คาร์ริคเหมาะกับการคุมผีแดงถาวรหรือไม่
หลังหายหน้าไป 2 ฤดูกาล แมนฯยูไนเต็ด หวนคืนเวทีแชมเปี้ยนส์ลีกอีกครั้ง เมื่อ ไมเคิ่ล คาร์ริค เข้ามาพลิกสถานการณ์ของทีมปีศาจแดงต่อจาก รูเบน อาโมริม เมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา
คาร์ริค คุมทัพปีศาจแดงลงสนาม 14 เกม ทำสถิติชนะ 10 เสมอ 2 แพ้ 2 ก่อนคว้าตั๋วลุยแชมเปี้ยนส์ลีกอย่างเป็นทางการ หลังเกมสยบคู่ปรับสำคัญอย่าง ลิเวอร์พูล 3-2
ความท้าทายเมื่อเข้ามารับตำแหน่งกุนซือขัดตาทัพคือการดึงศักยภาพออกมาจากทีมปีศาจแดงจนกระทั่งบอสวัย 44 ปีทำงานบรรลุเป้าหมาย
ภายใต้การดูแลของ คาร์ริค ทำให้แข้งดาวเด่นอย่าง บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาเตอุส กุนญ่า และ ค็อบบี้ เมนู ต่างทำผลงานอย่างยอดเยี่ยมในระบบที่เหมาะสมกับจุดแข็งของพวกเขา ตอนไม่มีบอล แมนฯยูไนเต็ด ดูมีระเบียบวินัยและเป็นระบบ บางครั้งชวนให้นึกถึงทีมชาติอังกฤษยุค แกเร็ธ เซาธ์เกต
การดูแลเกมรับของทีมปีศาจแดงเป็นหน้าที่ของ สตีฟ ฮอลแลนด์ ซึ่งมีอิทธิพลต่อระบบเกมป้องกันของทัพปีศาจแดงที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ คาร์ริค ด้วยเช่นกัน
แมนฯยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทีมของ อาโมริม มักจะดูเล่นง่ายเกินไป และด้วยระบบ 3 เซนเตอร์ ดูเหมือนจะมีความไม่แน่นอนว่าใครควรประกบใคร มันดูสับสนวุ่นวายอยู่เสมอ ก่อน คาร์ริค และทีมสตาฟฟ์จะทำให้ทุกอย่างดูง่ายขึ้นทั้งตอนมีและไม่มีบอล

หลายอย่างที่ คาร์ริค ทำดูเหมือนจะเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ชัดเจน การเปลี่ยนมาใช้ระบบกองหลัง 4 คน การนำ เมนู เข้ามาเล่นแดนกลาง และการย้าย บรูโน่ ไปเล่นตำแหน่งหมายเลข 10 ล้วนเป็นสิ่งที่แฟนบอลเรียกร้องตอนสโมสรปลด อาโมริม ออกจากตำแหน่ง
แต่การเปลี่ยนแปลงระบบและตัวผู้เล่นนั้นพูดง่ายมากกว่าทำ ดังนั้น คาร์ริค จึงสมควรได้รับเครดิตจากการปลดล็อกศักยภาพของยูไนเต็ดชุดนี้
บรูโน่ ดูเหมือนจะกลับมาอยู่ในเวอร์ชั่นดีที่สุดของตัวเองในรอบหลายปี ขณะที่ เมนู ช่วยเพิ่มความนิ่งในแดนกลางที่จำเป็นอย่างมาก ส่วน กุนญ่า ปรับตัวได้อย่างยอดเยี่ยมกับการขยับออกไปเล่นด้านกว้าง
คาร์ริค เลือกใช้งาน กุนญ่า เล่นแนวรุกฝั่งซ้าย ซึ่งเขาสามารถเลี้ยงตัดเข้าในและสร้างปัญหาให้กับคู่แข่ง มันได้ผลเป็นอย่างดี และเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการวางแผนอย่างชาญฉลาดโดยกุนซือวัย 44 ปี
หลังการเริ่มต้นการคุมทีมอย่างยอดเยี่ยมของ คาร์ริค ด้วยชัยชนะที่น่าประทับใจเหนือ แมนฯซิตี้ และ อาร์เซน่อล ทัพปีศาจแดงยังประสบปัญหาในการรักษาระดับฟอร์มการเล่นให้มีความสม่ำเสมอ แต่ แมนฯยูไนเต็ด ยังเก่งในการเก็บผลการแข่งขันได้ตามที่ต้องการแม้ว่าจะเล่นไม่ดีนักก็ตาม
ทีมปีศาจแดงมีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมจาก บรูโน่, กุนญ่า และ การ์ลอส กาเซมีโร่ ซึ่งช่วย แมนฯยูไนเต็ด ชนะเกมที่อาจจบลงด้วยการเสมอหรือพ่ายแพ้

อย่างไรก็ตามยังมีข้อกังวลในระยะยาวว่า แมนฯยูไนเต็ด อาจจะไม่โชคดีแบบนี้เสมอไป ทั้ง บรูโน่ และ กุนญ่า อาจไม่ได้อยู่ในฟอร์มดีที่สุดตลอดเวลา และเมื่อถึงเวลานั้น มันยากที่จะจินตนาการว่าทีมปีศาจแดงจะทำผลงานได้ดีเช่นนี้ได้อย่างไรหากไม่มีรูปแบบการเล่นที่ชัดเจนในการครองบอล
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าตอนไม่มีบอล แมนฯยไนเต็ด ดูจะถูกเจาะยากขึ้น เนื่องจาก ฮอลแลนด์ ทำได้ดีในการจัดระเบียบและวินัยของพวกเขา คล้ายกับทีมชาติอังกฤษของ เซาธ์เกต นั่นเป็นเพราะพวกเขาเล่นเกมรับและปล่อยให้คู่แข่งครองบอลมากกว่า
มันได้ผลในการทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นในฤดูกาลนี้และได้ผลลัพธ์ในระยะสั้น แต่แฟนๆยูไนเต็ดจะยังคงต้องการสไตล์การเล่นที่แน่นอนในระยะยาวเสมอ
ถ้าหากผ่านไปจนถึงเดือนพฤศจิกายนของฤดูกาลหน้า ทีมของ คาร์ริค ยังคงเล่นเกมโต้กลับเป็นส่วนใหญ่ คู่แข่งยังเป็นฝ่ายครองเกม และผลการแข่งขันไม่น่าประทับใจเท่าที่ควร เสียงบ่นจะเริ่มดังขึ้นใน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เสียงตะโกนว่า 'บุก, บุก, บุก จะเริ่มขึ้นเมื่อไหร่?'
ในทางกลับกัน มีความเป็นไปได้สูงที่ คาร์ริค มีแผนที่จะเล่นฟุตบอลในสไตล์ดุดันและเข้มข้นมากขึ้นในฤดูกาลหน้า ด้วยแผงมิดฟิลด์ที่ปรับปรุงใหม่ หลังการเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้ และมีเวลาเตรียมตัวอย่างเต็มที่เพื่อนำแนวคิดที่ซับซ้อนมากขึ้นมาใช้ในอนาคต

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาสื่อหลายสำนักรายงานว่า อันโดนี่ อีราโอล่า กุนซือ กุนซือชาวสเปนเป็นอีกหนึ่งคู่แข่งสำคัญของ คาร์ริค หลังการอำลา บอร์นมัธ ในช่วงซัมเมอร์นี้ ซึ่งทำให้ แมนฯยูไนเต็ด มีโอกาสดึงมารับตำแหน่งนายใหญ่คนต่อไปเช่นกัน
อีราโอล่า ทำผลงานอย่างยอดเยี่ยมที่ บอร์นมัธ ด้วยการสร้างทีมระดับต่างๆตารางเล่นฟุตบอลที่น่าดึงดูดใจเหมือนที่เขาเคยทำกับ ราโย บาเยกาโน่ ก่อนจะย้ายมาทำงานในอังกฤษ
กุนซือวัย 43 ปีพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าช่วงเวลาของเขาในเมืองผู้ดี ด้วยสไตล์การเล่นที่เข้มข้นและเน้นเกมรุกของเขาได้ผลดีในพรีเมียร์ลีก ทำให้ อีราโอล่า เป็นตัวเลือกที่มีความเสี่ยงน้อยกว่ากุนซือคนอื่นๆที่มีฝีมือดี แต่ไม่มีประสบการณ์ในลีกอังกฤษ
หากพิจารณากันในทางทฤษฎีแล้ว ประวัติการทำงานโค้ชของ อีราโอล่า แสดงให้เห็นว่าเขาทำทีมด้วยสไตล์การเล่นที่เหมาะกับสโมสรอย่าง แมนฯยูไนเต็ด มากกว่า คาร์ริค
เรื่องเดียวที่น่ากังวลเกี่ยวกับกุนซือชาวสเปนคือเขาจะสามารถรับมือกับการบริหารสโมสรใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกหรือไม่ ซึ่งเป็นการก้าวกระโดดที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นจุดอ่อนของกุนซือหลายคนในอดีต
ทั้งสื่อและแฟนๆยูไนเต็ดที่สนับสนุนให้ คาร์ริค ทำงานระยะยาวต่างให้เหตุผลว่าอดีตมิดฟิลด์รายนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าเขาสามารถรับมือกับแรงกดดันและความต้องการของตำแหน่งกุนซือทีมปีศาจแดงได้เป็นอย่างดี
คาร์ริค มีบุคลิกและออร่าบางอย่างที่ชวนให้นึกถึงโค้ชชั้นนำอย่าง คาร์โล อันเชล็อตติ หรือ ซีเนดีน ซีดาน และที่ไม่สามารถมองข้ามได้คือการเป็นที่ยอมรับของกลุ่มนักเตะปีศาจแดง

การเป็นผู้จัดการทีมที่ดีในสโมสรอย่าง แมนฯยูไนเต็ด และ เรอัล มาดริด บางครั้งอาจสำคัญกว่าการเป็นโค้ชด้านแท็คติกชั้นยอด นั่นเป็นเหตุผลที่ คาร์ริค อาจพิสูจน์ได้ว่าเป็นคนเหมาะสมที่สุดในการนำทีมปีศาจแดงก้าวไปข้างหน้า และเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า อีราโอล่า
อย่างไรก็ตามกุนซือในอุดมคติที่เหมาะกับ แมนฯยูไนเต็ด คือ หลุยส์ เอ็นรีเก้ มาร์ตีเนซ นายใหญ่คนปัจจุบันของ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ซึ่งเป็นโค้ชที่ส่งเสริมแข้งเยาวชน เล่นฟุตบอลสไตล์เกมรุกที่เร้าใจ และมีประสบการณ์ในการคุมสโมสรระดับท็อปของยุโรป
แต่มันคงเป็นเรื่องยากสำหรับการดึง หลุยส์ เอ็นรีเก้ มาสู่ถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเทรนเนอร์ชาวสเปนตัดสินใจขยายสัญญาเพิ่มเติมจากปี 2027
ส่วนตัวเลือกที่มีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุดตอนนี้คือ คาร์ริค ซึ่งเป็นคนนำความสงบกลับคืนสู่ห้องแต่งตัวนักเตะ หลังเผชิญความสับสนวุ่นวายในยุคของ เอริก เทน ฮาก และ รูเบน อาโมริม
แต่ คาร์ริค จะเป็นตัวแทนของความมั่นคงและความก้าวหน้าในห้วงเวลาที่ แมนฯยูไนเต็ด ไม่สามารถถอยหลังได้อีกแล้วหรือไม่ หากกลุ่มเจ้าของสโมสรเลือกเดินไปในทิศทางอื่นและมันล้มเหลวจะต้องมีคนสงสัยว่าทำไมพวกเขาถึงปฏิเสธความก้าวหน้าและความมั่นคงนั้นเพื่อเลือกคนอื่น
ดังนั้น เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ คงอยากหลีกเลี่ยงความผิดพลาดครั้งใหญ่อีกครั้ง ในขณะที่สถานการณ์ในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด กำลังดีขึ้นตามลำดับ

