ผู้ยิ่งใหญ่จากแดนน้ำหอม
หลังประสบความสำเร็จอย่สงยอดเยี่ยมกับ เอซี มิลาน เซนเตอร์ร่างใหญ่ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางมายัง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ก่อนที่ฟุตบอลโลก 1998 จะเริ่มต้นขึ้น
และมันยิ่งกระฉูดกว่าเดิมเมื่อเข้าเดินเข้าสู่ "สิงห์บลูส์" ในฐานะแชมป์โลกกับ ฝรั่งเศส แถมยังเคยได้แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และ กัลโช่ เซเรีย ในช่วงเวลาที่ลีก อิตาลี แกร่งสุดขีดในยุค 90' มาแล้ว
หลังมีช่วงเวลาที่ถูกดันขึ้นไปยืนเป็นมิดฟิลด์ตัวรับที่ "ปีศาจแดง-ดำ" เขาได้กลับมายืนเซนเตอร์อีกครั้งกับ เชลซี โดยประสานงานกับเพื่อนร่วมชาติอย่าง ฟร้องค์ เลอเบิฟ
"เกมแรกของผมคือการไปเยือน โคเวนทรี ที่สนามเล็กกว่าที่อื่น" เดอไซยี่ รำลึกความหลัง "ผมไม่ค่อยรู้จักคุณภาพของคู่ต่อสู้มากนักซึ่งก็คือ ดิออน ดับลิน"
"การที่แฟนบอลอยู่ใกล้ชิดกับนักเตะมาก ๆ มันแตกต่างออกไป เหมือนอยู่อีกโลกหนึ่งเมื่อเทียบกับการเล่นที่ ซาน ซิโร่ มันยากมากเพราะผมมาด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม ผมมาจาก เเอซี มิลาน - ผมเป็นแชมป์โลก"
ดิออน ดับลิน เล่นอย่างดุดันและหนักหน่วงในเกมที่ ไฮก์ฟิลด์ โร้ด บ่ายวันนั้น เขาเข้าปะทะและทุ่มเทอย่างไม่ยั้ง กระโดดขึ้นโหม่งลูกครอสทุกครั้งก่อนใคร แล้วคอยใช้เท้าสะกิดบอลส่งต่อให้ ดาร์เรน ฮักเกอร์บี้ คู่หูแดนหน้าความเร็วสูง
แฟนบอลเจ้าบ้านตะโกนเชียร์ "อังกฤษ อังกฤษ อังกฤษ!" ขณะที่ทีมของ จานลูก้า วิอัลลี่ พยายามรับมือกับการบุกโจมตีด้วยการเล่นแบบดั้งเดิม เกมจบด้วยความพ่ายแพ้ของ เชลซี 2-1 และสื่อก็พาดหัวข่าวอย่างชัดเจนว่า "พลังหนุ่มแพ้ให้กับคนรับซื้ของเก่า" ในหนังสือพิมพ์ อินดิเพนเดนต์ ในเช้าวันรุ่งขึ้น
แต่ วิอัลลี่ มีคติประจำใจว่า "ชนะหรือเรียนรู้" และนักเตะใหม่ของเขาก็พิสูจน์คำพูดนั้นให้เห็นในสัปดาห์, เดือน และฤดูกาลต่อๆ มา - เดอไซยี่ จำมันไว้และกลายเป็นกำลังสำคัญในทีมที่ไร้พ่าย 21 นัดติดต่อกันในลีก หลังจากความพ่ายแพ้ในวันเปิดฤดูกาลที่ โคเวนทรี
เขาคือรากฐานของวิธีการป้องกันแบบใหม่ - แข็งแกร่ง, ใช่ แต่ฉลาดและมีทักษะทางเทคนิคที่ยอดเยี่ยมด้วย เขาได้รับฉายาว่า "เดอะ ร็อค" แต่ความหมดจดในการเล่นทำให้การป้องกันของเขาน่าดูอย่างเหลือเชื่อ
"การคาดการณ์, ใช่" เดอไซยี่ ตอบ "การคาดการณ์การส่งบอลของคู่ต่อสู้, ใช่ นั่นอาจเป็นหนึ่งในจุดแข็ง ความสามารถของผม"
"ถึงแม้ผมจะอายุ 29-30 ปีแล้ว ผมก็อยากเผชิญกับความท้าทายและความภาคภูมิใจของการเป็นกองหลังจริงๆ ผมรู้สึกผิดหวังมากในช่วงหลายปีก่อนที่จะมาอังกฤษ เพราะในฐานะกองกลาง คุณไม่รู้สึกถึงผลตอบแทนเมื่อแย่งบอลจากคู่ต่อสู้หรือเข้าสกัดได้อย่างสวยงาม ดังนั้นการได้สัมผัสประสบการณ์นี้ใน อังกฤษ จึงสำคัญมาก เพราะคุณจะได้รับผลตอบแทนเมื่อเข้าสกัดได้ดี"
