คนแรกกับโลโก้ 'ยูซีแอล' บนเสื้อ

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2569 คอลัมน์ สิงห์สนามจริง โดย ยักษ์เดนส์
119
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
เอ็ด เดอ ฮอย อาจจะไม่ใช่นักเตะชาว เนเธอร์แลนด์ส ที่โด่งดังหรือประสบความสำเร็จมากที่สุดของ เชลซี แต่ถ้าพูดถึงความรักจากแฟนบอลเขาไม่เป็นรองใครแน่นอน

    และการย้ายมาสู่รั้ว สแตมฟอร์ด บริดจ์ ของเขาในปี 1997 เกิดขึ้นเพราะคำชวนของ รุด กุลลิท ที่นั่งเก้าอี้ผู้เล่น-ผู้จัดการทีมในเวลานั้น บนเที่ยวบินที่กลับจาก แอฟริกาใต้

    กุลลิท มีเหตุผลทุกประการที่จะรู้สึกมั่นใจหลังเพิ่งนำทีม "สิงห์บลูส์" คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ จบการรอคอย 26 ปีของสโมสรสำหรับถ้วยรางวัลสำคัญ และเขาก็กลายเป็นผู้จัดการทีมชาวต่างชาติคนแรกและผู้จัดการทีมผิวสีคนแรกที่คว้าถ้วยรางวัลที่เก่าแก่ที่สุดของโลกฟุตบอล

    ย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว กุลลิท ได้รับเชิญเป็นแขกวีไปพีจาก เนลสัน แมนเดล่า ที่เขาตัดสินใจมอบรางวัล บัลลง ดอร์ ที่ตัวเองได้ให้ไป โดยเดินทางไปพร้อมกับทัพ "อัศวินสีส้ม" แม้ว่าเขาจะประกาศเลิกเล่นทีมชาติไปตั้งแต่ปี 1994

    กุลลิท ที่นั่งติดกับ เดอ ฮอย ระหว่างเดินทางกลับได้ถามอย่างตรงไปตรงมาว่าเขาสนใจที่จะย้ายมาเล่นใน ลอนดอนตะวันตกหรือไม่ ซึ่งคำตอบของผู้รักษาประตูร่างใหญ่ก็เรียบง่ายเช่นกัน


    "ผมเล่นได้ค่อนข้างดีในเกมนั้น ดังนั้นระหว่างทางกลับ รุด และผมจึงได้พบกันและพูดคุยเกี่ยวกับอนาคตของผม เขาถามว่าผมอยากมา เชลซี ไหม และผมก็บอกว่า 'แน่นอน'" เอ็ด รำลึก

    "ผมชอบฟุตบอลอังกฤษ เสมอ ผมดูมันมาตลอด ดังนั้นผมจึงมีโอกาสและสโมสรก็ตกลงกัน และนั่นคือวิธีที่ผมมาอยู่ที่ เชลซี"

    นี่ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของสโมสร - ไม่กี่ปีก่อนหน้านั้นทีมอยู่ในดิวิชั่ 2 (เดิม) และช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านี้ทีมยังอยู่กลางตารางเท่านั้น แต่คุณภาพของนักเตะที่เซ็นสัญญาเข้ามานั้นเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงกลางทศวรรษ 1990 โดย เกล็น ฮอดเดิ้ล ดึงตัว กุลลิ ทเข้ามา ซึ่งต่อมาเขาก็ขึ้นมาคุมทีมหลัง ฮ็อดเดิ้ล ไปรับงานคุมทีมชาติอังกฤษ ในฤดูร้อนปี 1996

    ทันใดนั้นทีมก็เริ่มซื้อตัวผู้เล่นจาก เซเรีย อา ซึ่งในตอนนั้นถือว่าเป็นลีกที่ดีที่สุดในโลก และนำนักเตะพรสวรรค์ระดับสูงเข้ามา โดยทีมของ กุลลิท ที่คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ประกอบไปด้วยนักเตะอย่าง จานลูก้า วิอัลลี่, จานฟรังโก้ โซล่า, โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ, มาร์ค ฮิวจ์ส, แดน เปเตรสคู และ ฟร้องค์ เลอเบิฟ และตอนนี้เขาก็กำลังมองหาโอกาสที่จะสร้างชื่อเสียงในยุโรปเช่นกัน

