ก่อนเกมกับไก่
หากย้อนกลับไปเมื่อกว่า 25 ปีก่อน ในการพบกันระหว่างทั้งสองทีมที่สนามแห่งนี้ จอร์จ เวอาห์ ได้สร้างค่ำคืนฤดูหนาวอันหนาวเหน็บให้กลายเป็นตำนานของสโมสร ด้วยการโหม่งทำประตูชัยในการลงสนามนัดแรกของเขา
แม้กองหน้าระดับซูเปอร์สตาร์ผู้นี้จะอยู่กับสโมสรได้ไม่นานนัก แต่เขาก็รู้วิธีที่จะสร้างความประทับใจได้อย่างยอดเยี่ยม
บรรยากาศภายในสนามเต็มไปด้วยความตื่นเต้นเร้าใจอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่ จอร์จ เวอาห์ เดินตรงไปยังเส้นข้างสนามเพื่อเตรียมตัวลงประเดิมเกมให้ เชลซี เป็นครั้งแรก ในช่วงต้นครึ่งหลังของเกมลีกเมื่อเดือนมกราคม ปี 2000
เจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ปี 1995 เพิ่งเดินทางมาถึง ลอนดอน ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า โดยได้จัดการเซ็นเอกสารยืมตัวจาก เอซี มิลาน ก่อนจะเดินทางตรงมายังสนาม ซึ่ง จานลูก้า วิอัลลี ผู้จัดการทีมเชลซี ในขณะนั้น ได้ใส่ชื่อเขาเป็นตัวสำรองทันที และในนาทีที่ 56 ของเกมภายใต้แสงไฟในสนาม เขาก็เตรียมตัวที่จะลงเล่นเป็นครั้งแรก
กองหน้าชาวไลบีเรีย ถือเป็นหนึ่งในนักเตะที่มีชื่อที่โด่งดังที่สุดของวงการฟุตบอลโลกในขณะนั้น เขาเคยเป็นดาวเด่นคนสำคัญของ เอซี มิลาน ในยุคที่ เซเรีย อา ถูกยกย่องเป็นลีกที่แข็งแกร่งที่สุดในยุโรป และทุกคนต่างเคยเห็นประตูประวัติศาสตร์ที่เขาทำได้ในเกมพบกับ เวโรน่า เมื่อปี 1996 ซึ่งเขาจัดการลากบอลจากเขตโทษฝั่งตัวเองวิ่งตะลุยไปตลอดทั้งสนาม ก่อนจะยิงบอลเสียบมุมไกลเข้าไปอย่างเหนือชั้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงช่วงกลางฤดูกาล 1999/00 ดาวเตะวัย 33 ปีผู้นี้ก็ไม่อยู่ในแผนการทำทีมที่ ซาน ซิโร่ อีกต่อไป และ เชลซี ซึ่งเคยจบเป็นจ่าฝูงของกลุ่มใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เหนือกว่า มิลาน ที่รั้งท้ายกลุ่มในฤดูกาลเดียวกันนั้น ก็เป็นทีมที่ไหวตัวเร็วที่สุดเมื่อทราบข่าวว่าเขามีโอกาสย้ายทีมได้
จานลูก้า วิอัลลี่ ไม่รอช้าที่จะส่งเขาลงสนาม และทันทีที่เขาก้าวออกจากม้านั่งสำรองในชุดสีน้ำเงินเป็นครั้งแรก การปรากฏตัวของ จอร์จ เวอาห์ ก็สร้างเสียงฮือฮาไปทั่วสนาม ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงเฮสนั่นหวั่นไหวเมื่อกองหน้าระดับโลกผู้นี้ก้าวเข้าสู่เกม
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ภาพของ จอร์จ เวอาห์ ฉลองประตูต่อหน้าอัฒจันทร์ฝั่ง "เชด เอนด์" ก็กลายเป็นหนึ่งในภาพจำของแฟนๆ หลังทคตัวขึ้นโหม่งลุกเปิดของ เดนนิส ไวส์ ที่เสาสองด้วยความสูงที่เหนือกว่าทั้ง สตีเฟน คาร์ และ คลีเมนซ์ อย่างเห็นได้ชัด บอลผ่านมือ เอียน วอล์กเกอร์ เข้าประตูไป
ภาพของเวอาห์ที่แสดงความดีใจอย่างสุดขีดภายใต้แสงไฟในสนาม กลายเป็นภาพที่ปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ ในเช้าวันถัดมา
