สิ่งที่ เป๊ป นำมาสู่ อังกฤษ
ความสำเร็จตลอด 4 ปี เมื่อครั้งคุม บาร์เซโลน่า กับสไตล์การเล่นแบบ "ติกี้-ตาก้า" ที่ลามมาถึงทีมชาติสเปน ที่คว้าทั้งแชมป์ ยูโร และ แชมป์โลก ในช่วงเวลานั้น กลายเป็นแนวทางการเล่นที่เกือบทุกสโมสร "ก็อปปี้" ไปใช้งาน
10 ปี ใน พรีเมียร์ลีก เขาพาทีมคว้าแชมป์ทุกรายการทั้ง พรีเมียร์ลีก 6 สมัย, เอฟเอ คัพ 3 สมัย, ลีก คัพ 5 สมัย บวกกับโทรฟี่อย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ และ ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ อย่างละ 1 สมัย
อาจจะมีบางคนเหน็บแนมว่าเขาเลือกที่จะคุมแต่กับทีมใหญ่ที่มีเงินพร้อมอยู่แล้วทั้งกับ บาร์เซโลน่า, บาเยิร์น มิวนิค มาจนถึง แมนเชสเตอร์ ซิตี้
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาคือยอดโค้ชคนหนึ่งที่มีแนวทางการเล่นเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งครั้งหนึ่งสมาคมฟุตบอลอังกฤษ เองก็เคยพิจารณาให้เขาคุมทัพ "สิงโตคำราม" ด้วย
นี่คือ 5 วิธีที่สำคัญที่ เป๊ป นำมาสู่ พรีเมียร์ลีก
การสิ้นสุดของ "เบร็กซิตบอล" และกำเนิด "ติกี้-ตาก้า"
อันที่จริงแล้ว เป๊ป ไม่ชอบคำว่า "ติกี้-ตาก้า" เพราะมันหมายถึงการครองบอลอย่างเดียวโดยไม่ทำอะไร ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเกลียดและไม่ชอบที่จะถูกโยงไปถึง ทุกอย่างต้องมีจุดประสงค์
เขาจึงมุ่งเน้นไปที่การควบคุมเกม บีบให้คู่ต่อสู้ถอยลึกด้วย "การส่งบอลนับพันนับล้านครั้ง" และบีบพื้นที่ ซึ่งการเพรสซิ่งสวนกลับจะบีบพื้นที่ การโจมตีหรือการครองบอลคือรูปแบบการป้องกันที่ดีที่สุด – จากนั้นก็ใช้การบุกแบบดุดันอย่างต่อเนื่อง
แน่นอนว่ามันแตกต่างจากแนวทางของฟุตบอล อังกฤษ ช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาที่เน้นการเล่นแบบบุกเข้าไปตรงๆ และเน้นความแข็งแกร่งของร่างกาย ในแบบที่เราเห็นภายใต้การคุมทีมของ แซม อัลลาไดซ์ ที่อาศัยการโยนบอลยาวให้กองหน้าตัวใหญ่
ฟุตบอลที่เป็นระบบของ เป๊ป เปลี่ยนมุมมองของคนส่วนใหญ่ที่มีต่อเกมฟุตบอล ถึงแม้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การกลับไปใช้ลูกตั้งเตะ การโยนบอลยาว และแม้กระทั่งการใช้กองหลังตัวกลาง 4 คนแบบที่ โทนี่ พูลิส เคยใช้ โดยมี 2 คนเล่นเป็นฟูล-แบ็ก ก็ไม่ได้หยุดยั้งเป้าหมายสูงสุดของ เป๊ป
แต่นั่นคือแผน แต่คุณยังได้เห็นนักเตะเล่นแบบครองบอลและเสี่ยงมากขึ้นกว่าเดิมเพื่อพยายามเลียนแบบสไตล์ที่นำพา เป๊ป ไปสู่ความยิ่งใหญ่
การกำหนดบทบาทของผู้เล่นใหม่