    "พวกเราอยากคว้าแชมป์ และนั่นคือเหตุผลที่ เชลซี ดึงตัวนักเตะต่างชาติเข้ามาเยอะ เพราะพวกเขาคิดว่าด้วยนักเตะต่างชาติ เราจะมีโอกาสไปท้าชิงกับสโมสรใหญ่ๆ ใน อังกฤษ และในยุโรป" เดอ ฮอย กล่าว


    "พวกเรามีทั้งช่วงที่ดีและช่วงที่แย่ - พวกเราเป็นกลุ่มนักเตะต่างชาติที่มีนักเตะ อังกฤษ ฝีเท้าดีอยู่บ้าง และพวกเราก็สนิทสนมกันมาก"

    "มาร์กแซล เดอไซยี่ ที่ย้ายมาหลังจาก เดอ ฮอย หนึ่งปี อธิบายว่าทีม เชลซี ชุดนั้นได้ท้าทายขนบธรรมเนียมของฟุตบอล อังกฤษ ในยุคนั้นอย่างไร

    "พวกเราเริ่มนำสิ่งใหม่ๆ เข้ามา สร้างจิตใจแห่งชัยชนะที่ เชลซี ด้วยการครองบอล ไม่ใช่ด้วยวิธีการเล่นแบบอังกฤษทั่วไป" เดอไซยี่ กล่าว

    เดอ ฮอย เห็นด้วยอย่างยิ่งกับเพื่อนร่วมทีมโดยบอกว่า "ถูกต้อง ผมเห็นด้วยกับ มาร์กแซล เพราะนั่นคือวิธีที่ รุด อยากเล่น พวกเราอยากเล่นฟุตบอลระดับนานาชาติ และนั่นเป็นสิ่งที่แตกต่างจากที่แฟนบอล อังกฤษคุ้นเคย และบางครั้งเราก็มีเกมที่ยากลำบากใน อังกฤษ แต่ในยุโรปเราเล่นได้ดีเสมอ"

    "ฟุตบอลอังกฤษ ใส่กันเต็มร้อยเสมอ ทุกคนพร้อมเต็มที่ มันวิเศษมาก มันเป็นสิ่งใหม่สำหรับผมโดยสิ้นเชิง เพราะผมมาจาก เฟเยนูร์ด และใน ฮอลแลนด์ มันแตกต่างจากที่ อังกฤษ อย่างสิ้นเชิง"


    "ความคาดหวังใน อังกฤษ สูงเสมอ ดังนั้นทุกเกมคุณต้องพร้อมเต็มที่ คุณต้องทุ่มเท 100 เปอร์เซ็นต์เสมอ ไม่มีเกมง่ายใน อังกฤษ - ที่ นฮอลแลนด์ บางครั้งคุณรู้ว่าคุณจะไปที่ไหนหรือเล่นกับทีมไหน และคุณจะชนะได้ แต่ใน อังกฤษ คุณต้องทุ่มเท 100 เปอร์เซ็นต์ถึงจะมีโอกาสชนะเกม"

    "ทีมอย่าง วิมเบิลดัน มันเป็นเรื่องของการเอาบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษ บุกใส่ผู้รักษาประตู แล้วใครจะสนล่ะ? เราอยากสู้ เราอยากชนะ - ใน ฮอลแลนด์ ถ้าบอลเข้ามาในกรอบเขตโทษแล้วผู้รักษาประตูโดนแตะตัวนิดหน่อย ก็จะเป็นลูกฟรีคิกแล้ว แต่ในอังกฤษไม่ใช่ ใน อังกฤษ คือเล่นต่อ ลุยเลย โอเค ตั้งสมาธิ… ปัง!’"