"เวอาห์ ร่วมทัพของ ลูก้า!" คือพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์ เดลี่ มิร์เรอร์ ซึ่งเป็นการเล่นคำล้อเลียนเพลงเชียร์ชื่อดังของ สเปอร์ส ในนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ขณะที่สีหน้าเปี่ยมสุขของเพื่อนร่วมทีมอย่าง จอน ฮาร์ลีย์ และ คริส ซัตตัน นั้น ดูเหมือนจะไม่ได้มาจากแค่ความดีใจสุดขีดที่คว้าชัยชนะในช่วงท้ายเกมเหนือคู่ปรับร่วมกรุงลอนดอนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความตื่นเต้นที่ได้มี เวอาห์ อยู่ในทีมด้วย ซึ่ง เวอาห์ ได้ย้อนนึกถึงช่วงเวลานั้นในอีกหนึ่งทศวรรษต่อมาผ่านการสัมภาษณ์ทางเว็บไซต์ทางการของสโมสร
"ช่วงเวลาของผมกับ เชลซี นั้นยอดเยี่ยมมาก ผมย้ายเข้ามาอยู่เพียงครึ่งฤดูกาล และในเกมที่สำคัญที่สุด ซึ่งก็คือเกมแรกที่ผมลงเล่น เชลซี ก็คว้าชัยชนะและผมเองก็ทำประตูได้ด้วย" เวอาห์ กล่าว "มันเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สำหรับผม มันจะยังคงอยู่ในความทรงจำและหัวใจของผมตลอดไป เพราะนั่นคือวันที่ผมมาถึง เชลซี และทำประตูได้"
การเสมอติดต่อกันสองนัดก่อนหน้าทำให้ จานลูก้ส วิอัลลี่ รู้สึกว่าเขาจำเป็นต้องมีทางเลือกอื่นในแนวรุก ในขณะนั้น คู่กองหน้าอย่าง ทอเร่ อังเดร โฟล และ จานฟรังโก้ โซล่า กำลังเผชิญกับวิกฤตความมั่นใจในช่วงกลางฤดูกาล ส่วน คริส ซัตตัน ซึ่งย้ายเข้ามาด้วยค่าตัวสูงในช่วงซัมเมอร์ก็ยังปรับตัวไม่ได้
การมาถึงของ จอร์จ เวอาห์ เข้ามาเปลี่ยนสถานการณ์ดังกล่าว โดย วิอัลลี ตัดสินใจจับกองหน้าชาวไลบีเรียรายนี้คู่กับ ซัตตัน โดยมองว่าทั้งคู่ที่มีรูปร่างสูงใหญ่และแข็งแกร่งจะเป็นทางเลือกใหม่แทนที่คู่ของ โซล่า และ โฟล
ซัตตัน สนุกกับการได้ประสานงานร่วมกับนักเตะใหม่รายนี้ เวอาห์ โดยเป็นคนจ่ายบอลให้ เวอาห์ ทำประตูที่สองในเกมที่ทีมเอาชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ 2-1 ในศึก เอฟเอ คัพ รอบที่ 5 ในการเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่เน้นการปะทะหนักหน่วง
วิอัลลี่ เลือกใช้แผนกองหน้าตัวใหญ่สองคนยืนคู่กัน ซึ่ง ซัตตัน ได้ใช้ความแข็งแกร่งเบียดจนคู่แข่งล้มลงไปกองกับพื้น ก่อนจะจ่ายบอลย้อนกลับมาให้ เวอาห์ ยิงผ่านมือผู้รักษาประตูตุงตาข่าย
หากเป็นในยุคปัจจุบัน การเล่นที่ดุดันของ ซัตตัน คงจะถูกผู้ตัดสินหรือทีมงาน วีเออาร์ ลงโทษอย่างแน่นอน แต่ในตอนนั้นประตูดังกล่าวได้รับการยอมรับ ทำให้ทัพ "สิงห์บลูส์" ผ่านเข้ารอบต่อไปได้สำเร็จ หลังจากสู้กับทีมของ มาร์ติน โอนีล ที่เต็มไปด้วยผู้เล่นรูปร่างสูงใหญ่ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ ทั้งในแง่ของความดุดันและความมุ่งมั่น
