สถิติอันยอดเยี่ยม

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ชัยชนะท่วมท้นเหนือทีม บอร์นมัธ 5-1 เกิดขึ้นจากปัจจัยสำคัญที่โดดเด่นในฤดูกาลนี้ของ เชลซี ภายใต้การคุมทีมของ ชาบี อลอนโซ่ ซึ่งนั่นคือการออกสตาร์ทเกมอย่างรวดเร็วและการจบสกอร์ที่เฉียบคมดุดัน

    เกมล่าสุดที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ไม่ใช่ครั้งแรกที่ "สิงห์บลูส์" เริ่มต้นเกมได้อย่างรวดเร็วในฤดูกาลนี้ แต่นี่ถือเป็นเหตุการณ์พิเศษ เพราะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก ที่ทีมขึ้นนำ 2-0 ก่อนที่เวลาการแข่งขันจะผ่านไปถึงสองนาทีครึ่งเสียอีก

    ลูกยิงของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ มอร์แกน โรเจอร์ส เป็นการเริ่มต้นเกมได้อย่างยอดเยี่ยม จากนั้น ชูเอา เปโดร ก็สานต่อฟอร์มการออกสตาร์ทที่รวดเร็วด้วยการทำประตูหลังจากเริ่มครึ่งหลังได้เพียง 30 วินาที

    ประตูที่สองของแข้งชาวบราซิล ในช่วงกลางครึ่งหลัง ตามมาด้วยลูกฟรีคิกสุดสวยของ เฮนเดอร์สัน ทำให้ประตูตีไข่แตกของ เอวานิลซอน ในนาทีที่ 51 เป็นเพียงจุดสะดุดเล็กน้อยท่ามกลางฟอร์มการเล่นที่ "สมบูรณ์แบบ" ตามคำนิยามของนายใหญ่ชาวสเปน

    นี่คือปัจจัยสำคัญเบื้องหลังชัยชนะอันน่าประทับใจของทีมในฤดูกาล


ไม่มีใครออกสตาร์ทได้ดุดันเท่า

    เกมเมื่อวันเสาร์ไม่ใชครั้งแรก เพราะทัพ "สิงห์บลูส์" ออกสตาร์ทเกมได้อย่างร้อนแรงและรวดเร็วมาตลอดในฤดูกาลนี้ โดยทีมทำประตูได้ในช่วง 7 นาทีแรกของเกม พรีเมียร์ลีก ไปแล้วถึง 5 นัดจากทั้งหมด 6 นัดที่ลงเล่น โดยนัดเดียวที่เราทำไม่ได้คือเกมที่พ่ายแพ้ต่อ เบรนท์ฟอร์ด 0-3 

    มี 6 ประตู เกิดขึ้นในช่วง 7 นาทีแรกคิดเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ของประตูรวม 15 ลูกที่เราทำได้ในลีก และที่น่าทึ่งคือเราขึ้นนำคู่แข่งได้ภายในเวลาไม่เกิน 2 นาทีในเกมลีกถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนนัดที่ลงเล่นมาจนถึงตอนนี้

    ฟูแล่ม 2-3 เชลซี - ​​ชูเอา เปโดร นาทีที่ 1 (32 วินาที)

    เชลซี 4-3 ไบรท์ตัน - โรเมโอ ลาเวีย นาทีที่ 4

    อาร์เซนอล 2-1 เชลซี - ​​มอร์แกน โรเจอร์ส นาทีที่ 2

    เชลซี 2-2 ฮัลล์ ซิตี้ - มอร์แกน โรเจอร์ส นาทีที่ 7

    เชลซี 5-1 บอร์นมัธ - เฮนเดอร์สัน นาทีที่ 2, มอร์แกน โรเจอร์ส นาทีที่ 3

    ไม่น่าแปลกใจเลยที่สถิติการทำประตู 5 ลูกในช่วง 5 นาทีแรกของเกม พรีเมียร์ลีก 6 นัดแรกของทีมไม่มีใครเทียบได้ อันที่จริง ทีมเดียวที่ทำประตูในช่วงเวลาดังกล่าวได้นอกจาก เชลซี ก็คือ นิวคาสเซิ่ล ซึ่งทำได้ 2 ประตู