    อย่างไรก็ตาม แม้จะมีปัญหาบ้างเป็นครั้งคราวเมื่อเจอกับคู่ต่อสู้ที่เล่นหนักและตรงไปตรงมา แต่ก็มีตัวอย่างมากมายที่ เชลซี ของ กุลลิท สามารถทะลวงแนวรับของคู่ต่อสู้ได้อย่างง่ายดาย เล่นฟุตบอลเกมรุกที่ไหลลื่น ส่งบอล เคลื่อนที่ สอดทะลุขึ้นไป"

    เดอ ฮอย แตกต่างจากเพื่อนร่วมทีมในตำแหน่งอื่นๆ ที่มีสไตล์การเล่นโดดเด่น เขาเป็นนักเตะประเภทที่เน้นความแข็งแกร่งและไม่หวือหวา เขาใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ในการปรับตัวเข้ากับฟุตบอลอังกฤษ แต่หลังจากที่ช่วงแรกๆ เขาดูจะประคองตัวได้ไม่ดีนักภายใต้ความกดดัน แต่ในไม่ช้าเขาก็กลายเป็นกำลังสำคัญที่ไว้ใจได้และชนะใจแฟนบอล 

    ฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นของทีมหลายครั้งเกิดขึ้นจากการเซฟที่สำคัญของมือกาวร่างใหญ่คนนี้ ด้วยไหล่ที่โค้งมน ผมที่เริ่มบาง และหนวดของเขา ทำให้เขากลายเป็นที่ชื่นชอบของแฟนบอลหลังประตู พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าคุณเอ่ยชื่อเขาให้แฟนบอลที่อายุมากพอที่จะเคยเห็นเขาในยุครุ่งเรืองฟัง คุณอาจจะได้เห็นรอยยิ้มจากพวกเขา


    ย้อนกลับไปดูไฮไลท์ของการแข่งขันนัดที่ เชลซี ชนะที่ ไวท์ ฮาร์ท เลน อย่างถล่มทลาย 6-1 ในเดือนธันวาคม 1997 - เชลซี ต้องขอบคุณการเซฟที่ยอดเยี่ยมของเขาในช่วงที่เกมยังสูสีก่อนที่ เชลซี จะเอาชนะไปได้อย่างขาดลอย

    จากนั้นเกมเลกที่ 2 ของรอบรองชนะเลิศ ยูโรเปี้ยน คัพ วินเนอร์ส คัพ กับ วิเชนซ่า ในฤดูกาลเดียวกัน ซึ่งเป็นที่จดจำกันดีในเรื่องความดุดันของการเล่นเกมรุกของทีมที่ทำให้ทีมยิงได้สามประตูเพื่อพลิกสถานการณ์จากที่ตามหลังอยู่สองประตูและผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ 

    นี่อาจเป็นเรื่องง่ายที่จะมองข้ามความจริงที่ว่า แอสซิสต์สำหรับประตูชัยนั้นมาจากความคิดที่ฉับไวของ เดอ ฮอย หลังจากที่เขาวิ่งออกไปเอาชนะกองหน้าฝ่ายตรงข้ามเพื่อรับบอลทะลุช่อง แล้วส่งบอลโด่งขึ้นไปให้มาร์ค ฮิวจ์ส ในทันที ซึ่งนักเตะชาวเวลส์ไม่เพียงแต่โหม่งได้เท่านั้น แต่ยังหันหลังวิ่งไปรับบอลที่ตัวเองสะบัดมา ก่อนจะยิงวอลเลย์ต่ำสุดสวยตุงตาข่ายให้ทีมคว้าชัยชนะ

