เลิฟย้ำทำเพื่อทีมเหนือเป้าหมายส่วนตัว
เจเรมียาห์ เลิฟ พร้อมทำทุกอย่างตามที่เฮดโค้ช ไมค์ ลาเฟลอร์ ร้องขอเพื่อ แอริโซนา คาร์ดินาลส์ เป็นอันดับแรก
เจเรมียาห์ เลิฟ รันนิ่งแบ็กรุคกี้ดราฟท์อันดับ 3 ของ แอริโซนา คาร์ดินาลส์ เผยว่าเขาจะโฟกัสไปที่การทำงานเพื่อทีมเป็นหลักตามความต้องการของหัวหน้าโค้ช ไมค์ ลาเฟลอร์ แต่ก็ไม่ละทิ้งการไล่ล่าความสำเร็จส่วนตัวด้วยเช่นกัน ตามรายงานจากเอ็นเอฟแอลเน็ตเวิร์ค
'ผมเรียนรู้มาตลอดช่วงเวลาที่เล่นฟุตบอลว่าเป้าหมายส่วนตัวจะไม่พาคุณไปถึงจุดที่คุณต้องการจริงๆ สุดท้ายแล้วทุกอย่างก็เพื่อทีม' เลิฟ กล่าว 'ตราบใดที่คุณทำหน้าที่ของคุณในทีม คุณจะได้รับการยกย่องและเป้าหมายส่วนตัวที่คุณมีอยู่ในใจ ดังนั้นในใจของผม เป้าหมายของผมคือการปรับตัวให้เข้ากับทีมนี้ให้ดีที่สุด และทำทุกอย่างที่โค้ช (ไมค์) ลาเฟลอร์ ต้องการให้ผมทำ และทำมันให้ดีสุดเท่าที่ผมสามารถทำได้'
คาร์ดินาลส์ คาดหวังจาก เลิฟ ไม่น้อย เนื่องจากเขาเป็นรันนิ่งแบ็กที่สามารถระเบิดพลังและเล่นได้ครบทุกดาวน์ สามารถทำคะแนนได้เกือบทุกเพลย์แม้ว่าจะเป็นรุคกี้ก็ตาม โดยน่าจะมีบทบาทคล้าย ไบจาน โรบินสัน ตัววิ่งของ แอตแลนต้า ฟอลคอนส์ ซึ่ง เลิฟ ยืนยันว่าเขาพร้อมทำทุกอย่างที่ ลาเฟลอร์ ต้องการ
'ความกดดันทั้งหมดจะไม่ตกอยู่ที่ผม' เลิฟ กล่าวเมื่อถูกถามว่าอะไรที่ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นที่สุดเกี่ยวกับทีมบุกของ คาร์ดินาลส์ 'เรามีผู้เล่นอย่าง มาร์ฟ (แฮร์ริสัน จูเนียร์) และ เทรย์ (แม็คไบรด์) เรามีผู้เล่นในห้องรันนิ่งแบ็กหลายคน ดังนั้นถ้าจำเป็นก็ต้องแบ่งงานกันไป คุณไม่จำเป็นต้องมีคนเดียวที่ต้องวิ่ง 30 ครั้งต่อเกม เรามีทั้งหมด 21 เกมในฤดูกาลนี้ใช่ไหม ดังนั้นนั่นจะไม่เป็นผลดีในระยะยาว แต่ผมชอบจะอยู่ท่ามกลางผู้เล่นที่เก่งๆในกีฬาฟุตบอล มีอาชีพมากมายจากเอ็นเอฟแอล มันเยี่ยมมากที่ได้อยู่ด้วย และผมตื่นเต้นที่จะได้แสดงทักษะของเราด้วยกัน'
อย่างไรก็ตาม เลิฟ ยอมรับว่าเขายังคงไล่ล่ารางวัลส่วนตัวเหมือนกับตอนเล่นกับมหาวิทยาลัย นอเทร เดม เช่นกัน 'ผมเป็นแบบนี้มาตลอด'
'ผมไม่ใช่คนประเภทที่ตั้งเป้าหมายส่วนตัว จริงๆแล้วผมมักจะตั้งเป้าหมายให้ตัวเองเสมอ แต่เป้าหมายเหล่านั้นมักตะเชื่อมโยงกับทีมในทางใดทางหนึ่งเสมอ อย่างปีที่แล้ว ผมอยากได้รางวัล Doak Walker Award ในระดับมหาวิทยาลัย อยากได้รางวัล ไฮส์แมน โทรฟี่ แต่สิ่งเหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าผมไม่ทำในสิ่งที่ต้องทำเพื่อทีมและทำหน้าที่ของผมเพื่อทีม ทั้งสองอย่างต้องไปด้วยกัน ดังนั้นผมจึงพยายามทำให้ทุกอย่างโฟกัสไปที่ทีมเป็นหลัก
'สุดท้ายแล้ว มันเป็นกีฬาประเภททีม คุณทำอะไรคนเดียวไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตำแหน่งรันนิ่งแบ็ก ต้องมี 'โอ-ไลน์' ที่ดี ต้องมีควอร์เตอร์แบ็กที่อ่านเกมป้องกันได้และมองเห็นอะไรหลายๆอย่าง และคุณต้องมีปีกนอกที่สามารถทะลวงแนวรับของคู่แข่งได้ ทุกอย่างต้องประสานกัน ดังนั้นผมจึงพยายามไม่ทำให้เป็นเรื่องส่วนตัวและเน้นไปที่ทีมเป็นหลัก เพราะถ้าทีมดี หลายครั้งคุณก็จะทำผลงานได้ดีเช่นกัน'
TH SPORTเว็บไซต์ข่าวกีฬา อัพเดทข่าวอเมริกันฟุตบอลNFLทุกวันทุกเวลา