    สถานการณ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ช่วงต้นเกมเท่านั้น เชลซี ยังทำประตูได้เร็วในช่วงต้นครึ่งหลังอีกด้วย หากนับรวมชัยชนะในศึก คาราบาว คัพ อีก 2 นัด ทีมทำประตูได้ถึง 5 ลูกภายใน 10 นาทีแรกหลังจากเริ่มครึ่งหลัง จากทั้งหมด 8 นัดในทุกรายการที่ลงเล่น

    ประตูของเชลซีในช่วงนาทีที่ 46-55

    ฟูแล่ม 2-3 เชลซี - ​​โคล พาลเมอร์ (นาทีที่ 49)

    เชลซี 2-0 ลูตัน - แดนนี่ เวลเบ็ค (นาทีที่ 50)

    เชลซี 6-3 ลีดส์ - โคล พาลเมอร์ (นาทีที่ 53, 55)

    เชลซี 5-1 บอร์นมัธ - ชูเอา เปโดร (นาทีที่ 46)


ความเฉียบขาดของทัพสิงห์

    จนถึงขณะนี้ในฤดูกาลนี้มีเพียงแค่ ไบรท์ตัน (18 ประตู) เท่านั้นที่ทำประตูใน พรีเมียร์ลีก ได้มากกว่า เชลซี และหนึ่งในเหตุผลสำคัญก็คือความเฉียบคมในการจบสกอร์ของพวกเขานั่นเอง

    ค่า xG หรือค่าคาดการทำประตู คือตัวชี้วัดคุณภาพของโอกาสในการทำประตู โดยประเมินความเป็นไปได้ที่ลูกยิงแต่ละลูกจะกลายเป็นประตู ซึ่งคำนวณจากปัจจัยต่างๆ เช่น ระยะห่างและมุมยิง ส่วนค่าที่สูงกว่าเกณฑ์คาดหวังคือส่วนต่างระหว่างจำนวนประตูที่ทำได้จริงกับค่า xG รวมที่คาดการณ์ไว้

    เชลซี ทำได้ 15 ประตูในพรีเมียร์ลีกจากโอกาสที่มีค่า xG รวม 8.4 ซึ่งถือว่าทำผลงานได้ดีกว่าค่าดังกล่าวถึง 6.6 ประตู นับเป็นส่วนต่างที่สูงที่สุดในบรรดาทีมทั้งหมดในลีกฤดูกาลนี้

    คุณภาพในการจบสกอร์ของทีมในเกมที่พบกับ บอร์นมัธ นั้นยอดเยี่ยมอย่างปฏิเสธไม่ได้ ประตูทั้ง 5 ลูกของทีมมีค่า xG รวมกันอยู่ที่ 0.75 โดยตลอดทั้งเกม 90 นาที ทีมสิงห์บลูส์สร้างโอกาสที่มีค่า xG รวม 1.1 ในขณะที่บอร์นมัธมีค่า xG รวมอยู่ที่ 1.38

    1-0 - จอร์แดน เฮนเดอร์สัน (0.05)

    2-0 - มอร์แกน โรเจอร์ส (0.05)

    3-0 - ชูเอา เปโดร (0.13)

    4-1 - ชูเอา เปโดร (0.46)

    5-1 - จอร์แดน เฮนเดอร์สัน (0.07)

    ผลงานในวันเสาร์ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ประตูของ มอร์แกน โรเจอร์ส ในเกม อาร์เซน่อล (ค่า xG 0.02) และ ฮัลล์ ซิตี้ (0.09) รวมถึงจังหวะจบสกอร์ของ โคล พาลเมอร์ ในเกมพบ ฟูแล่ม (0.09) และ ไบรท์ตัน (0.06) ล้วนมีค่า xG ต่ำกว่า 0.1 ซึ่งหมายความว่า 8 จาก 15 ประตูใน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ของทีม มาจากการยิงที่มีค่า xG ต่ำกว่า 0.13

    เมื่อพิจารณาตัวชี้วัดแบบดั้งเดิมอย่างอัตราการเปลี่ยนโอกาสเป็นประตูหรือเปอร์เซ็นต์การยิงที่กลายเป็นประตู พบว่ามีเพียงแค่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เท่านั้นที่มีสถิติดีกว่า การทำได้ 15 ประตูจากการยิง 82 ครั้งใน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ หมายความว่าโดยเฉลี่ยแล้วทีมทำได้ 1 ประตูจากการยิงทุกๆ 5 ครั้งครึ่ง