    "นั่นคือแผนสำรองของเรา เราสามารถปรับเปลี่ยนแผนได้เพราะบางครั้งเมื่อเจอกับคู่แข่งบางทีม เราไม่สามารถเล่นเกมรับจากแดนหลังได้ ดังนั้นเราจึงต้องเริ่มเล่นเกมรุกยาว และเราก็มี มาร์ค ฮิวจ์ส, กัส โปเยต์, จานลูก้า วิอัลลี่ หรือ ทอเร่ อันเดร โฟล ที่เป็นกองหน้าตัวเป้า ดังนั้นเราจึงสามารถส่งบอลขึ้นไปข้างหน้าแล้วเริ่มเล่นจากจังหวะสองได้"

    เดอ ฮอย จบซีซั่นแรกกับสโมสรด้วยแชมป์ ลีก คัพ และ ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ และต้นฤดูกาลถัดมายังได้ถ้วย ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ หลังชนะ เรอัล มาดริด ด้วย


    แต่ในช่วงเวลากับสโมสรเขาก็ได้เห็น รุด กุลลิท โดนปลดจากตำแหน่งและการแต่งตั้งเพื่อนร่วมทีมอย่าง วิอัลลี่ ขึ้นมาแทนที่ในตำแหน่งผู้เล่นและผู้จัดการทีม ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1998 มันเป็นช่วงเวลาที่สับสนสำหรับทีม ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว พวกเขาก็ทำได้ดีอย่างน่าชื่นชมในการประคองสถานการณ์ท่ามกลางความปั่นป่วน

    "มันน่าเสียดายจริงๆ และสำหรับผมแล้วมันไม่ดีเลย เพราะผมสนิทกับ รุด มาก แต่ภรรยาของผมก็สนิทกับแฟนสาวของ รุด ด้วยเช่นกัน ในอีกด้านหนึ่ง… เราต้องรับมือกับมัน นั่นแหละคือชีวิตของฟุตบอล"

    เชลซี จบฤดูกาล 1998/99 ตามหลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 4 คะแนน ภายใต้การคุมทีมของ วิอัลลี่ และหากไม่ใช่เพราะผลเสมอที่น่าผิดหวังหลายครั้ง ทีมอาจสามารถท้าชิงแชมป์ลีกได้อย่างต่อเนื่องมากกว่านี้ ซึ่งน่าจะเป็นแชมป์แรกนับตั้งแต่ปี 1955 

    แต่ผลงานนี้ก็ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับการจบอันดับกลางตารางเมื่อ 5 ปีก่อน และการขยายตัวของ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ทำให้การจบอันดับส 3 เพียงพอสำหรับมีมที่จะได้ไปเล่นในรายการแข่งขันระดับสูงสุดของยุโรปเป็นครั้งแรก

    "ช่วงเวลาที่อยู่กับเชลซีเป็นช่วงเวลาที่ดีมาก” เราพยายามสร้างสิ่งใหม่ๆ ที่แตกต่างจากที่ทุกคนคุ้นเคยใน อังกฤษ และนั่นเป็นความรู้สึกที่ดี"

    "คุณเห็นการเปลี่ยนแปลงในตอนนั้น เพราะสิ่งที่เราเริ่มต้นกับ เชลซี ด้วยนักเตะต่างชาติและสไตล์การเล่น ทีมอื่นๆ ก็เริ่มทำตาม คุณจะเห็นพัฒนาการใน อังกฤษ"

    "นักเตะอังกฤษที่ยอดเยี่ยมและนักเตะต่างชาติที่เก่งกาจ การผสมผสานนั้นกำลังพัฒนา ลองดูตอนนี้สิ ผมคิดว่ามี 10 สโมสรในอังกฤษที่สามารถเล่นใน แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้”


    "ในช่วงเวลาที่ผมอยู่ที่นั่น ผมคิดว่าเราเป็นคนเริ่มต้น และผมเป็นส่วนหนึ่งของมัน"

    เดอ ฮอย ใช้เวลสา 6 ปี กับ เชลซี แม้ว่าบทบาทของเขาจะเปลี่ยนไปเมื่ออายุมากขึ้นการมาของ คาร์โล คูดิชินี่ ที่เขาในฐานะผู้รักษาประตูมือหนึ่งนช่วงต้นทศวรรษ 2000

