี ของสโมสร ในฤดูกาล 2004/05 แต่ในฤดูกาลถัดมาเขาได้ลงเล่นเพียง 26 นัด และเป็นตัวจริงเพียง 16 เกม  น้อยที่สุดตั้งแต่มาร่วมทีม ทำได้แค่ 2 ประตู กลายเป็นปีสุดท้ายกับสโมสร

    "ผมเริ่มมีความรู้สึกว่านี่อาจจะเป็นฤดูกาลสุดท้ายของผมที่ เชลซี - ผมไม่รู้ว่าผมจะไปไหนหรือจะจบลงที่ไหน มันเป็นแค่ความรู้สึก ผมไม่ได้ลงเล่นมากเท่าที่ผมอยากเล่น และผมก็มีอาการบาดเจ็บ" กุ๊ดยอห์นเซ่น เผย

    "มันเป็นฤดูกาลที่เริ่มๆ หยุดๆ สำหรับผม ดังนั้นผมจึงคุยกับ โชเซ่ ว่ามันอาจจะเป็นฤดูกาลสุดท้ายของผม และเราก็เห็นพ้องกันในเรื่องนั้น เรามีช่วงเวลาที่ดีด้วยกัน"

    แน่นอนว่าด้วยพลังเงินของ โรมัน อบราโมวิช เขาต้องการทีมที่ดีที่สุดซึ่ง โชเซ่ มูรินโญ่ มีเงินแทบไร้ขีดจำกัด และเขาก็ทำการเสริมทีมอย่างหนักซึ่งมันส่งผลกระทบต่อนักเตะในทีมหลายคนที่ต้องย้ายออกไป


    อย่างไรก็ตามการแข่งขันแย่งตำแหน่งทำให้นักเตะต้องตื่นตัวอยู่เสมอเป็นอย่างแรก แต่ในขณะเดียวกันก็เสริมสร้างความผูกพันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน

    "เมื่อเราก้าวลงสนาม เราต่างรักสโมสรและต้องการต่อสู้เพื่อสโมสรของเรา" กุ๊ดยอห์นเซ่น กล่าวพร้อมพูดถึง โชเซ่ มูรินโญ่ ว่า "ผมจำได้ว่าหนึ่งในสิ่งแรกๆ ที่เขาพูดกับเราคือ 'ทุกคน ผมมองพวกคุณในฐานะปัจเจกบุคคลที่ เชลซี และผมไม่เห็นถ้วยรางวัลใดๆ อยู่เบื้องหลังชื่อพวกคุณเลย นั่นต้องเปลี่ยน' พวกเราก็ตอบว่า 'ใช่ คุณพูดถูก' คือมันเป็นฤดูกาลที่ 4 ของผมที่นี่โดยที่ยังไม่ได้แชมป์อะไรเลยนอกจาก แชริตี้ ชิลด์ ในปีแรกที่ผมมา"

    "เรามีผู้เล่น เรามีแกนหลัก ผู้เล่นหลายคนอายุใกล้เคียงกัน - ผม, แฟร้งค์, ดิดิเยร์ [ดร็อกบา] อายุเท่ากัน มีแกนหลักของทีมอยู่ เรามีผู้จัดการทีมที่เหมาะสมเข้ามาในเวลาที่เหมาะสม ผู้เล่นที่เซ็นสัญญาก่อนหน้านี้ ผู้เล่นที่อยู่ต่อ ก็แข็งแกร่งขึ้น ดังนั้นทุกอย่างจึงขึ้นอยู่กับจังหวะเวลาซึ่งมันก็ลงตัวพอดี"

    ก่อนฤดูกาล 2005/06 เอร์นาน เกรสโป และ คาร์ลตัน โคล กลับมาหลังจากหมดสัญญายืมตัว และด้วยระบบ 4-3-3 ของ มูรินโญ่ ที่ใช้ปีกความเร็วสูงอยู่ทั้ง 2 ข้างเป็นเหตุผลที่ทำให้ กุ๊ดยอห์นเซ่น มีโอกาสน้อยลงที่จะได้เป็นกองหน้าตัวเป้า

    ด้วยประสบการณ์ใน พรีเมียร์ลีก, ความฉลาดหลักแหลม และการเคลื่อนไหวที่เฉียบคมซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเขามาโดยตลอด รวมถึงการเรียนรู้จากเพื่อนร่วมทีม กุ๊ดยอห์น เซ่นจึงได้ลงเล่นในตำแหน่งกองกลางบ่อยขึ้นภายใต้การคุมทีมของ มูรินโญ่ ที่ถึงกับเรียกเขาว่า "มาราโดน่า ผมบลอนด์" หลังชัยชนะที่ อัพตัน พาร์ค ในเดือนมกราคม ปี 2006