ชูเอา เปโดร อันโดดเด่น

    กองหน้าหมายเลข 9 ของ เชลซี ใช้โอกาสเพียงแค่ 2 ครั้งในการทำ 2 ประตูใส่ บอร์นมัธ ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความเฉียบคมที่เขาแสดงให้เห็นมาตลอดทั้งฤดูกาล

    แม้เขาจะสัมผัสบอลเพียง 25 ครั้งตลอดเวลา 72 นาทีที่อยู่ในสนาม ซึ่งถือว่าน้อยที่สุดในบรรดาผู้เล่นตัวจริงของทีม แต่การเคลื่อนที่และการจบสกอร์ของเขาก็ตอกย้ำให้เห็นอีกครั้งว่าทำไมเขาถึงเป็นหนึ่งในกองหน้าที่ฟอร์มร้อนแรงที่สุดในยุโรป

    ไม่มีใครในพรีเมียร์ลีกที่มีส่วนร่วมกับประตู (รวมทั้งการทำประตูและแอสซิสต์) มากไปกว่าเขาในฤดูกาลนี้ โดย ชูเอา เปโดร ทำไปแล้ว 5 ประตูกับ 3 แอสซิสต์ ตามมาด้วย ปาสกาล โกรสส์ ที่ทำได้ 3 ประตูและ 4 แอสซิสต์ ส่วน มอร์แกน โรเจอร์ส (4 ประตู กัล 1 แอสซิสต์) และ โคล พาลเมอร์ (2 ประตู กับ 3 แอสซิสต์) รั้งอันดับ 3 ร่วม

    นอกจากนี้ ชูเอา เปโดร ยังมีอัตราการเปลี่ยนโอกาสให้เป็นประตูสูงที่สุดใน พรีเมียร์ลีก สำหรับผู้เล่นที่ทำได้อย่างน้อย 3 ประตู โดยอยู่ที่ 38 เปอร์เซ็นต์ ประตูทั้ง 5 ลูกของเขามาจากการยิงเพียง 13 ครั้ง และค่าเฉลี่ยการทำประตูทุกๆ 86 นาทีของเขาก็ถือว่าดีที่สุดในกลุ่มนี้เช่นกัน


ฟอร์มอันยอดเยี่ยมและครบเครื่องของ เฮนเดอร์สัน

    หลังจากพลาดการลงสนามในช่วงต้นฤดูกาลเนื่องจากอาการบาดเจ็บ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ก็ได้ประเดิมสนามในบ้านให้กับ เชลซี เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา และเขาก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมสมกัยการรอคอย

    แม้ความเป็นผู้นำและความเข้าใจในเกมของมิดฟิลด์วัย 36 ปีรายนี้จะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครกังขา แต่ฟอร์มการเล่นในนัดนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเขายังมีทีเด็ดอื่นๆ อีกมากมายในเกมของเขา

    เกมวันเสาร์ เขาแสดงให้เห็นถึงพิษสงในการทำประตูด้วยการยิงไกลจากนอกกรอบเขตโทษได้อย่างเฉียบคมถึงสองลูก อีกทั้งยังทำแอสซิสต์ในจังหวะที่ มอร์แกน โรเจอร์ส ทำประตูได้ และมีเพียง ลีวาย โคลวิลล์ (82 ครั้ง) เท่านั้นที่สัมผัสบอลมากกว่า จอร์แดน เฮนเดอร์สัน (79 ครั้ง)

    ในบรรดาผู้เล่นเชลซี เขาเป็นคนที่หาโอกาสยิงประตูมากที่สุด (3 ครั้ง) และเปิดบอลจากด้านข้างมากที่สุด (4 ครั้ง) และยังทำสถิติผ่านบอลสำเร็จ (53 ครั้ง) เป็นอันดับสองร่วมกับ มอยเซส ไกเซโด้ โดยเป็นรองเพียงแค่ ลีวาย โคลวิลล์ (71 ครั้ง) เท่านั้น

    จอร์แดน เฮนเดอร์สันยังรับหน้าที่ในงานหนักตามแบบฉบับของมิดฟิลด์มากประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ความเข้าใจในเกมเพื่อตัดบอลจังหวะแทงทะลุช่องและบล็อกลูกเปิดจากคู่แข่ง เรียกได้ว่าเป็นฟอร์มการเล่นในแดนกลางที่สมบูรณ์แบบและครบเครื่องอย่างแท้จริง

ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})

ข่าวใหม่วันนี้

ดูทั้งหมด