    "บทบาทของผมไม่ใช่แค่การสนับสนุน คาร์โล แต่ยังช่วยผู้รักษาประตูรุ่นใหม่และผู้เล่นคนอื่นๆ ด้วย ผมเป็นหนึ่งในผู้เล่นอาวุโส ดังนั้นบทบาทของผมจึงแตกต่างออกไป"

    "ผมช่วยผู้เล่นอย่าง จอห์น เทอร์รี่ ที่ก้าวขึ้นมา และเด็กคนอื่นๆ เราพยายามช่วยเขา - เขา (เทอร์รี่) ได้รับการสนับสนุนอย่างมากจาก มาร์กแซล เดอไซยี่ แต่ผมก็คุยกับเขามากเช่นกัน และใช่ บทบาทของคุณเปลี่ยนไป แต่คุณก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของมัน"

    เดอ ฮอย อำลาทีมไปในซัมเมอร์ 2003 ไปจบอาชีพในลีกรองกับ สโต๊ค ซิตี้ ก่อนจะผันตัวไปเป็นโค้ช ปัจจุบันเขายังคงทำงานกับผู้รักษาประตูรุ่นเยาว์ในท้องถิ่น และยังคงเปี่ยมด้วยความรักในเกมฟุตบอล ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความทุ่มเทที่ทำให้เขาได้รับความเคารพจากแฟนๆ ที่นี่

    "ผมมีปรัชญาว่าคุณต้องทุ่มเท 100 เปอร์เซ็นต์ เสมอ แม้ว่าคุณจะทำผิดพลาด แต่ถ้าคุณทุ่มเท 100 เปอร์เซ็นต์ ทุกอย่างก็โอเค และนั่นคือสิ่งที่ผมทำมาตลอด"


    "ผมทุ่มเท 100 เปอร์เซ็นต์ ในสนามซ้อมหรือในสนามเพื่อแฟนๆ เชลซี แต่นั่นคือสิ่งที่ผมทำมาตลอดในเนเธอร์แลนด์ส เช่นเดียวกับ เฟเยนูร์ดและ สปาร์ต้า (ร็อทเทอร์ดัม)"

    "ถึงแม้ว่ามันจะเป็นงาน แต่ผมไม่เคยมองว่ามันเป็นงาน มันเป็นงานอดิเรกและผมรักที่จะทำมัน ผมยังคงฝึกสอนผู้รักษาประตูรุ่นเยาว์อยู่แม้ในวัย 59 ปี เพราะผมรักมัน ถ้าเด็กๆ รุ่นใหม่มาและอยากเป็นผู้รักษาประตูที่ดีขึ้น ผมก็ยินดีที่จะช่วยพวกเขา ผมยังคงมีความมุ่งมั่นและยังสามารถทำมันได้ทางร่างกาย"

    แล้วยังติดตาม เชลซี อยู่ไหม? เดอ ฮอย ตอบว่า "ผมยังติดตามอยู่เท่าที่ทำได้ ผมยังดูผลการแข่งขันในวันเสาร์และดูรายการ Match of the Day อยู่ ผมดูฟุตบอล อังกฤษ เยอะมาก ดังนั้นผมจึงติดตาม เชลซี เท่าที่ทำได้ และหวังว่าพวกเขาจะผ่านเข้ารอบ แชมเปี้ยนส์ ลีก"

    ซีซั่นที่ผ่านมาถือเป็นครั้งที่ 20 ที่สโมสรได้เข้าร่วมการแข่งขัน แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ เอ็ด เดอ ฮอย จะยังคงอยู่ในบันทึกประวัติศาสตร์ในฐานะผู้รักษาประตูคนแรกของ เชลซี ที่ได้สวมเสื้อที่มีโลโก้ แชมเปี้ยนส์ ลีก อยู่บนแขนเสื้อ

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด