เบราฮิโน่อดีตหอกแบ็กกี้ส์-สโต๊คเลิกเล่นด้วยวัย33
ไซโด้ เบราฮิโน่ อดีตศูนย์หน้าพรีเมียร์ลีก ประกาศเลิกเล่นฟุตบอลในวัย 33 ปี เพื่อไปมุ่งเน้นบทบาทโค้ชทีมชาติบุรุนดี
แข้งทีมชาติบุรุนดีที่เติบโตในภูมิภาคมิดแลนด์ สร้างชื่อเสียงกับสโมสรในวัยเด็กอย่างเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน โดยทำผลงานอย่างยอดเยี่ยมในฤดูกาล 2014-15 ด้วยการทำประตูในพรีเมียร์ลีกและฟุตบอลถ้วยถึง 20 ประตู ก่อนย้ายไปร่วมทีมสโต๊ค ซิตี้ ด้วยค่าตัว 12 ล้านปอนด์ในเดือนมกราคม 2017
แต่หลังจากที่ฟอร์มตกในช่วงท้ายๆ ของอัลเบี้ยนภายใต้การคุมทีมของ โทนี่ พูลิส เบราฮิโน่ก็ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงกับสโต๊ค ซึ่งสุดท้ายก็ตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกในเดือนเมษายน 2018
หลังได้รับโอกาสครั้งที่ 2 จาก แกรี่ โรเว็ตต์ ผู้จัดการทีมสโต๊คในขณะนั้น เขาทำประตูได้ 5 ประตูในฤดูกาล 2018-19 แต่ไม่นาน เขาก็หลุดฟอร์มอีกครั้ง กระทั่งถูกปล่อยตัวด้วยความยินยอมร่วมกัน ทั้งที่เหลือสัญญาอีก 3 ปี
หลังย้ายจากสโต๊คไปเบลเยียมในเดือนสิงหาคม 2019 เบราฮิโน่ได้เล่นให้กับวาเรเก้มและชาร์เลอรัว ก่อนถูก ดาร์เรน มัวร์ อดีตผู้จัดการทีมเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ดึงตัวไปร่วมทีมเชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ในเดือนสิงหาคม 2021
หลังจากนั้น เขาได้ไปเล่นในไซปรัส, อินเดีย และสโลวีเนีย รวมถึงเล่นให้กับประเทศบ้านเกิดของตนเอง โดยก่อนหน้านี้ เคยติดทีมชาติอังกฤษในทุกระดับอายุจนถึงรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี
เบราฮิโน่เคยถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ 2 ครั้งโดย รอย ฮ็อดจ์สัน ผู้จัดการทีมในขณะนั้น แต่ไม่ได้รับเลือกให้ลงเล่น
เบราฮิโน่ทำประตูได้ 2 ประตูจากการลงเล่น 23 นัดให้กับบุรุนดี และทำประตูได้ 72 ประตูในฟุตบอลสโมสรยุโรป
เบราฮิโน่กล่าวขอบคุณเป็นพิเศษต่อสโมสรแรกของเขา ซึ่งเขาทำประตูได้ 36 ประตูจากการลงเล่น 121 นัดในทุกรายการ รวมถึงแฮตทริกในการลงเล่นเป็นตัวจริงครั้งแรกในฐานะนักเตะวัย 20 ปี ในเกมกับนิวพอร์ท เคาน์ตี้ ในอีเอฟแอล คัพ เดือนสิงหาคม 2013
ในแถลงการณ์ชื่อ "จดหมายถึงเกม" ที่โพสต์บนอินสตาแกรม เบราฮิโน่เขียนว่า ""ผมอยากขอบคุณเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ที่เชื่อมั่นในตัวผมตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก"
"ช่วงเวลาเหล่านั้นที่สโมสร ประตู แฟนๆ ช่วงเวลาเหล่านั้น จะเป็นสิ่งที่พิเศษเสมอ มีทั้งช่วงเวลาที่ดีและแย่ ความผิดพลาดและบทเรียน ผมได้เรียนรู้ว่า เกมฟุตบอลสามารถยกระดับและทดสอบคุณได้ในเวลาเดียวกัน"
"ถึงเวลาแล้วที่จะแขวนสตั๊ด ร่างกายและหัวใจของผมพร้อมสำหรับบทต่อไป ผมภูมิใจและรู้สึกขอบคุณที่ได้ทำหน้าที่เป็นโค้ชให้กับทีมชาติบุรุนดี การตอบแทนประเทศที่สร้างผมขึ้นมา และการช่วยเหลือคนรุ่นต่อไป เป็นสิ่งที่ถูกต้อง"
"ถึงครอบครัวของผม พวกคุณคือพลังของผม ถึงแฟนๆ ที่อยู่เคียงข้างผมในทุกช่วงเวลา ผมจะไม่มีวันลืมการสนับสนุนของพวกคุณ นี่ไม่ใช่การบอกลาฟุตบอล มันเป็นเพียงจุดจบของเรื่องราวหนึ่งและจุดเริ่มต้นของอีกเรื่องหนึ่ง"
"ฟุตบอลให้ทุกสิ่งทุกอย่างแก่ผม จากถนนในบูจุมบูราถึงเดอะ ฮอว์ธอร์นส์ จากพรีเมียร์ลีกไปจนถึงสถานที่ต่างๆ ที่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้เล่น เกมนี้พาเด็กผู้ลี้ภัยคนหนึ่งผ่านชีวิตมา"
TH SPORTเว็บไซต์ข่าวกีฬา อัพเดทข่าวฟุตบอลต่างประเทศทุกวันทุกเวลา