"มันเป็นยุคที่ดีที่มีกองหน้ามากมาย ความหลากหลายในการวางตำแหน่งก็สูงมาก และที่สำคัญคือความเข้มข้นของเกมทุกครั้ง แต่สิ่งสำคัญสำหรับพวกเราสำหรับคนรุ่นนั้น คือเราสร้างรากฐานของการครองบอล"
"เราครองบอลได้มากกว่า มีแค่ แกรม เลอ โซซ์ เท่านั้นที่เวลาได้บอลทางฝั่งซ้ายจะเตะบอลทิ้งแบบนักเตะ อังกฤษ ทั่วไป ซึ่งนั่นก็โอเคสำหรับเรา แต่เราเริ่มต้นด้วยการครองบอลเพราะเรามี กุสตาโว โปเยต์ เรามี แดน เปเตรสคู เรามี จานฟรังโก้ โซล่า จอมเวท เราภูมิใจมากที่ เราก็เริ่มนำสิ่งใหม่ๆ เข้ามา สร้างแนวคิดแห่งชัยชนะที่ เชลซี ด้วยการครองบอล ไม่ใช่ด้วยวิธีการเล่นแบบ อังกฤษ ทั่วไป"
ในฤดูกาลแรกของ เดอไซยี่, เชลซี แพ้เพียงสามเกมเท่านั้น ซึ่งเท่ากับแชมป์อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่เสมอมากเกินไปและจบฤดูกาลตามหลังทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน สี่แต้ม โดยมี อาร์เซน่อล เป็นรองแชมป์
"น่าเสียดายที่มันต้องใช้เวลา" เดอไซยี่ กล่าว "เราอยู่ในสถานการณ์ที่ว่า... กับเกมในบ้านเราสามารถเอาชนะและครองเกมได้ แต่เมื่อเล่นนอกบ้าน ด้วยรูปแบบการครองบอลที่เราพยายามทำ... มันเป็นไปไม่ได้"
"เราทำแต้มหล่นไปเยอะยามเล่นนอกบ้าน เพราะเราเป็นผู้เล่นคนละแบบ คุณเห็นได้ ดังนั้นเราจึงมีปัญหา เราไม่รู้วิธีเล่นเกมโต้กลับจริงๆ เมื่อเทียบกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ อาร์เซน่อล ซึ่งปรับระบบการเล่นให้เข้ากับความเป็นจริงของฟุตบอล อังกฤษ ในเวลานั้น เราล้ำหน้าไปหน่อย"
นี่เป็นประเด็นที่ควรพิจารณา ในขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ อาร์เซน่อล เล่นเกมโต้กลับเร็วแบบที่เคยเป็นลักษณะเด่นของฟุตบอลอังกฤษในช่วงต้นศตวรรษที่ผ่านมา ผู้จัดการทีม เชลซี กลับต้องการการคุมเกมและการครองบอล ซึ่งเป็นสไตล์การเล่นที่พบได้ทั่วไปใน พรีเมียร์ลีก ยุคปัจจุบัน
วลีที่ว่า "อย่าเตะบอลทิ้ง" คือคำพูดที่ เดอไซยี่ นึกถึงช่วงเวลาที่เขาอยู่ที่นี่ ทั้งภายใต้การคุมทีมของ วิอัลลี่ และ เคลาดิโอ รานิเอรี่ อย่างไรก็ตาม ในช่วงท้ายของการทำงานที่นี่ เขาเริ่มเห็น เชลซี ที่แตกต่างออกไป ทีมที่พร้อมจะท้าชิงตำแหน่งแชมป์อย่างจริงจังมากขึ้น"
"ในปี 2004 ถ้า อาร์เซน่อล ไม่ได้คว้าแชมป์แบบไร้พ่าย เราก็คงได้แชมป์ไปแล้วเพราะคุณภาพของนักเตะสูงมาก มีทั้ง เวรอน, เครสโป, มาเกเลเล่, เฌเรมี... จอห์น เทอร์รี่ เริ่มเข้าสู่ช่วงพีคแล้ว, แลมพาร์ด ก็อยู่ในช่วงพีคเช่นกัน"
"ต้องขอชื่นชม รานิเอรี่ เขาเห็นศักยภาพของ แลมพาร์ด ที่ เวสต์แฮม ตอนแรกเราไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่เพราะเขาไม่ค่อยซ้อมมากนัก แต่เขาก็ฉลาดนะที่ลดความพยายามในการฝึกซ้อมให้น้อยที่สุด แต่พอถึงเกมการแข่งขัน ว้าว! เป็นมิดฟิลด์ที่ฉลาดมาก!"