รอบถัดมาที่พบกับ จิลลิงแฮม ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ - จอร์จ เวอาห์ ได้สร้างจังหวะมหัศจรรย์ที่เรียกเสียงฮือฮาจากแฟนบอลในสนาม โดยเขาโน้มตัวไปข้างหน้าบริเวณวงกลมกลางสนามเพื่อรอรับบอลที่ตกลงมา ก่อนจะใช้ส้นเท้าตวัดบอลข้ามหัวไปให้เพื่อนร่วมทีมได้อย่างเหนือชั้น ลูกจ่ายสุดกล้าหาญนี้เข้าเป้าอย่างแม่นยำ และกลายเป็นไฮไลต์สำคัญในชัยชนะ 5-0 ซึ่งในเกมนั้น เวอาห์ ยังทำประตูที่สามของเขาให้กับสโมสรได้อีกด้วย
ตลอดระยะเวลาที่อยู่กับ "สิงห์บลูส์" เขาทำไปทั้งหมด 5 ประตูจากการลงเล่น 15 นัด และปิดฉากช่วงเวลานี้ด้วยการคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ โดยเขาได้ลงเป็นตัวจริงในนัดชิงชนะเลิศปี 2000 ที่ทีมเอาชนะ แอสตัน วิลล่า 1-0
หลังจบการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศครั้งสุดท้ายที่สนาม เวมบลีย์ (สนามเดิมซึ่งมีหอคอยคู่ที่เป็นเอกลักษณ์) เวอาห์ วิ่งฉลองไปทั่วสนามโดยสวมเสื้อตัวในที่มีข้อความพิเศษพิมพ์ไว้สำหรับลูกชายของเขาว่า "พ่อเชื่อในพระเจ้า ทิโมธี"
"ผมได้แชมป์ เอฟ เอคัพ ครั้งสุดท้ายที่สนาม เวมบลีย์ ก่อนที่มันจะถูกรื้อ ซึ่งนั่นถือเป็นเหตุการณ์สำคัญสำหรับผม มันคือประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งของชีวิตผมเลย - เอฟเอ คัพ เป็นหนึ่งในการแข่งขันที่ดีที่สุดในโลก และเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งของวัฒนธรรม อังกฤษ"
"มันคือรายการที่ผมเคยเฝ้าดูผ่านทางโทรทัศน์ แล้ววันหนึ่งผมก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน ดังนั้นผมต้องขอขอบคุณทุกคนที่มีส่วนทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น วิอัลลี่, โซล่า, เดนนิส ไวส์, คริส ซัตตัน และทุกคนที่ปรารถนาให้ผมประสบความสำเร็จและช่วยให้ผมรู้สึกสบายใจในการเล่นที่นั่น"
หลังจากเลิกเล่นฟุตบอลในปี 2003 - เวอาห์ ได้หันเข้าสู่เส้นทางการเมืองและได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีไลบีเรียในปี 2017 ส่วน ทิโมธี ลูกชายก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพเช่นกัน โดยเขาเลือกเล่นให้กับทีมชาติสหรัฐ อเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่เขาเกิดและเติบโต และได้ลงเล่นในฟุตบอลโลกปี 2022 รวมถึงปี 2026 ด้วย
นอกจากนี้ ทิโมธี ยังเคยลงสนามเผชิญหน้ากับ เชลซี ในฤดูกาล 2021/22 โดยถูกส่งลงสนามในฐานะตัวสำรองให้กับ ลีลล์ ในการแข่งขัน ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดแรก ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งรุ่น แฟนบอล "สิงห์บลูส์" หลายคนต่างอมยิ้มเมื่อเห็นชื่อ "เวอาห์" ปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้เล่น เพราะมันทำให้พวกเขานึกย้อนไปถึงความทรงจำอันน่าประทับใจในชัยชนะที่สนาม สแตมฟอร์ด บริดจ์ แห่งนี้