เรื่องนี้อาจถูกลืมไปบ้างในช่วงหลัง แต่ในยุคที่ปีกมักตัดเข้าในและยิงเข้ามุมบนอย่างเฉียบคม - ฟร้องค์ ริเบรี่ และ อาร์เยน ร็อบเบน ในทีม บาเยิร์น มิวนิค ที่สุดแสนอันตราย - เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก็มาใช้ผู้เล่นริมเส้นอย่างเต็มตัวอีก
เลรอย ซาเน่ และ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง คือสูตรในช่วงแรกที่ "เรือใบ" ไม่ว่าจะตัดเข้ามายิงเองหรือใช้ความเร็วฉีกแบ็กคู่แข้งแล้วหาช่องจ่ายให้เพื่อนที่เติมขึ้นมา
นอกจากจะเป็นการเล่นที่อันตรายอย่างมากหากมีแข้งที่ประสิทธิภาพสูง ยังสามารถกดแบ็กคู่แข่งไม่กล้าดันเกมสูงไปในตัวด้วย และเมื่อทีมมีปัญหาในปี 2022 เขาดัน ชูเอา กานเซโล่ มายืนมิดฟิลด์เพื่อยืดหยุ่นระบบการเล่นระหว่างเกมมาเป็น 3-5-2 ได้อีกด้วย
ในชุดปัจจุบัน ริโอ ลูอิส ก็ถูกพัฒนาการในรูปแบบนี้ แม้แต่ จอห์น สโตนส์ ที่ปกติเล่นกองหลังก็ยังเคยรับบทบาทหมายเลข 10 จำเป็นมาแล้ว
ก่อนการมาถึงของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เรื่องแบบนี้ยากที่จะจินตนาการว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นบ่อยครั้งในวงการฟุตบอล ตั้งแต่ทีมระดับ พรีเมียร์ลีก ไปจนถึงระดับลีกล่างเลย
พัฒนาผู้รักษาประตู
ก่อนที่ เป๊ป จะเข้ามาคุม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ผู้รักษาประตูมือ 1 ของทีมคือ โจ ฮาร์ท และอาจจะถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในมือกาวที่ดีที่สุดของสโมสรด้วย
แต่ทันทีที่เขารับหน้าที่ เขาจัดการดึง เคลาดิโอ บราโว่ เข้ามาแทนและรับหน้าที่นี้ไป แม้ว่ามันจะแทบไม่ได้ผล แต่ก็เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงไปสู่การมีผู้เล่นที่ถนัดการครองบอลทั่วทั้งสนาม
ความต้องการทักษะการส่งบอลและการครองบอลนั้นเกินกว่าที่หลายคนมองว่าเป็นทักษะที่ต้องการสำหรับตำแหน่งส่วนใหญ่
และอีกครั้ง ในฤดูกาลนี้ที่ทีมมี เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ อยู่ฝั่งหนึ่งและ จานลุยจิ ดอนนารุมม่า อยู่อีกฝั่งหนึ่ง อาจเป็นข้อยกเว้น แต่ก็เป็นหลักฐานของการปรับตัวเพิ่มเติมของเขา แต่ในช่วงเริ่มต้น การใช้ผู้รักษาประตูของเป๊ป ไม่ใช่ในฐานะเครื่องมือในการป้องกันหรือด่านสุดท้าย ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
กับ โจ ฮาร์ท ผู้รักษาประตูที่ยอดเยี่ยมถูกดร็อปและไม่เคยกลับมาได้อีกเลย ซึ่งะนั่นเป็นเพียงกลยุทธ์แรกๆ ของเขา
เอแดอร์ซอน ยกระดับมาตรฐานขึ้นไปอีกขั้นด้วยการกล่าวอ้างว่าเขาอาจจะเล่นในตำแหน่งกองกลางได้ หรือเป็นผู้เล่นที่ยิงจุดโทษได้ดีที่สุดของทีมด้วย
เขากลายเป็นมาตรฐานใหม่ของตำแหน่งผู้รักษาประตูหลังจากที่ เป๊ป เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อตำแหน่งนี้ไปเกือบทั้งหมด
ยกระดับมาตรฐานให้สูงขึ้นกว่าเดิม
สถิติเก็บแต้มมากที่สุดต่อฤดูกาลเป็นของ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่พา เชลซี เก็บไป 95 คะแนน ในปี 2004/05 ส่วนทีมที่ทำประตูได้มากที่สุดคือ "สิงห์บลูส์" ของ คาร์โล อันเชล็อตติ ที่ทำได้ถึง 103 ประตู
หลังจากฤดูกาลแรกของการปรับตัว ปีถัดมาในซีซั่น 2017/18 นายใหญ่ชาวสเปน ก็พาทีมทำลายทั้ง 2 สถิติภายในปีเดียวทั้งเรื่องของคะแนนและการทำประตู
เป๊ป กวาร์ดิโอล่า พา ซิตี้ เก็บ 100 คะแนน พร้อมกด 106 ประตู
ในซีซั่นถัดมาฤดูกาล 2018/19 ที่ ลิเวอร์พูล อุคส่าห์เก็บ 97 คะแนน แต่สุดท้ายโดน แมนฯ ซิตี้ ปาดหน้าเป็นแชมป์ที่ 98 คะแนนอีก
การคว้าแชมป์ก่อนจบซีซั่นหลายเกมกลายเป็นเรื่องปกติไปเลย และการคว้าแชมป์ 4 สมัยติดต่อกันก็ทำลายสถิติของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ทำได้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 3 สมัยติดด้วย
นอกจากนี้ยังพาทีมเป็นแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ ทำให้แฟนบอล "ปีศาจแดง" หมดสิทธิ์ที่จะล้อเลียนเรื่องนี้อีกต่อไปแล้ว
แฟชั่นข้างสนาม
เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ถือว่าเป็นไอคอนด้านแฟชั่นที่คาดไม่ถึง - หลังจากใส่สูท-ผูกไท-กางเกงขาวยาวในยุคแรกๆ กับ บาร์เซโลน่า - ที่ แมนฯ ซิตี้ เข้าใส่เสื้อที่มีตัวอักษณ "P" ขนาดใหญ่ทั้งบนเสื้อแจ็คเกตและเาอกันหนาว
เขาจะสวมใส่ชุดของ "Stone Island" เป็นประจำ ซึ่งมักจะเห็นบนอัฒจันทร์มากกว่าในสนาม หรือจะเสื้อคาร์ดิแกนสีเทาอันโด่งดังราคาหลายพันปอนด์ หรือยุคผ้าพันคอแบบ โรแบร์โต้ มันชินี่
การเลือกชุดลำลองหรูหราแบบสมาร์ทแคชชวลของ เป๊ป กลายเป็นประเด็นพูดคุยของแฟนบอลมากพอๆ กับฟุตบอล เรามักเห็นเขาจะเดินไปมาในเขตเทคนิคด้วยเสื้อคอเต่าสุดเท่และรองเท้าผ้าใบสีขาวคมกริบ ในขณะที่คนอื่นๆ สวมเพียงชุดวอร์ม
ไม่มีอะไรจืดชืดเกี่ยวกับเป๊ป เขาไม่กลัวที่จะอวดแบรนด์ดัง โลโก้ที่เป็นที่นิยม หรือดีไซน์แฟชั่นที่แหวกแนว เป็นทั้งแบบอย่างและนายแบบในคนเดียวกัน แฟชั่นริมสนามกำลังเป็นที่นิยม และ เป๊ป ก็ไม่พลาดที่จะร่วมกระแสนี้
คุณอาจไม่เห็นผู้จัดการทีมฟุตบอลลีกวันอาทิตย์สวมกางเกงคาร์โก้หรือรองเท้าสีสันสดใสเหมือนกวาร์ดิโอลา แต่ผลกระทบของเขานั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ตาเห็นอย่างแน่นอน