"ส่วน จอห์น เราก็รู้ว่าเขาเป็นผู้นำอยู่แล้ว ตั้งแต่แรกเลย ผมเห็นเขา : หนุ่ม สด ชาวอังกฤษ... พร้อมเสมอ มาฝึกซ้อมด้วยเสื้อแขนสั้นและกางเกงขาสั้น แม้ว่าอุณหภูมิจะติดลบสี่หรือลบห้าก็ตาม"
"แต่ผมอยากจะบอกว่าเรารู้สึกภูมิใจที่ได้สร้างรากฐานนี้ขึ้นมา"
เดอไซยี่ ได้แชมป์ เอฟเอ คัพ กับ เชลซี ในปี 2000 ซึ่งเป็นรอบชิงชนะเลิศครั้งสุดท้ายที่สนาม เวมบลีย์ เดิม แต่กว่าที่ เชลซี จะคว้าแชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 2 ได้สำเร็จก็ต้องรอจนถึงปีถัดมาหลังจากที่เขาออกจากทีมไปในวัย 35 ปี ดูเหมือนจะไม่ยุติธรรมเลยที่หลังจากนำทีมไปสู่ความยิ่งใหญ่ เขากลับพลาดแชมป์ลีกครั้งแรกในรอบ 50 ปีของสโมสร
"ใช่ มันไม่ยุติธรรมเลย มันเคยเกิดขึ้นกับ มิลาน ด้วย แต่ตอนนั้นมันต่างออกไป เพราะผมเคยคว้าแชมป์กับพวกเขามาแล้ว แต่กับ เชลซี มันเป็นความรู้สึกทั้งสุขและเศร้าปนกัน"
อย่างไรก็ตามสถานะตำนานของเขามั่นคงที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ที่ซึ่งเขาเป็นหนึ่งในนักเตะที่ได้รับการยกย่องด้วยการจัดแสดงถาวรบนกำแพงเชดวอลล์เดิม ในรายชื่อกัปตันทีมเชลซี ชื่อของเขาอยู่ระหว่า งเดนนิส ไวส์ และจอห์น เทอร์รี่ และเขานำวิธีการเล่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองมาสู่บทบาทนี้
"เดนนิส เป็นกัปตันทีมของเรามานานและเขาเป็นผู้เล่นระดับตำนาน มีจิตใจที่มุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ เราจึงเชื่อฟังเขา พร้อมที่จะสละชีวิตเพื่อเขา"
"ผมเป็นกัปตันในอีกแบบหนึ่ง พยายามที่จะช่วยเหลือทุกคนด้วยประสบการณ์ในระดับสูงสุด ผมภูมิใจมากที่ได้เป็นกัปตันทีม เชลซี"
"ผมต้องการอะไรที่แตกต่างและผมดีใจมากที่ตัดสินใจย้ายมา (เชลซี) แม้ว่าผมจะเล่นอยู่ที่ มิลาน แต่มันเป็นการย้ายทีมที่ดีสำหรับผม ทั้งในแง่ของฟุตบอลและวิถีชีวิต มันสำคัญมากที่ลูกๆ ของผมจะได้สัมผัสประสบการณ์นี้"
"แม้กระทั่งตอนนี้ ลูกๆ ของผมยังขอบคุณผมที่พวกเขาได้สร้างความสัมพันธ์ที่โรงเรียนฝรั่งเศส ที่ได้มาเป็นชาวต่างชาติในประเทศที่มีชีวิตชีวาอย่างอังกฤษ และการได้เป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับ พรีเมียร์ลีก ในปัจจุบันนั้นเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมาก"