    "มันเป็นข่าวพาดหัวไปหมดเลย!" กุ๊ดยอห์นเซ่น กล่าวพร้อมกับหัวเราะ "ผมว่ามันเกินจริงไปหน่อยแต่พอเป็น โชเซ่ พูดอะไรออกมา มันก็กลายเป็นข่าวพาดหัวไปหมด ผมไม่ได้ตั้งใจจะได้ฉายานั้นเลย มันไม่ใช่ฉายาที่รับมือได้ง่ายเลย! แต่ผมชอบเล่นในตำแหน่งกองกลางนะ"

    "มันเป็น 'ไมนด์เซต' ที่แตกต่างออกไป ผมต้องเรียนรู้เรื่องการวางตำแหน่งเกมรับบ้าง ตลอดอาชีพการค้าแข้งของผม ผมมักจะมองไปที่ประตูฝ่ายตรงข้ามมากกว่าที่จะวิ่งหาประตูตัวเอง ผมจำได้ว่าตอนที่เล่นในตำแหน่งนั้นในเกมกับ บาร์เซโลน่า ในฤดูกาล 2004/05 ผมคิดว่าผมไม่เคยวิ่งมากขนาดนั้นมาก่อนเลยในอาชีพ"

    "แต่เรามี (โคล้ด) มาเกเลเล่ อยู่ข้างหลัง แฟร้งค์ และผม เมื่อมี มาเกเลเล่ อยู่ตรงนั้น เขาจะคอยนำทางคุณ เขาควบคุมคุณเกือบเหมือนเล่นเกมเพลย์สเตชั่น เขาแค่บอกคุณว่าต้องไปที่ไหน แล้วคุณก็ไปที่นั่น นั่นช่วยได้มาก มันทำให้ผมปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว"

    "กองกลางที่อยู่ข้างหน้า มาเกเลเล่ มีอิสระที่จะเข้าไปในกรอบเขตโทษซึ่งผมชอบมาก เรารู้กันดีว่า แฟร้งค์ ทำประตูได้ และทันใดนั้น จากการเป็นกองหน้า ผมก็มองไปที่ แฟร้งค์ แล้วคิดว่าถ้าเขาเข้าไปในกรอบเขตโทษ ผมอาจจะต้องรักษาตำแหน่งให้มากขึ้นอีกหน่อย"

    "เรารู้กันดีว่า แฟร้งค์ ชอบขึ้นไปข้างหน้า ดังนั้นบางครั้งผมก็จะมองไปที่มาเกเลเล่ และเขาก็จะส่งสัญญาณให้ผมขึ้นไปข้างหน้าเช่นกัน"


    เชลซี เล่นได้อย่างดุดัน เริ่มต้นฤดูกาลด้วยชัยชนะในลีก 9 นัดติดต่อกัน และไม่เคยมองกลับมาข้างหลังอีกเลย

    "การคว้าแชมป์ในฤดูกาลก่อนหน้านั้น การได้ลิ้มรสความรู้สึกของการเป็นแชมป์ นั่นคือความรู้สึกที่เราอยาก ได้มันอีกครั้ง เรารู้ว่าต้องใช้ความพยายามมากแค่ไหน ความต้องการที่คุณต้องเผชิญในแต่ละวันตลอด 10 เดือนใน 1 ฤดูกาล"

    ทีมคว้าแชมป์ก่อนจบฤดูกาล 2 นัด แต่สำหรับ กุ๊ดยอห์นเซ่น ที่ไม่สามารถลงเล่นในเกมที่ถล่ม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คู่ปรับสำคัญได้ ความรู้สึกนั้นจึงทั้งสุขและเศร้า บทสุดท้ายของอาชีพการค้าแข้งของเขากำลังถูกเขียนขึ้น การย้ายไป บาร์เซโลน่า กำลังรออยู่

    "ผมจำได้ว่านั่งดูเกมกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในวันที่เราคว้าแชมป์จากบนอัฒจันทร์เพราะผมป่วยหรือบาดเจ็บนี่แหละ ผมรู้ว่าผมจะต้องออกจากทีมแต่ผมยังไม่ได้บอกใคร หลังจากเกมนั้น ผมรู้สึกเหมือนกำลังบอกลากับหลายๆ คนจริงๆ"

    "มันยากลำบากมากตอนที่ผมต้องจากสโมสรที่ผมรักมากที่สุดในอาชีพ แต่ผมก็ได้โอกาสได้เล่นให้กับสโมสรในฝันของผมซึ่งก็คือ บาร์เซโลน่า ผมโชคดีมากที่ได้เล่นให้กับสองสโมสรที่ดีที่สุดในโลกสำหรับผม"

    และอย่างที่แฟนๆ บอล เชลซี ในยุคนั้นทุกคนจะบอกคุณ เราโชคดีแค่ไหนที่ได้เห็น กุ๊ดยอห์นเซ่น เล่นในชุดสีน้ำเงิน


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด